วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทเรียนรับจำนำข้าว

คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเลือกช่องทางหลบหนีคดีเช่นเดียวกับพี่ชาย เพราะยืนยันมาตลอดว่าจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด จะยอมตายคาสนามประชาธิปไตย จนบรรดาบริษัทบริวารเปรียบเทียบกับนางอองซาน ซูจี วีรสตรีประชาธิปไตยพม่า แต่กลับหนีศาล รัฐบาล คสช.ถูกครหาว่ารู้เห็นเป็นใจในการหนี

การไม่ไปศาลเพื่อฟังคำพิพากษาตามนัด โดยอ้างว่าไม่สบาย น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นเหตุให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมาย จับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะไม่เชื่อถือข้ออ้าง แต่ศาลก็ยังเดินหน้าอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตการขายข้าวในวันเดียวกัน และเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวเช่นกัน แต่ยกกันเป็นคนละคดี

ต้องถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับการทุจริตครั้งมโหฬาร มีจำเลยถึง 28 คน ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ ตามสูตรสามประสานกินเมือง และศาลพิพากษาสั่งลงโทษอย่างหนัก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถูกจำคุก 42 ปี อดีตรัฐมนตรีช่วยฯ 32 ปี อดีตอธิบดีและรองคนละ 40 และ 32 ปี

จำเลยถูกกล่าวหาว่าร่วมกันทำสัญญาขายข้าวให้รัฐวิสาหกิจจีน โดยอ้างว่าเป็นการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ ขายในราคาต่ำกว่าตลาด ทำให้รัฐเสียหายและไม่ใช่การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐจริง แต่ขายข้าวบางส่วนให้พ่อค้าข้าวในประเทศ และนำไปขายฟันกำไรต่อ เป็นการใช้อำนาจในทางทุจริตมีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามกฎหมายอาญา ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี การที่มีข้าราชการระดับสูงหลายคนต้องกลายเป็นเหยื่อ
สังเวยอำนาจนักการเมืองเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะต้องทำตามนโยบายรัฐบาลและคำสั่งนักการเมือง บางคนอาจไม่เต็มใจทำ

เคยมีรายงานข่าวว่ามีข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐอีกนับร้อยๆคน ถูกตรวจสอบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว โดยอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับ บัญชา แม้จะไม่เป็นจำเลยในคดีทุจริต แต่อาจถูกลงโทษให้จ่ายค่าชดเชย ค่าเสียหายเป็นเงินก้อนโต ในคดีแรก พ่อค้าข้าวต้องจ่ายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

คดีประวัติศาสตร์ที่โด่งดังนี้ นอกจากอาจมีผลกระทบทางการเมืองไม่น้อยแล้ว ยังควรเป็นบทเรียนสำหรับทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายประชานิยม ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญ 2557 ที่ห้ามบริหารประเทศที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศและประชาชน มิฉะนั้นอาจหายนะ.