วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คสช.โต้พัลวัน ปัดรู้เห็น เปิดทาง 'ปู' หนี

เผยมีคิวเพิกถอนพาสปอร์ต อัยการระบุไม่มีเหตุขอลี้ภัย

คสช.ยันไม่มีผู้มีอำนาจไปตกลงช่วยเหลือ “ยิ่งลักษณ์” หนีออกนอกประเทศ วอนอย่ามโน ทำสังคมสับสน “ไก่อู” นอยด์ข่าวรัฐบาล คสช.ไม่เข้มงวดติดตาม “ปู” โวยส่งคนประกบใกล้ชิดก็โดนด่า “บิ๊กตู่” ขยับสั่งเช็กข้อมูลเดินทาง “ยิ่งลักษณ์” ฝ่ายมั่นคงเผยประเมินพลาด ให้น้ำหนัก “ปู” หนีน้อย เชื่อมวลชนบางส่วนผิดหวังถอดใจ ขณะที่พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นแพไม่แตก มวลชนยังหนุนหลัง แค่หวั่นไหวกันเล็กน้อย “นิพิฏฐ์” ยังข้องใจรัฐบาล-ตร.ไม่ขึงขังตามแกะรอย “ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.เอาผิด “บิ๊กป้อม-บิ๊กแป๊ะ” ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ย้ายไปคลองเปรมคืนแรก “บุญทรง” นอนไม่หลับ ทนายเตรียมขอประกันตัวรอบ 2 เผย ป.ป.ช.จ่อชี้มูลทุจริตจีทูจีลอต 2 คนผิดแก๊งเดิมเพิ่มเติมอดีต ขรก.ระดับบิ๊ก อัยการชี้ยังไม่มีเหตุผลให้ “ยิ่งลักษณ์” ขอลี้ภัย ยกเคส “ทักษิณ” เทียบความแตกต่าง ระบุขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนยังทำไม่ได้ ต้องรอฟังพิพากษาของศาลก่อน

หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยมีกระแสข่าวเดินทางออกนอกประเทศและเตรียมแผนลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางข้อสงสัยถึงการเดินทางออกนอกประเทศอย่างง่ายดาย ว่ามีการ ประสานกับผู้มีอำนาจหรือไม่นั้น

คสช.ยันไม่มีผู้มีอำนาจช่วย “ปู” หนี

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่มีบางบุคคลให้ความเห็นผ่านสื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกประเทศไม่ไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำพิพากษา อาจมีการตกลง สมยอมกันระหว่างผู้ต้องหาและผู้มีอำนาจว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาการบริหารงานของรัฐบาล และ คสช. มีลักษณะเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่ทำสิ่งใดนอกกรอบของกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ในระบบ ความเห็นดังกล่าวเป็นเพียงมุมมองส่วนบุคคลที่พยายามจะไปผูกเชื่อมโยงกันเอง จึงไม่อยากให้มีการกล่าวหาพาดพิงกันโดยอาศัยเพียงความคิดมุมมองเฉพาะตัว โดยไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ใดมาสนับสนุนความคิดนั้นๆ เพราะจะทำให้สังคมติดหล่มอยู่ในวังวนทางการเมืองแบบเดิมๆ ช่วงนี้ไม่อยากให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดไปให้ความเห็นในลักษณะสร้างความสับสนแก่สังคม เพราะอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิด จนมีผลกระทบไปถึงภาพลักษณ์ของบุคคลหรือองค์กรได้ ส่วนการไม่มาตามนัดศาลของอดีตนายกฯ เป็นเรื่องของกระบวนการหรือกลไกที่เกี่ยวข้องจะได้ทำหน้าที่ไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมในระบบที่มีอยู่ให้ได้อย่างดีที่สุด

“ไก่อู” โบ้ย จนท.ตามติดเกินไปก็เจอด่า

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายตั้งคำถามกับรัฐบาลและคสช.ที่ปล่อย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางออกนอกประเทศว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงคอยติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์เวลาเดินทางไปไหน ก็มีคำถามจากสังคมมาเช่นกันว่าเขายังไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกตัดสินว่าถูกหรือผิด การไปติดตามมากเกินไปเป็นการละเมิดสิทธิหรือไม่ สื่อก็เคยตั้งคำถามลักษณะแบบนี้ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นไปอย่างยากลำบากพอสมควร เราคงไม่สามารถติดตามได้กระชั้นชิดเพราะมีส่วนหนึ่งของสังคมที่คอยกดดันอย่างนี้อยู่

วอนสังคมอย่าใช้อารมณ์ใส่กัน

พล.ท.สรรเสริญกล่าวอีกว่า เรื่องคดีความทั้งหลาย โดยเฉพาะการจำนำข้าวมีผู้ที่เกี่ยวข้องที่ต้องรับคำตัดสินของศาลหลายราย แตกต่างกันไป อยากให้ทุกคน เคารพขั้นตอนการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ไม่อยากให้คนไทยพูดจาถากถางเสียดสีกัน โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย มีการทำรูป ใช้คำพูดเยาะเย้ย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็แล้วแต่ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 ประเทศไทยมีความคิดแตกต่างกันสุดขั้ว ประเคนอารมณ์ความรู้สึก ทั้งคำพูด และวิธีนำเสนอเข้าใส่กัน หลัง 22 พ.ค.57 ถามว่าความคุกรุ่นในใจแต่ละคนเบาบางลงหรือยัง ส่วนตัวคิดว่าเบาบางลงแล้วแต่ยังไม่หมดไป เพราะไม่มีเวทีสร้างความขัดแย้ง วันนี้เริ่มประเคนอารมณ์เข้าใส่กันอีกแล้ว จึงอยากวิงวอนขอความร่วมมือจากสังคมอยากให้มีจิตเมตตาต่อกัน อย่าทำอะไรที่ทำให้รอยแผลที่เคยร้าวลึกในอดีตสมานได้ยาก ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมดีกว่าหรือไม่ ทุกฝ่ายมีคนรักคนชอบ แต่อย่าเอาความรักความชอบทำให้การเดินหน้าประเทศเสียไป หรือทำให้อารมณ์ที่เคยเบาบางไปแล้วในระยะเวลาเกือบ 3 ปีปะทุขึ้นมาอีก

เผย “บิ๊กตู่” สั่งเช็กข้อมูล “ยิ่งลักษณ์”

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลทางราชการใดยืนยันได้ เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เตรียมจะขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ ส่วนการประสานกับประเทศที่ถูกพาดพิงว่าอาจเป็นทางผ่านหรือจุดหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น กระทรวงการต่างประเทศจะเป็นคนดำเนินการรวมถึงการพิจารณาขั้นตอนการเพิกถอนหนังสือ เดินทาง หรือพาสปอร์ตด้วย

ฝ่ายมั่นคงเผยประเมินพลาดปู “หนี”

แหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยถึงสถานการณ์ทางการเมืองต่อจากนี้ ภายหลังมีกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกประเทศว่า ก่อนหน้านี้หน่วยงานความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับการตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทุกแง่มุม ในหลายๆประเด็น หนึ่งในนั้นคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มาฟังคำตัดสินของศาล แต่ยอมรับหน่วยงานความมั่นคงไปให้น้ำหนักในเรื่องผลกระทบและสถานการณ์ที่จะเกิดจากคำตัดสินของศาลมากกว่า รวมถึงการเตรียมมาตรการรองรับเหตุการณ์ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีไปต่างประเทศนั้นจะเป็นผลดีมากกว่าการมาฟังคำตัดสินของศาลหรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์ต่อจากนี้ยังวิเคราะห์ไม่ได้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวอะไรตามมาหรือไม่ หรืออาจจะเคลื่อนไหวในรูปแบบเดียวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำนองว่าไม่ได้รับความยุติธรรม มีรัฐบาลทหารจึงหลบหนี ก็ต้องดูกันต่อไป เพราะยังไม่มีการขยับให้เห็น ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีไปประเทศไหนนั้น ต้องรออีกวันสองวันน่าจะมีภาพข่าวชัดเจน

เชื่อมวลชนบางส่วนผิดหวังถอดใจ

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าวว่า สำหรับพรรคเพื่อไทยโครงสร้างประกอบด้วย 3 ส่วน 1.กรรมการพรรค จะต้องจัดหาคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่แกนนำขึ้นใหม่ มีการโฟกัสไปที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 2. สมาชิกพรรค ซึ่งยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไร และ 3.มวลชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะกระทบในส่วนนี้ เพราะการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มาฟังคำตัดสินของศาล อาจทำให้มวลชนส่วนหนึ่งถอดใจ ขณะที่มวลชนอีกส่วนหนึ่งที่มีอุดมการณ์เข้มแข็งก็จะต้องมีการปรับปรุงพรรคเพื่อเตรียมเลือกตั้งในปี 2561 และพรรคเพื่อไทยคงปรับรูปแบบการต่อสู้ในเชิงนโยบาย กลยุทธ์ในการหาเสียง จะใช้รูปแบบใหม่ในการต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคการเมืองอื่นๆ

ชี้เพื่อไทยเคว้งต้องใช้เวลาปรับตัว

“ขณะนี้พรรคเพื่อไทยคงต้องกลับเข้าสู่ที่ตั้ง ทบทวนบทบาทของตัวเอง อาจจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ตรวจสอบ ฟังเสียงผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อจะเดินเกมต่อไป ความเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองก็จะ นิ่งๆ เขาก็ต้องดูอะไรหลายๆอย่าง ส่วนเรื่องมือที่สามที่จะมาสร้างสถานการณ์นั้น ขณะนี้ยังไม่มีอะไร แต่เจ้าหน้าที่ไม่ประมาท เป็นเรื่องของความตื่นตระหนก คาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะออกมาในรูปแบบนี้ เกิดอาการช็อกไประยะหนึ่ง ซึ่งก็คงต้องปรับตัวและเดินเกมต่อไป” แหล่งข่าวด้านความมั่นคงกล่าว

พท.เชื่อความขัดแย้งไม่ลดลง

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่มาฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าวว่า ตนไปรอให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 25 ส.ค. ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่มาศาล แต่ตอนนี้เข้าใจในเหตุผลแล้ว และเชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์คงไม่อยู่ในประเทศไทยแล้ว ส่วนทิศทางการเมืองไทยยังคงน่าห่วง ความแตกแยกน่าจะเพิ่มขึ้นไม่ได้ลดลง คงมีความพยายามจะเลื่อนการเลือกตั้ง เพราะคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอยู่ และอาจมีความพยายามทำให้พรรคเพื่อไทยหมดความนิยมไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นสามารถมาแทนที่พรรคเพื่อไทยได้ หรือถึงแม้จะชนะการเลือกตั้งก็ไม่แน่ว่าจะตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศได้ เนื่องจากข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาทำให้ประเทศเดินหน้าได้ลำบากมาก ทิศทางเศรษฐกิจแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่รายได้ไปตกอยู่กับคนบางกลุ่มเท่านั้น คนส่วนใหญ่ยังลำบากและมีแนวโน้มจะย่ำแย่ลงไปอีก ประเทศไทยจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับที่ต่ำไปอีกนาน และหลายประเทศในอาเซียนจะแซงไทยในเวลาไม่กี่ปีนี้

แพไม่แตกอดีต ส.ส.ยังเหนียวแน่น

นายพิชัยกล่าวว่า ตอนนี้อาจจะเกิดการผันผวนระยะหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปประชาชนจะรู้ถึงปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาหนัก ฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาแก้ปัญหาได้ก็คือพรรคเพื่อไทย ซึ่งเคยทำไว้ก่อนหน้านี้ ถึงเวลาเลือกตั้งก็ยังเชื่อว่าคนจะยังเลือกพรรคเพื่อไทยสูง อดีต ส.ส.ของพรรคยังคงเหนียวแน่นกับพรรคอยู่เช่นเดิม เพราะคนจะเลือกที่นโยบายและผลงานที่ผ่านมา หากแยกตัวออกไปอาจไม่ได้รับการเลือกตั้ง กระแสข่าวที่คาดการณ์กันว่า พรรคเพื่อไทยจะแพแตกนั้นจึงไม่เป็นความจริง

เป็นสถาบันการเมืองไม่ยึดบุคคล

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยกำลังปรับโครงสร้างให้เข้ากับกติกาใหม่ ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ ให้เป็นสถาบันทาง การเมือง ไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล อดีต ส.ส.ยังคงเหนียวแน่นกับพรรคและจะเหนียวแน่นกว่าเดิม การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกดำเนินคดีก็เพราะเดินตามนโยบายของพรรคที่มุ่งเน้นทำประโยชน์ให้กับประชาชนตามแนวนโยบายแห่งรัฐที่กำหนดในรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งรัฐต้องทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงที่สุด เมื่อผู้นำของพรรคเจอปัญหาตามนโยบายที่ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองทุกคนก็เห็นใจ

มั่นใจมวลชนยังคอยหนุนหลัง

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เพราะพรรคมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศ ชาติได้อยู่จำนวนมาก และมีบุคคลที่มีคุณสมบัติพร้อมจะมาเป็นผู้นำพรรคได้อีกหลายคน เพียงแต่ตอนนี้ คสช.ยังไม่เปิดโอกาสให้มีการประชุมพรรค ถ้าพรรคได้หารือกันเราคงมีการเลือกหัวหน้าพรรคและกำหนดทิศทางของพรรคได้ แต่ถึงอย่างไร เชื่อว่าขณะนี้มวลชนที่คอยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ยังเหนียวแน่นอยู่เหมือนเดิม และพรรคเราพร้อมที่จะอาสาเป็นตัวแทนประชาชนอยู่

ยอมรับ “ปู” ไม่อยู่ไทยแล้ว

นพ.เชิดชัย ตันศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศเสนอข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เตรียมยื่นเรื่องขอลี้ภัยไปประเทศอังกฤษ ภายหลังถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับว่า ไม่ทราบว่าข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ขณะนี้ทุกอย่างยังฝุ่นตลบอยู่ คาดว่าอีกไม่เกิน 1 สัปดาห์ข้อเท็จจริงทุกอย่างจะชัดเจนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปอยู่ที่ใด ตอนนี้ทราบเพียงว่าไม่อยู่ในประเทศไทยแล้ว แต่ปลอดภัยดี ข้อมูลที่ออกมาตอนนี้เป็นการคาดการณ์กันไปต่างๆนานา ทั้งนี้ยอมรับว่า หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่แล้ว อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วนรู้สึกหวั่นไหว กังวลว่าทิศทางของพรรคจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจในพรรคอยู่ คงต้องมีการชี้แจงสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในพรรค ว่าแม้ไม่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ พรรคยังต้องเดินหน้าต่อ จะต้องมีผู้นำคนใหม่มานำพาพรรคต่อไป ยังมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นความหวังให้ประชาชนต่อไป

“นพดล” ไม่รู้เรื่องขอลี้ภัย

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศเสนอข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมยื่นเรื่องขอลี้ภัยไปประเทศอังกฤษว่า ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ คนที่จะตอบได้มีเพียงทีมทนายความ หรือตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์เท่านั้น ตนยังไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปอยู่ที่ใดและมีใครติดต่อได้บ้าง และส่วนตัวก็ไม่ได้รับการติดต่อจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์

“เต้น” ทำโพลกระแทก “มาร์ค”

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า ช่วงนี้ใครๆก็ทำโพล กรุงเทพโพลบอกว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าศาลจะตัดสินให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีความผิด ทั้งๆที่สำนักโพลน่าจะผิดละเมิดอำนาจศาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำโพลถามความเห็นประชาชนว่า คิดอย่างไรที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มาศาล คงเป็นสิทธิ์ที่ทำได้ แต่ไม่ทราบจะทำไปทำไม ตนขอเกาะกระแสทำโพลกับเขาบ้าง ยุคนี้เป็นรัฐบาลทหาร หลายฝ่ายเชื่อว่านายกฯคนต่อไปน่าจะเป็นทหาร แต่นักการเมืองบางคนหวังว่าจะมีโอกาสเป็นนายกฯด้วยเหมือนกัน จึงขอถามประชาชนว่า “มีความคิดเห็นอย่างไร ถ้านายกฯคนต่อไปเป็นชายไทยที่หนีทหาร” แสดงความเห็นในเพจนี้ได้เลย “ขอความกรุณาใช้ถ้อยคำสุภาพ งดเว้นการพาดพิงตัวบุคคลใดเป็นการเฉพาะนะครับ เข้าใจตรงกันนะ...” พร้อมกันนี้ นายณัฐวุฒิได้ลงรูปภาพประกอบ เป็นรูปนี้ตอนที่ตัวเองเรียน รด.

“นิพิฏฐ์” ข้องใจไม่ขยับแกะรอย “ปู”

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวในหัวข้อ “กล้องวงจรปิดกับเส้นทางหลบหนีของคุณยิ่งลักษณ์” ว่า ปกติเวลามีคดีอาญา สิ่งแรกๆที่ตำรวจต้องทำคือ ดูกล้องวงจรปิดว่าคนร้ายหลบหนีไปทางไหน แต่กรณีคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ผมไม่เห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติขมีขมันตรวจกล้องวงจรปิด ดูเส้นทางการหลบหนี สิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำในขณะนี้คือ “เงียบ”

นายนิพิฏฐ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขณะนี้สังคมไทยต่างสงสัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีสำคัญใช้เส้นทางไหนหลบหนีออกนอกประเทศไทย ทั้งที่คนระดับอดีตผู้นำประเทศจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้ในระดับหนึ่ง ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจในเวลานี้เคยยอมรับว่าให้เจ้าหน้าที่ติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างใกล้ชิด แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทุกฝ่ายต่างเงียบกันหมด เพราะคนที่ร่วมรู้เห็นเป็นใจ หรือปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี ย่อมมีความผิดไปด้วย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ

พร้อมใจกันเงียบ ทำสังคมสงสัย

“หากเทียบกับคดีลักขโมยรถมอเตอร์ไซค์ ตำรวจต้องติดตามดูกล้องซีซีทีวี และส่งคนลงพื้นที่สืบหาพยานหรือคนเห็นเหตุการณ์ แต่กรณีนี้ทุกคนพร้อมใจกันเงียบตั้งแต่ระดับบริหาร อาทิ รองนายกฯ วิษณุ หรือแม้แต่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตอบไปคนละทางกับที่สื่อถามยิ่งตำรวจยิ่งแล้วใหญ่ เบอร์หนึ่งของ สตช.ยังมอบหมายให้ระดับรองดูแล ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีใหญ่ระดับชาติและต่างประเทศจับตามอง ยิ่งเงียบก็ยิ่งสร้างความสงสัยต่อสังคมไทย สังคมโลก เพราะผู้หลบหนีเป็นถึงอดีตนายกฯ ที่ถูกกล่าวหาในคดีสำคัญ สร้างความเสียหายต่อประเทศ ทั้งที่ตามหลักปฏิบัติเบอร์หนึ่งของ สตช.ต้องนั่งแถลงเรียกความเชื่อมั่นต่อระบบการดูแลรักษาความปลอดภัย หรือการติดตามผู้ถูกกล่าวหาในคดีสำคัญ เช่น สั่งให้ตรวจกล้องวงจรปิดหน้าบ้านคุณยิ่งลักษณ์ที่มีมากมาย สั่งไล่ตรวจเช็กการบันทึกภาพตลอด 1 สัปดาห์ที่บ้านคุณยิ่งลักษณ์ว่ามีรถคันไหนเข้าออกผิดปกติ มีการขนของอะไรบ้าง ใครเข้าออกก่อนวันที่ 25 ส.ค. เพื่อหาเบาะแสเส้นทางและคนที่เกี่ยวข้อง อย่าให้เข้าภาษิตถี่ลอด ตาช้าง ห่างลอดตาเล็น คนในสังคมจะยิ่งวิจารณ์ไปต่างๆนานาหาข้อยุติไม่ได้” นายนิพิฏฐ์กล่าว

“มาร์ค” วอนแยกแยะการเมือง-ยุติธรรม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าหลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต นายกฯ ไม่มาฟังคำพิพากษาคดีรับจำนำข้าวเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมหลบหนีไปต่างประเทศ จะเป็นการปิดฉากตระกูลชินวัตรในแวดวงการเมืองหรือไม่ว่า มองว่ากระบวนการทางคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่จบสิ้น ศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษา อีกทั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ยังเปิดโอกาสให้จำเลยยื่นอุทธรณ์ จึงไม่อยากให้มีการตีความที่มากเกินไปในขณะนี้ เนื่องจากอิทธิพลทางการเมืองของตระกูลชินวัตรและกลุ่มมวลชนจำนวนมากที่ให้การสนับสนุนยังมีอยู่ จึงเป็นเรื่องที่ตัดสินได้ยาก ที่สำคัญคือไม่ต้องการให้นำเรื่องการเมืองและกฎหมายกระบวนการยุติธรรมมาปะปนกัน สำหรับกรณีที่ตนได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนในแอพพลิเคชั่นไลน์นั้น ไม่ได้เป็นการทำโพล แต่เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สังคมมีความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนและแตกต่างกัน จึงต้องการที่จะสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว

คำพิพากษาคดี “จีทูจี” ช่วยยับยั้งทุจริต

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคำพิพากษาคดีขายข้าวจีทูจี ที่มีนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจถูกตัดสินจำคุกคนละหลายสิบปีว่า ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนักการเมือง และข้าราชการ คำพิพากษาจำคุกคดีนี้มีส่วนอย่างสำคัญในการยับยั้งการทุจริตเชิงนโยบาย ที่สร้างผลเสียหายแก่ประเทศชาติบ้านเมือง เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ พึงสำเหนียกว่าการร่วมมือกันทุจริตคอร์รัปชัน อาจเจอชะตากรรมเช่นเดียวกับจำเลยในคดีข้าวจีทูจี จึงถือเป็นคุณูปการที่สำคัญของการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันโดยกระบวนการยุติธรรม ที่ทำให้ระบบนิติรัฐ นิติธรรม ของไทยเดินหน้าเป็นหลักให้บ้านเมืองต่อไปได้

“ไพบูลย์” ชี้ “ปู” หนี วินวินทุกฝ่าย

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และอดีต สปช. กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหลบหนีออกนอกประเทศว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์คงประเมินในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วว่าคงจะต้องโทษจำคุกแน่ แต่เมื่อเลือกการเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศเท่ากับว่าได้ทิ้งบทบาทหน้าที่และอนาคตทางการเมืองไปด้วย เพราะกฎหมายไม่มีอายุความ หรือไม่นับช่วงเวลาที่หนีรวมเป็นอายุความ จึงต้องหนีตลอดไป ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการหลบหนีของ น.ส. ยิ่งลักษณ์เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย หรือวินวิน เพราะตัวเองหนีไปก็ไม่เสี่ยงติดคุก คสช.หรือรัฐบาลเองก็ได้ประโยชน์คือ ไม่ต้องเผชิญภาวะการกดดันของมวลชนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญคือสังคมไทยก็สบงสุข ไม่มีการชุมนุม หรือความขัดแย้งในบ้านเมือง ส่วนที่สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลและ คสช.หลับตาข้างหนึ่ง เปิดช่องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีนั้น ต้องให้ความเป็นธรรมต่อรัฐบาลและคสช. เพราะตอนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนียังไม่มีสถานะเป็นผู้ต้องขัง และยังไม่ถูกออกหมายจับ เมื่อหนีไปแล้วรัฐบาลจึงล้อมคอกสั่งให้มีการตรวจค้นหรือปิดด่านชายแดนต่างๆถือว่ารัฐบาลทำหน้าที่เต็มที่แล้ว แต่ถ้า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีหลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษาว่ามีความผิด และมีโทษจำคุก อย่างนี้น่าจะถูกต่อว่า แต่กรณีนี้ไม่ใช่เช่นนั้น

ร้อง ป.ป.ช.เอาผิด “บิ๊กป้อม–บิ๊กแป๊ะ”

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า วันที่ 28 ส.ค. เวลา 11.00 น. จะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป.ป.ช. กล่าวโทษ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กรณีปล่อยเกียร์ว่างละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหลบหนี ไม่มาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนว่าฝ่ายความมั่นคงปล่อยให้จำเลยคดีอาญาอุกฉกรรจ์หลบหนีออกไปจากประเทศไทยได้อย่างไร เพราะก่อนหน้านี้เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เป็นเงาตามตัวทุกกิจกรรม แต่เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางมาฟังคำพิพากษา ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจ ทหาร กลับไม่มีใครทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกไปจากประเทศ ไทยทางใด ตั้งแต่เมื่อไหร่ ถือเป็นความบกพร่องและเป็นความผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

บ้าน “ปู” เงียบเชียบไม่มีรถเข้า–ออก

ส่วนความเคลื่อนไหวบริเวณบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เลขที่ 38/9 ซอยโยธินพัฒนา 3 แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันรอบๆบ้านไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ รวมทั้งภายในรั้วบริเวณบ้าน มีแต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว มาคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ขณะที่ประตูทั้งสองฝั่ง ได้แก่ ประตูอัลลอยสีขาวขนาดใหญ่ที่เข้าสู่บ้านโดยตรง และประตูลานจอดรถฝั่งซ้ายของบ้านปิดสนิท ไม่มีรถเข้า-ออก เห็นเพียงแต่คนงานที่อยู่ในบ้าน เดินออกมาซื้อของแล้วก็กลับเข้าไป

คนใกล้ชิดให้กำลังใจผ่านโซเชียล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา บรรดาคนใกล้ชิดต่างโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ที่คาดว่าเป็นการส่งข้อความถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาทิ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ หลานสาว ได้โพสต์ภาพยืนกอดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่กำลังถือปฏิทินปีใหม่ 2559 ขณะที่ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์ภาพนั่งรับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวลงอินสตาแกรม และเขียนข้อความว่า “ขอขอบคุณทุกๆกำลังใจที่เขียนคอมเมนต์มาให้เอมและครอบครัว ทุกวันนี้มีหลายสิ่งที่ไกลเกินความสามารถของเรา ก็ได้แต่พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดทุกบทบาท ขอขอบคุณทุกความห่วงใยจากเพื่อนๆ และทุกๆคนที่รักกันเสมอ” โดยในโพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาเขียนให้กำลังใจครอบครัวชินวัตรเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่ใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาทิ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ก็ได้โพสต์ข้อความให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ด้วย

ย้ายคุกคืนแรก “บุญทรง” นอนไม่หลับ

ด้านความเคลื่อนไหว ผู้ต้องขังตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากคดีโครงการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) หลังจากกรมราชทัณฑ์ย้ายตัวนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก มายังเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อช่วงสายเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ความคืบหน้าเมื่อเวลา 11.00 น. นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ ผบ.เรือนจำกลางคลองเปรม กล่าวว่า หลังรับตัวนายบุญทรงกับพวก รวม 7 คน มาอยู่ในแดนแรกรับเรือนจำกลางคลองเปรม ทางเรือนจำได้จัดให้อยู่กับผู้ต้องขังคดีอื่น 9 คน รวมกับผู้ต้องขังคดีทุจริตจำนำข้าวคดีเดียวกันอีก 6 คน โดยจัดให้เจ้าหน้าที่ 2 คน คอยดูแล ทั้งนี้ หลังรับตัวเข้ามา ได้ให้แพทย์ตรวจร่างกายทุกคน พบว่านายบุญทรงมีโรคภูมิแพ้ และไซนัส แพทย์ให้ยาไว้รับประทานแล้ว คืนที่ผ่านมา นายบุญทรงยังมีอาการวิตกกังวลบ้าง นอนไม่ค่อยหลับเท่าไหร่

อนุโลมให้ญาติมาเยี่ยม 28 ส.ค.

ผบ.เรือนจำคลองเปรมกล่าวว่า กิจวัตรตอนช่วงเช้านี้ กลุ่มนายบุญทรงยังไม่ได้ให้ทำกิจกรรมอะไร ส่วนใหญ่อ่านหนังสือในห้องสมุดของทางเรือนจำ และดูทีวีบ้าง เพื่อทำการปรับตัว ส่วนมื้อเช้า เมนูแรกวันนี้คือ หมูทอด นายบุญทรงบอกว่า ทานได้ และไม่มีเมนูพิเศษอะไร สำหรับแดน 1 เป็นแดนแรกรับ ปกติจะเปิดให้ญาติเข้าเยี่ยมทุกวันอังคาร อย่างไรก็ตาม วันจันทร์ที่ 28 ส.ค.นี้ เป็นวันเปิดทำการของทางเรือนจำกลางคลองเปรม คาดว่าจะมีญาติของผู้ต้องขังในคดีดังกล่าวมาเยี่ยม จึงอนุโลมให้เยี่ยมได้ 1 วัน

ทนายเตรียมขอประกันตัวรอบ 2

นายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรง กล่าวถึงการเตรียมยื่นคำร้องขอประกันตัวนายบุญทรงเป็นครั้งที่ 2 ว่า ต้องรอวันที่ 28 ส.ค. เพราะมอบให้ผู้แทนขอตรวจสอบรายละเอียดเหตุผลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกคำร้องโดยไม่ให้ประกันตัวว่ามีเหตุจากอะไรบ้าง ก่อนที่จะทำคำร้องยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 เพราะเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ได้รับแจ้งเพียงว่าศาลไม่ให้ประกัน แต่ยังไม่ทราบว่าเพราะคดีร้ายแรงหรือเพราะอะไร สำหรับหลักทรัพย์ที่จะใช้ประกันตัว ขณะนี้มีหลักทรัพย์เดิม คือ บัญชีเงินฝาก 30 ล้านบาท หากจะมีการกำหนดวงเงินประกันสูงกว่านี้ ญาติจะรวบรวมมาเพิ่มเติม โดยวันที่ 28 ส.ค. ตนจะเดินไปเยี่ยมนายบุญทรง

อัยการชี้ยังไม่มีเหตุให้ “ปู” ขอลี้ภัย

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีการขอลี้ภัยไปประเทศอังกฤษ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่า ไม่น่ากระทำได้ เนื่องจากยังไม่มีเหตุที่จะลี้ภัยในต่างประเทศจะไม่มีการมองในเรื่องของการหนีคำพิพากษาของศาลเป็นเรื่องลี้ภัย ต่างจาก กรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถือโอกาสหลบหนีออกนอกประเทศและขอลี้ภัยในระหว่างที่กำลังมีปัญหาบ้านเมืองไม่ปกติจากการรัฐประหาร ถึงแม้จะมีการไต่สวนพยานในศาลไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่จบกระบวนการ แต่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะต่างกัน ผ่านเหตุการณ์รัฐประหารมากว่า 3 ปีแล้ว ตอนนั้นนายทักษิณไม่ต้องไปศาลก็ได้ และยังสู้ไม่จบกระบวนการเท่าไหร่ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปศาลตลอด

เคส “ยิ่งลักษณ์” ต่างจาก “ทักษิณ”

เมื่อถามว่า คดี น.ส.ยิ่งลักษณ์มีมูลเหตุมาจากนโยบายทางการเมือง เหตุใดถึงลี้ภัยไม่ได้ นายปรเมศวร์ตอบว่า เรื่องนี้ถือว่าเป็นคดีไปแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อสู้มาตลอดถึงแถลงการปิดคดีจนจบแล้ว กระบวนการอยู่ในชั้นศาลที่มองว่าเป็นธรรมแล้ว จึงไม่น่าที่จะยื่นขอลี้ภัยได้ เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์คงจะใช้วิธีการเลือกที่จะไปประเทศที่ไม่มีการขอผู้ร้ายข้ามแดน เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อถามว่า ถ้าผ่านประเทศที่สามารถขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนจะสามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ นายปรเมศวร์ตอบว่า เชื่อว่าจะไม่พำนักอยู่นาน ถึงแม้จะไปในประเทศที่เรามีสนธิสัญญา ก็ไม่สามารถที่จะยื่นคำร้องได้ทัน อย่างนายทักษิณเวลาจะเดินทางไปญี่ปุ่นหรืออังกฤษมีสนธิสัญญา ก็เป็นลักษณะโฉบไปแล้วกลับ ต่างจากนายราเกซ สักเสนา ที่ไปพำนักอยู่ในเเคนาดา ไม่ขยับหนีจึงถูกล็อกตัว กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกไม่นานคงถูกเพิกถอนหนังสือเดินทาง

ขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนยังทำไม่ได้

เมื่อถามว่า ขณะนี้สามารถทำเรื่องส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ นายปรเมศวร์ตอบว่า ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากต้องรออ่านคำพิพากษาก่อน ถ้าศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย เราก็เอาคำพิพากษาไปยื่นประกอบคำร้อง จึงจะมีเหตุที่เอาตัวมาลงโทษได้ ตอนนี้มีเฉพาะหมายจับของศาลกรณีที่หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาอย่างเดียว ตนมองว่ายังไม่เพียงพอ คงไม่มีใครส่งตัวให้ ส่วนอีกปัญหาหนึ่งคือเรายังไม่ทราบถิ่นที่อยู่ของจำเลย ยังไม่มีข้อยืนยันมา คล้ายกับกรณีของนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา คาดว่าจะใช้วิธีการเดียวกับนายทักษิณ คือไม่รู้พำนักอยู่ที่ไหนเป็นเวลานาน แม้จะแปลคำร้องเสร็จแล้วก็ไม่สามารถส่งได้เพราะไม่รู้ที่พำนัก

ป.ป.ช.เตรียมชี้มูลทุจริตจีทูจีลอต 2

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 28 ราย ซึ่งมีทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ลอตแรกรวม 4 สัญญาปริมาณ 6.2 ล้านตันไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ให้กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมกรณีขายข้าวจีทูจี ลอตที่ 2 อีก 8 สัญญา ปริมาณ 14 ล้านตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ทำสัญญาขายให้กับรัฐวิสาหกิจของจีน แต่ภายหลังพบว่าบริษัทจีนที่เข้าทำสัญญาไม่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลกลาง เช่นเดียวกับการขายข้าวจีทูจีลอตแรกนั้น ขณะนี้ผลการตรวจสอบของอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.เสร็จสิ้นลงแล้ว พร้อมกับกรณีการไต่สวนการทุจริตขายมันสำปะหลังแบบจีทูจี ของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงเดียวกัน ซึ่งพบว่ามีการทำสัญญาขายมัน 7 สัญญา ปริมาณ 4.79 ล้านตัน โดยบริษัทจากจีนไม่ใช่บริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลกลางอีกเช่นกัน และหากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทำการชี้มูลความผิดเพิ่มเติม กลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกดำเนินคดีเป็นครั้งที่ 2 คาดว่า ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายในปีนี้

คนผิดแก๊งเดิม-พ่วงอดีตบิ๊ก ขรก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลตรวจสอบกรณีทุจริตขายข้าวจีทูจีลอต 2 นั้น ยังพบด้วยว่านอกจากผู้ที่เกี่ยวข้องที่ล้วนเป็นกลุ่มนักการเมือง ข้าราชการประจำและนิติบุคคลกลุ่มเดิมกับที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุกไปแล้ว ยังจะมีอดีตข้าราชการในกระทรวงพาณิชย์อีกจำนวนหนึ่งที่น่าจะถูกดำเนินคดีพ่วงตามไปด้วย รวมไปถึงอดีตข้าราชการระดับปลัดกระทรวงที่ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบความเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน แต่กลับไม่พบความผิดปกติในเรื่องดังกล่าว จึงทำให้คาดว่าอดีตข้าราชการกลุ่มนี้น่าจะถูกดำเนินคดีร่วมด้วยตามมาตรา 157 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะไม่ได้ตรวจสอบความเป็นรัฐวิสาหกิจของจีนอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการขายข้าวจีทูจีลอต 2 ที่ได้มีการตรวจสอบพบว่าเข้าข่ายทุจริตซ้ำรอยกรณีขายข้าวจีทูจีลอตแรกนั้น เนื่องจากการทำสัญญาขายข้าวให้กับบริษัท ไฮกู เหลียงเหมาซีเรียล แอนด์ ออยล์ เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 3 ล้านตัน, บริษัท ไฮกู เหลียงหยุ่นไหล่ ซีเรียล แอนด์ ออยล์ เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 2 ล้านตัน, บริษัท ไฮหนาน โพรวินซ์ แลนด์ รีเคลเมชั่น อินดัสเทรียล ดีเวลลอปเมนท์ ปริมาณ 4 ล้านตัน และบริษัท ไห่หนาน แลนด์ รีเคลเมชั่น คอมเมอร์ส แอนด์ เทรด กรุ๊ป จำกัด ปริมาณ 5 ล้านตันนั้น ผลการตรวจสอบในภายหลังพบว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนให้ทำสัญญาซื้อขายกับไทยแต่อย่างใด และข้าวที่ทำสัญญาขายดังกล่าวก็ไม่ได้มีการส่งออกจริงแต่อย่างใด กลับนำมาเวียนขายในประเทศ จึงทำให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบอีกระลอก

ไม่จำหน่ายคดี “ปู” ฟ้อง “จิรชัย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ฐานะประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าว เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นคดีดำที่ อท.44/59 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบกลาง และนัดไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลตรวจฟ้องมีคำสั่งยกฟ้อง แต่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งนั้น มีรายงานความคืบหน้าว่า หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ย้อนสำนวนแล้ว ศาลอาญาฯได้ไต่สวนพยานโจทก์ไป 3 ปาก นัดหน้าต้องนำ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาสืบพยานยืนยันตามคำฟ้องต้นเดือน พ.ย.นี้ หลังจากก่อนนี้เคยขอเลื่อนเข้าเบิกความมาแล้ว หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังไม่มาศาลอีก ศาลอาจยุติการไต่สวนปาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยทำคำพิพากษาจากคำเบิกความพยานชั้นไต่สวนเท่าที่พิจารณาได้ความแล้วพิพากษาไปตามรูปคดี แต่จะไม่จำหน่ายคดี หรือจำเลยจะนำพยานอื่นมาให้การชั้นไต่สวนต่อไป

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อครั้งนายจิรชัยเป็นประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้มีความเห็นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์รับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นเงินจำนวน 2.8 แสน ล้านบาท ฝ่ายโจทก์อ้างว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า นายจิรชัยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขาดความเที่ยงธรรม ไม่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ไม่ไต่สวนพยานบุคคล ไม่แสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ตรวจสอบสินค้าคงเหลือให้ครบถ้วน ไม่สอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเรื่องอื่นๆ

ทนายยัน “ปู” ไม่อยู่คดีไม่กระทบ

นายนพดล หลาวทอง ทนายความของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่รับผิดชอบคดีที่ฟ้องนายจิรชัยกล่าวว่า นำพยานเข้าไต่สวนมูลฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว 3 ปาก ประกอบด้วย นายยรรยง พวงราช อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และอดีต รมว.คลัง และ ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ยังเหลือพยานอีก 3 ปากที่จะนำเข้าไต่สวนมูลฟ้อง เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่จะกระทบคดีที่ฟ้องหรือไม่ นายนพดลตอบว่า ไม่กระทบ เพราะจะไต่สวนประเด็นเกี่ยวกับข้อมูลและเอกสารที่ได้ยินมา ถ้าไม่อยู่ก็มีพยาน อีก 3 ปาก ที่ยังดำเนินตามกระบวนการไต่สวนมูลฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ต้องงดเป็นพยานไป

ป.ป.ช.ชี้ขาดอุทธรณ์คดี พธม. 29 ส.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถึงความคืบหน้าการพิจารณายื่นอุทธรณ์คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยกฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปี 2551 ตามที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องว่า หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้รับคำพิพากษาอย่างเป็นทางการในคดีดังกล่าว เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง เตรียมนำเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ในวันที่ 29 ส.ค. เพื่อพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาล ฎีกาฯหรือไม่ เนื่องจากจะครบกำหนด 30 วัน ที่จะต้องยื่นอุทธรณ์คดีภายในวันที่ 1 ก.ย.นี้

ชง ครม.ตั้ง กก.ยุทธศาสตร์ชาติ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เปิดเผยว่าวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้นัดประชุมเลขานุการของคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน เพื่อรับทราบงานด้านธุรการ เช่น สถานที่ประชุมของแต่ละคณะ เพื่อเตรียมความพร้อมการประชุมประธานคณะกรรมการปฏิรูปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 30 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 ส.ค. จะเสนอเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมเห็นชอบแต่งตั้ง แต่ไม่ขอเปิดเผยว่ากรรมการจะประกอบด้วยใครบ้าง เพราะขณะนี้แม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ทราบเรื่อง แต่ยืนยันว่าเป็นบุคลากรจากหลายกลุ่มงานสาขาอาชีพตามที่กฎหมายกำหนด

“บิ๊กตู่” ลงพื้นที่ตรวจราชการสระแก้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 28 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จะเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.สระแก้ว โดยออกเดินทางจากสนามเฮลิคอปเตอร์กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ไปยังจุดจอดเฮลิคอปเตอร์กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 พัน.2 รอ.) เพื่อร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันสถาปนาครบรอบปีที่ 67 ของ ร.21 พัน.2 รอ. ก่อนไปยังโรงแรมอินโดจีน ต.บ้านใหม่หนองไทร เพื่อประชุมติดตามความคืบหน้าของ จ.สระแก้ว ในการเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จากนั้นเวลา 13.00 น. นายกฯและคณะจะไปยังสหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน อ.โคกสูง ต.หนองม่วง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อฟังบรรยายจากเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่องผลการดำเนินงานตามคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 เพื่อนำที่ดินมาจัดตามโครงการจัดที่ดินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล และจะมอบสัญญาเช่าที่ดินสำหรับสถาบันเกษตรกรให้แก่ประธานสหกรณ์ จำนวน 4 สหกรณ์ ได้แก่ สหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน อ.โคกสูง สหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน อ.อรัญประเทศ สหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน อ.วัฒนานคร และสหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน อ.วังน้ำเย็น พร้อมกันนี้ นายกฯจะมอบบ้านจำลองและปัจจัยการผลิตให้แก่ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ อ.โคกสูง จำนวน 7 ราย พร้อมพบปะประชาชน และมอบนโยบาย แนวทางการดำเนินงานให้แก่สมาชิกสหกรณ์ จากนั้นจะเยี่ยมชมบ้านต้นแบบที่อยู่อาศัยพร้อมเปิดปุ่มสวิตซ์เพื่อสูบน้ำบาดาล และเยี่ยมชมครูในพื้นที่แปลงรวม ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 16.20 น.

ปลื้ม “โคลอมเบีย” มาศึกษาแก้ยาเสพติด

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้รับทราบว่าประเทศโคลอมเบียจะน้อมนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยคณะผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลโคลอมเบียได้เดินทางมาศึกษาดูงานด้านการพัฒนาทางเลือกที่โครงการพัฒนาดอยตุง และโครงการปลูกป่าสร้างคน รักษาต้นน้ำ บรรเทาอุทกภัย จ.เชียงราย โดยโคลอมเบียประสบกับปัญหาการปลูกพืชโคคา นำไปสกัดเป็นสารเสพติดที่เรียกว่าโคเคนกว่า 150,000 เฮกเตอร์ หรือประมาณ 900,000 ไร่ จึงต้องการนำแนวทางต้นแบบของโครงการพัฒนาดอยตุงที่นำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์เปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเสพติดให้เป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ จนได้รับยกย่องในระดับนานาชาติ จากสำนักงานยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)

ฝากนายกฯ ประสานงานด้าน ศก.สหรัฐฯ

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล เผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวน 1,146 ตัวอย่าง เกี่ยวกับการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ของนายกรัฐมนตรี โดยสำรวจวันที่ 22-26 ส.ค.2560 พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 77.23 เห็นว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติยอมรับมากขึ้น รองลงมาร้อยละ 68.41 ช่วยส่งเสริมการลงทุน ร้อยละ 61.95 มีนโยบายผลักดันเศรษฐกิจเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 79.14 เห็นว่าเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง 2 ประเทศ รองลงมาร้อยละ 72.95 ผู้นำได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร้อยละ 70.24 ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศดีขึ้น ส่วนเรื่องที่ประชาชนอยากให้พูดคุยกับผู้นำสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ร้อยละ 73.47 คือเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุนในไทย ร้อยละ 70.68 สถานการณ์การเมืองไทย ร้อยละ 69.46 การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ สิทธิมนุษยชน และสิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกผู้นำสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ร้อยละ 72.60 กระตุ้นภาวะเศรษฐกิจโลกให้ดีขึ้น รองลงมาร้อยละ 67.36 เป็นผู้นำที่ดี ไม่แบ่งแยก แทรกแซง ร้อยละ 64.66 เน้นความสงบสุข ไม่อยากให้เกิดสงคราม

“มาร์ค” ชี้สื่อถูกคุมโดยรัฐ–ธุรกิจ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สถาบันพระปกเกล้า มีการจัดเสวนาหัวข้อ “บทบาทสื่อมวลชนไทย ในยุคเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยภายใต้กติกาใหม่” โดยนักศึกษาหลักสูตรความรู้ทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สื่อต้องเป็นผู้ที่ผลักดันให้ตรวจสอบการทุจริตได้ และต้องเป็นผู้นำทางความคิดด้วย แต่แท้จริงแล้วสื่อก็ยังถูกควบคุมอยู่ทั้งอำนาจรัฐ และความเป็นธุรกิจ อาทิ นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ที่โดนข้อหามาตรา 116 เป็นข้อหาที่ไม่สมเหตุผล เพราะเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต เรียกได้ว่ากรณีนี้เป็นการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ การจำกัดสื่อที่แย่ที่สุดคือ การที่สื่อจำกัดสิทธิตัวเอง หรือคือการไม่นำเสนอเนื้อหาในสิ่งที่กระทบกับประชาชน เพราะเกรงว่าจะอยู่ไม่ได้เพราะอำนาจรัฐ แต่ก็มีอีกประการคือการบิดเบือนของสื่อ ต่อแหล่งข่าว ซึ่งมีการใช้คำเกินจริง จึงเป็นเรื่องยากที่สื่อจะดูแลกันเอง แต่ไม่เห็นด้วยกับการออกใบประกอบวิชาชีพ เพราะไม่รู้ว่าจะออกให้ใครบ้าง เช่น กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่ออกรายการทุกวันศุกร์ ต้องมีใบประกอบวิชาชีพสื่อด้วยหรือไม่ หลักการที่ไม่ยอมรับ คือการนำบุคลากรจากหน่วยงานราชการเข้ามาในองค์กรสื่อ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร

“เทพชัย” กระตุ้นสื่อต้องปรับตัว

ขณะที่นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ และประธานคณะทำงานปฏิรูปสื่อ กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อมีการตื่นตัวมากขึ้น สื่อโซเชียลเป็นปัจจัยที่เข้ามามีบทบาทแต่ไร้การควบคุมที่ชัดเจน มีแง่มุมบวกในเรื่องของความรวดเร็ว เป็นเหตุผลหนึ่งที่ประชาชนทิ้งห่างการติดตามสื่อหลักน้อยลง หันไปติดตามในโซเชียลแทน บทบาทของสื่อจึงเป็นคำถามปัจจุบันว่าควรอยู่ตรงไหน ปัญหาอีกอย่างคือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด และความเป็นธุรกิจ เพราะเป็นตัวสำคัญอย่างหนึ่งในการกำหนดทิศทางการทำหน้าที่ของสื่อนั้นๆ หรือก็คือ ข่าวนี้ทำได้ ข่าวนี้ไม่ควรทำ สื่อมวลชนเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญ มีบทบาทต่อสังคมเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนรู้ข่าวจากสื่อในฐานะความจริง ด้วยเหตุนี้สื่อจึงเป็นตัวแปรที่สามารถชี้นำสังคมได้ แต่จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ทำให้มีกระแสด้านลบต่อสื่อต่อเนื่อง ทำให้สื่อต้องรู้จักเรียนรู้การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวที่ถูกต้องต่อประชาชน

ภท.ฟ้องนายกฯได้กลิ่นส่อโกง

นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร อดีต รมช.คมนาคม และอดีต ส.ส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดการประกวดราคาจัดซื้อสารเคมี โครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว (หนอนหัวดำ) ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ จำนวน 2 รายการ โดยรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-บิดดิ้ง งบประมาณ 103 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค.2560 โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด ตี๋น้อย ก่อสร้าง ซึ่งเป็นบุตรสาวของตัวเองได้เสนอราคาต่ำสุดในราคา 38 ล้านบาท แต่ต่อมานายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร มีมติยกเลิกการประกวดราคา อ้างว่าเสนอราคาไม่ถูกต้อง ทำให้ห้างหุ้นส่วนฯได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน แต่ในระหว่างรอผลการอุทธรณ์นั้น กรมส่งเสริมการเกษตรกลับยกเลิกการประกวดราคาดังกล่าว และเปลี่ยนไปใช้วิธีประกวดราคาด้วยวิธีพิเศษ และได้ประกาศซื้อด้วยวิธีพิเศษในวันที่ 22 ส.ค. ก่อนวันที่ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 จะมีผลบังคับใช้ทันวันที่ 23 ส.ค. ที่อนุญาตให้การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษในโครงการต่างๆได้ไม่เกิน 5 แสนบาทเท่านั้น จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการประกวด มีความไม่ชอบมาพากล อาจเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางรายหรือไม่ ซึ่งจะมีการประกาศผู้ที่ชนะการประมูลในวันที่ 28 ส.ค. มั่นใจว่าจะมีการโกงกันอย่างมโหฬารอย่างแน่นอน โดยมีหลักฐานที่พร้อมจะนำไปยื่นให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ทันที