วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"เสธ.แดง" คลี่ภารกิจยกเครื่องกองสลาก! สกัดเหลือบไรทำนาบนหลัง "คอหวย"

หลังสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลต้องขับเคี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสลาก “เกินราคา” มานับทศวรรษ งัดมาตรการสารพัดขึ้นมาต่อกร ทั้งยกเลิกโควตา 5 เสือ จัดระบบจัดสรรสลากกินแบ่งใหม่ยกกระบิ และทั้งขู่ ทั้งปลอบ ดำเนินคดีกับผู้ค้าขายสลากเกินราคา

แต่กระนั้นปัญหา “กลัดหนอง” ของบรรดานักเสี่ยงโชคทั้งหลายก็ยังคงมีให้เห็น ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถาม แท้จริงแล้วปัญหานี้เป็นปัญหาที่ “ฝังรากลึก” จนสุดจะเยียวยาจริงหรือไม่

“ทีมเศรษฐกิจ” เปิดใจ “พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” แม่ทัพภาค 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ต่อปัญหานี้อีกครั้งชัดๆ ดังนี้ :

ประเมินผลงานแก้สลากเกินราคา 70%

“เสธ.แดง” ยอมรับว่ายังคงมีปัญหาการขายสลากรวมชุดที่ขายเกินราคาอยู่ แต่ถึงวันนี้เขาถือว่าได้แก้ปัญหาสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะภาพรวมราคาขายปลีกส่วนใหญ่ หากเป็นสลากทั่วไปไม่ได้รวมชุดทุกแผงขายในราคา 80 บาท!

“เหตุผลส่วนหนึ่ง เพราะคนไทยชอบเสี่ยงโชคเรียกว่าอยู่ในสายเลือด และเชื่อในสิ่งลี้ลับ ดังนั้นความต้องการซื้อสลากของคนไทยจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนสลากมีเพียงพอหรือไม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “เลขที่ต้องการซื้อ” เมื่อมีกระบวนการปั่นเลขเด็ดขึ้นมา ทำให้เลขเด็ดๆ เป็นที่ต้องการ และคนซื้อก็ยอมซื้อในราคาสูง!!”

อีกเหตุผลของการรวมชุด เพราะคนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าไหนๆ จะเสี่ยงโชคแล้วขอรวยเลย แทนจะได้แค่ 6 ล้าน ขอถูก 30 ล้านบาทไปเลย การรวมชุดส่วนหนึ่งจึงเป็นการตอบสนองความต้องการของคนซื้อ และคนซื้อยอมที่จะจ่ายเพิ่มซึ่งก็พอเข้าใจได้ เช่นเดียวกับพ่อค้าแม่ค้าเร่ที่ “ดิลิเวอรี่” ขายให้คนถึงที่ส่งถึงหน้าบ้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อให้ประเมินผลงานแก้ไขสลากเกินราคาจนถึงวันนี้ เสธ.แดงบอกกับเราว่า “เราประสบความสำเร็จแค่ 70% เพราะสลากรวมชุดที่ยังแก้ได้ไม่เบ็ดเสร็จที่มาจากมูลนิธิต่างๆ แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นความสมยอมระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้นิ่งนอนใจได้พยายามแก้ปัญหานี้อยู่ และที่ผ่านมาได้มีการยกเลิกโควตาผู้กระทำผิดไปแล้วกว่า 3,000 ราย ที่รายย่อยได้รับการจัดสรรแล้วไปขายส่งให้ยี่ปั๊วนำไปทำสลากรวมชุด

รื้อโควตาขุดเงิน “ใต้โต๊ะ” ขึ้นบนดิน

“พล.ท.อภิรัชต์” ได้ย้อนรอยให้ฟังว่า การแก้ปัญหาสลากราคาแพงนั้น เป็นงานแรกที่ได้รับมอบหมายจาก “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีที่ให้นโยบายลงมาว่าต้องแก้ให้ได้ เพราะที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนเรื่องสลากขายเกินราคา 80 บาทมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อตรวจสอบเชิงลึกก็พบว่า ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากสลากอยู่ในมือ “รายใหญ่” ไม่กี่กลุ่มที่เรียกกันว่า “5 เสือกองสลาก” ซึ่งเจ้าพ่อเจ้าแม่เหล่านี้มีการตั้งบริษัท หรือมูลนิธิต่างๆ ขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเพื่อขอโควตาจัดสรรจากสำนักงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นการดำเนินการเพื่อการพาณิชย์ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์การจัดสรรโควตาให้กับองค์กรการกุศล หรือองค์กรเพื่อสังคม ผู้ด้อยโอกาส

“คนกลุ่มนี้เมื่อได้รับโควตาจำนวนมาก ก็สามารถปั่นราคาสลากได้ตามใจชอบราคาสลากจึงแพงกว่าปกติ ที่สำคัญยังมีอิทธิพลและผลประโยชน์ที่ฝังลึกในสำนักงานสลากฯ คณะกรรมการสลากจึงยกเลิกโควตาที่ให้กับองค์กรเหล่านี้ ซึ่งมีมากถึง 120 องค์กร เหลือเฉพาะโควตาที่ให้กับองค์กรการกุศล เพื่อสังคม คนพิการผู้ด้อยโอกาสจริงๆ”

หลังได้โควตาสลากกลับมา สำนักงานได้กำหนดสัดส่วนการจัดสรรสลากใหม่ โดยมีโจทย์สำคัญต้องให้มีการกระจายให้ถึงมือคนซื้อและคนขายให้มากที่สุด ไม่ผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว

จึงกำหนดให้สลากจำนวน 65% ของแต่ละงวด เปิดให้ผู้ค้ารายย่อยจองซื้อได้โดยตรงผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยให้จองซื้อได้คนละ 5 เล่มหรือ 500 ฉบับ ซึ่งส่วนนี้เรียก “สลากเป็น” ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 35% ยังคงจัดสรรให้กับองค์กรการกุศล ซึ่งได้คัดกรองแล้วว่าเป็นองค์กรการกุศลแท้จริง มูลนิธิเพื่อคนพิการ โควตาของจังหวัด รวมทั้งองค์กรทหารผ่านศึก ส่วนนี้เรียกว่า “สลากตาย”

“เหตุที่ต้องกระจายให้ผู้ขายรายย่อยมากถึง 65% เพื่อต้องการถ่วงดุลให้มีการกระจายให้มากที่สุด ให้สลากเป็นมีมากกว่าสลากตาย เพราะเราพบว่าสลากรวมชุดส่วนใหญ่มาจากสลาก 35% หรือสลากตายที่ส่งไปให้องค์กรมูลนิธิการกุศลต่างๆ ซึ่งเป็นช่องทางให้ยี่ปั๊ว ซาปั๊ววิ่งเข้าไปซื้อมารวมชุดขายต่อให้ผู้ขายรายย่อย”

ขณะเดียวกัน ในส่วนจำนวนสลากที่ออกขาย ซึ่งเดิมพิมพ์อยู่ที่ 37 ล้านฉบับคู่ ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 50 ล้านฉบับคู่ แต่ยังมีความต้องการอีกจำนวนมากจึงเพิ่มเป็น 60 ล้านฉบับคู่ และล่าสุดอยู่ที่ 71 ล้านฉบับคู่เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ!!

“เรามีความสามารถที่จะพิมพ์สลากได้มากถึง 100 ล้านฉบับคู่ แต่ยังไม่ทำ เพราะไม่ได้มุ่งพิมพ์เพิ่มเพื่อหากำไรอย่างเดียว และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเรามีการศึกษาเรื่องการตลาด หรือมาร์เกตติ้งด้วย ดังจะเห็นว่าเราจัดพิมพ์สลากเพิ่มในช่วงเทศกาลต่างๆ เช่นปีใหม่ สงกรานต์ช่วงที่คนนิยมเสี่ยงโชคเพิ่มและลดปริมาณลงในช่วงใกล้เปิดเทอม เพราะรู้ว่าผู้ปกครองควรใช้เงินเป็นค่าเทอมลูกหลานมากกว่า เป็นต้น”

ส่วนการเปลี่ยนรูปแบบสลากฯใหม่จากเดิมฉบับคู่ 80 บาท (ฉบับละ 40 บาท) เป็นรูปแบบเดียวขายฉบับละ 80 บาท ซึ่งเริ่มงวดวันที่ 1 ก.ย.นั้น มั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์ทั้งกับประชาชนและผู้ค้า ทำให้ปรับรูปแบบสลากมีความทันสมัยมากขึ้น ลดปัญหาการปลอมแปลง เนื่องจากจะมีระบบคิวอาร์โค้ดให้สแกนตรวจสอบการปลอมแปลงสลากได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ค้าจะลดปัญหาการรับขึ้นรางวัลสลากฯปลอม ที่สำคัญยังลดต้นทุนการพิมพ์ได้อีกจำนวนมาก

ผลงาน 2 ปีนำส่งรายได้อันดับ 1

“ถ้านับจากวันที่ 1 พ.ค.2558 ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช.ให้เข้ามาเป็นประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลถึงวันนี้ประมาณ 2 ปีกว่าๆ ซึ่งหากมองย้อนกลับไป สำนักงานสลากฯ เปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมาก ทั้งด้านการบริหารจัดการ การขายสลาก และการจัดการผลประโยชน์ทั้งบนดินและใต้ดิน”...ประธานกรรมการสลากกินแบ่งฯ กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ”

สิ่งที่เห็นชัดเจนและน่าภูมิใจคือการจัดการรายได้ เพราะปีนี้เราเป็นรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้เข้ารัฐเป็นรายได้แผ่นดินสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของรัฐวิสาหกิจทั้งหมดจากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 7-8

โดยในปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา นำส่งเงินเข้ารัฐทั้งสิ้น 25,919 ล้านบาท เทียบกับปี 2558 ที่ส่งเงินเข้ารัฐ 15,432 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59-ส.ค.60) สำนักสลากฯ นำส่งเงินเข้ารัฐแล้วกว่า 28,148 ล้านบาท สูงกว่ารัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อย่าง กฟผ.และ ปตท.!!

“เมื่อได้รับมอบหมายให้ทำงานก็ต้องทำเต็มที่ โดยใช้หลักการบริหารจัดการ ภายใต้คอนเซปต์ “กล้าคิด กล้าเปลี่ยน” แต่ทำภายใต้กรอบของกฎหมายและยึดความโปร่งใส ทำให้สามารถปฏิรูปเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในสำนักงานสลากฯ และโชคดีด้วยว่า เราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากฝ่ายบริหาร พนักงาน และสหภาพแรงงาน”

โดยที่ผ่านมาเราได้ปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการภายในให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รื้อระบบการจัดสรรโควตาสลากใหม่ทั้งหมดให้มีความชัดเจน โปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์และที่สำคัญคือการทำให้ผลประโยชน์ที่เคยอยู่ “นอกระบบ” กลับเข้ามาอยู่ในระบบ จึงทำให้สามารถนำส่งเงินเข้ารัฐได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย!!

“แต่ก่อนนั้น “เงินระบบ” จากโควตาสลากเคยกระจายสู่ทุกระดับในสำนักงานสลากฯ แต่ขณะนี้ เราได้ยกเลิกเงินส่วนนี้ไปแล้ว พนักงานที่เคยได้รับจัดสรรเงินพิเศษนั้นวันนี้ บอร์ดสลากได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเพิ่มสวัสดิการให้กับพนักงานแทน เช่น การทำงานล่วงเวลาหรือ โอทีแทนมีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือให้เงินกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยเพื่อซื้อบ้าน หรือใช้สอยจำเป็น”

ล่าสุด ที่ประชุมบอร์ดสลากเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ยังจัดสรรเงินส่วนหนึ่งเป็น “เงินค่าครองชีพ” เพิ่มเติมให้กับพนักงานที่เกษียณอายุโดยให้เป็นรายเดือนซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตพนักงานได้อีกทางหนึ่ง

พ.ร.บ.สลากใหม่...ยกเครื่องจ่ายเงินรางวัล!

“พล.ท.อภิรัชต์” ยังกล่าวถึงอีกภารกิจที่สำคัญของสำนักงานสลากฯก็คือ การปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ซึ่งใช้มานานกว่า 43 ปีแล้ว เพื่อปรับปรุงให้มีความทันสมัย คล่องตัวและสามารถบริหารจัดการสลากได้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน

สาระสำคัญของการแก้ไขมี 7 ประเด็น เช่น กำหนดบทลงโทษสำหรับการขายสลากเกินราคา การขายสลากในสถานศึกษาและขายสลากให้แก่บุคคลอายุต่ำกว่ายี่สิบปี มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งถือว่ารุนแรงขึ้น จากเดิมมีบท ลงโทษเพียงกรณีขายสลากเกินราคา โดยปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ประเด็นสำคัญของ พ.ร.บ.ใหม่คือเรื่องการกำหนดเงินรางวัล กฎหมายใหม่ได้เปิดช่องให้มีสลากประเภทมีเงินรางวัลสมทบ โดยหากไม่มีผู้มารับเงินรางวัล หรือไม่มีผู้ถูกรางวัลสามารถสะสมเงินให้กับผู้ถูกรางวัลในงวดต่อๆไปได้

“เมื่อแก้กฎหมายส่วนนี้ จะทำให้เราสามารถที่จะแก้ปัญหาสลากกินแบ่ง-กินรวบได้ เพราะกฎหมายเปิดโอกาสให้สะสมเงินรางวัลได้และยังเปิดช่องทางให้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างเป็นสากลได้มากขึ้น ขณะเดียวกันตาม พ.ร.บ.ใหม่กำหนดให้จัดสรรรายได้ 1% มาตั้งกองทุนสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อพัฒนาสังคม ในการรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโทษของการพนัน และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการพนัน นอกเหนือจากโครงการตามนโยบายของรัฐที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม”

ทั้งนี้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย คาดว่าภายในเดือน พ.ย.นี้ คงจะนำเสนอกระทรวงการคลังได้ และคาดว่าไม่เกินเดือน ส.ค.ปีหน้า ขั้นตอนกฎหมายต่างๆน่าจะเสร็จสิ้น!

ล็อตโต้–หวยออนไลน์ สู้หวยใต้ดิน

“การจะสู้หวยใต้ดินได้ต้องเปลี่ยนระบบการจ่ายเงินรางวัล เพื่อรองรับการออกเกม หรือผลิตภัณฑ์เสี่ยงโชคใหม่ๆ โดยเกมใหม่ๆ ที่เราเตรียมไว้มีหลายรูปแบบ ซึ่งต้องมีการศึกษาผลกระทบและความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น ล็อตโต้ หวยขูด หรือหวยออนไลน์”

ในกรณีของล็อตโตนั้น เมื่อมีระบบสะสมรางวัล จะทำให้เราสามารถออกล็อตโต้ได้ในระบบเดียวกับต่างประเทศ และเงินรางวัลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละงวดยังจูงใจให้คนสนใจซื้อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความสนใจ “หวยใต้ดิน” ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะอาจได้เงินรางวัลไม่ครบ หรือไม่ได้รางวัล

“ในส่วนของสลาก 2 ตัว 3 ตัวเราไม่ได้ทิ้งไป แต่อยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดความเหมาะสม หรือถูกผูกขาดตู้ขายสลากโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เรากำลังหาทางให้ซื้อผ่านตู้เอทีเอ็มของธนาคาร โดยอาจมีตู้ขายสลากอยู่ด้วย รวมทั้งอาจจะมีระบบขายออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือ”

ขณะที่ “หวยขูด” ลักษณะเดียวกับ “สลากร่มเกล้า” สมัยก่อนนั้น ถ้าจะออกมาก็จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิม คือเป็นการออกเพื่อการกุศล หรือออกเพื่อระดมเงินช่วยเหตุการณ์สำคัญๆ เช่นอุทกภัย เป็นต้น อย่างไรก็ตามระหว่างรอ พ.ร.บ.สลากใหม่ เราก็ศึกษาแผนการออกผลิตภัณฑ์เกมเสี่ยงโชคใหม่ๆ ควบคู่ไปด้วย หาก พ.ร.บ.สลากฉบับแก้ไขใหม่ออกมาก็สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ทันที

“เมื่อมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาและได้รับความนิยม สลากแบบเดิมอาจลดจำนวนลงไปตามความเหมาะสม เพราะคนไทยมีทางเลือกในการเสี่ยงโชคเพิ่มขึ้นแล้ว”

กับคำถามสุดท้ายที่ว่า “พอใจกับผลงานมากแค่ไหน” พล.ท.อภิรัชต์บอกว่า ขณะนี้พอใจผลงานเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ เพราะภารกิจยังไม่เสร็จ ยังมีงานที่ต้องเดินหน้าทำต่อเนื่องอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลที่หากเสร็จสิ้นก็ถือว่าเป้าหมายสำเร็จแล้ว 85%

ส่วนอีก 15% ที่เหลือยังจำเป็นต้องมีการพัฒนาบุคลากรของสำนักงานสลากให้มีการทำงานเชิงรุกมากขึ้น และต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะจากเกมเสี่ยงโชคที่จะเข้ามาในอนาคต!!!

ทีมเศรษฐกิจ