วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัยการสูงสุด มีความเห็น ให้หน่วยงานรัฐ เรียกค่าเสียหายเอกชนคดีจำนำข้าว

อัยการสูงสุด เผย กระทรวงพาณิชย์มาหารือ หลังศาลฎีกาฯ สั่งจำเลยเอกชนในคดีจำนำข้าว ชดใช้ค่าเสียหายจากโครงการกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ระบุเรียกเก็บเฉพาะเอกชนเท่านั้น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2542 

จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีการสั่งให้จำเลยเอกชนที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ กระทำความผิดในคดีโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ชดใช้ค่าสินไหมความเสียหายจากโครงการดังกล่าวกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดยทางกระทรวงพาณิชย์ได้หารือมายังสำนักอัยการสูงสุด

ทั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้าไม่เคยมีหน่วยงานรัฐยื่นคำร้องขอให้เอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐชดใช้ค่าเสียหายต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีที่อัยการเป็นโจทก์มาก่อนเลย และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ไม่เคยมีคำพิพากษาให้เอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐชดใช้ค่าเสียหายให้แก่หน่วยงานของรัฐมาก่อน

ล่าสุด นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ทางสำนักงานอัยการสูงสุดได้มีความเห็นในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้เอกชนที่ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งทำให้ต่อมาในวันที่ 20 เม.ย. 59 หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจำนวน 5 ราย เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง ได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 7 ถึง 28 ที่เป็นเอกชนร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว

นายธนกฤต กล่าวว่า มีข้อกฎหมายที่น่าสนใจว่า หน่วยงานของรัฐดังกล่าวยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 7 ถึง 28 ที่เป็นเอกชนร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทน อันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ได้

นอกจากนี้ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 18 กำหนดว่า หากไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีเพื่อใช้แก่การปฏิบัติงานของศาล ให้นำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับสำหรับคดีอาญาโดยอนุโลม จึงสามารถนำเอาบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ดังกล่าวมาใช้บังคับในคดีนี้ได้

อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องและทำให้หน่วยงานของรัฐอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่ง และทำให้คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐนี้กลายเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

"มีข้อสังเกตว่า การเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีนี้ เป็นการเรียกเฉพาะค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดของเอกชนเท่านั้น ส่วนค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ไม่ได้มีการยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีด้วย เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2542"

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกคำสั่งทางปกครองตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2542 ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำละเมิด ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นายภูมิ สาระผล และเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 6 คน ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนร่วม 2 หมื่นล้านบาท ที่ศาลปกครองกลางไปแล้ว.