วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แฉ'ทักษิณ'เตรียมแผน 'ปู'ลี้ภัยอังกฤษ 'มีชัย'ปัดอย่าเพิ่งพูดอุทธรณ์

‘บุญทรง-ภูมิ’ปรับตัวได้ในคุก

“มีชัย” ปัดอย่าเพิ่งพูดเรื่องอุทธรณ์คดี “ยิ่งลักษณ์” ศาลฯยังไม่ตัดสิน อาจยกฟ้องก็ได้ ตอบยากใครผิดฐานปล่อยให้หนี เหน็บ สนช.ฟุ้งผลงานเครื่องปั๊ม ก.ม. “วิษณุ” กั๊กปมพิจารณาคดีลับหลัง อุบไต๋ประสาน อินเตอร์โพล ทนายอดีตนายกฯอ้างยังติดต่อไม่ได้ “วรชัย” มั่นใจมวลชนไม่ทิ้งกัน “ธิดา” ชี้เกมนี้ คสช. โล่งใจสุด “ปุ้ม” รำลึกความหลัง “บุญทรง” จิบไวน์เปิดอก “ตายก็พูดไม่ได้” ปชป.ไล่บี้รัฐบาล-คสช.-ฝ่ายมั่นคงต้องมีคำตอบ พธม.ข้องใจส่งคนประกบแจแต่ปล่อยให้หนีไปได้ “บิ๊กแป๊ะ” สั่ง “ศรีวราห์” ล่าตัวมาดำเนินคดี สื่อนอกเกาะติดสถานการณ์ไทย เอเอฟพีปูดจ่อขอลี้ภัยที่อังกฤษ เอพีชี้เงา “ปู” ตามหลอน คสช. ราชทัณฑ์ชี้คืนแรก “บุญทรง-ภูมิ” ปรับตัวได้ มีอาการเครียดเรื่องปกติ ย้ายทั้งคู่ไปอยู่เรือนจำคลองเปรม

หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว จนศาลฯออกหมายจับ ท่ามกลางข้อกังขาว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังให้การช่วยเหลือ เปิดช่องให้หลบหนีออกไปนอกประเทศหรือไม่

“มีชัย” อึ้งกูรูกฎหมายจ้อออกทีวี

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “การสร้างนักกฎหมาย” ในงานประชุมระดับชาติ “ธรรมศาสตร์-นิติพัฒน์” ว่า ในทัศนะของ กรธ. รู้สึกว่านับวันกฎหมายเป็นอันตรายมากขึ้น ถ้านักกฎหมายไม่มีมิติทัศนะ ไม่มองกฎหมายอย่างที่นักกฎหมายพึงมองบ้านเมืองคงลำบาก แต่กฎหมายไม่ใช่ของง่าย คนที่จบปริญญาโทมาสอนกฎหมาย ยังไม่พอ เมื่อคืนฟังรายการโทรทัศน์ อาจารย์สอนกฎหมายท่านหนึ่ง พูดถึงคดีที่กำลังเป็นที่พูดถึงขณะนี้ ว่าการที่ศาลตัดสินจำคุก 40 กว่าปีเป็นการวางมาตรฐานใหม่สำหรับคดีทุจริต เพราะในกฎหมายระบุว่าไม่มีคดีทุจริตใดตัดสินจำคุกเกิน 20 ปี ตนตกใจมาก แน่นอนกฎหมายบัญญัติไว้ไม่เกิน 20 ปี อันนี้คือเรื่องจริง แต่นี่เป็นการเรียงกระทงลงโทษ จึงโดนติดคุกหลายปี สงสัยว่านักกฎหมายที่เป็นอาจารย์ไปออกทีวีพูดอย่างนั้นได้อย่างไร

เหน็บ สนช.ฟุ้งผลงานผลิต ก.ม.

นายมีชัยกล่าวว่า ความมั่นคง ความสงบสุขจะเกิดผล เมื่อผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมา ใช้อย่างเข้มงวดกวดขัน แต่ที่ปรากฏอยู่คือเจ้าหน้าที่นึกว่าเป็นอำนาจติดตัว เช่น ให้ตำรวจดูแลรักษาความสงบป้องกันอาชญากรรม เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไปความจำเป็นเปลี่ยนไป กฎหมายก็ต้องเปลี่ยน เราจะเดินไป 4.0 แต่ราชการเรายังอยู่ 0.4 อยู่เลย ยังแปลกใจที่ฝ่ายนิติบัญญัติแห่งชาติบอกว่ามีผลงาน ออกกฎหมายในยุคนี้กว่า 200 ฉบับ ไม่ใช่เรื่องดีเลย ผลงานทำกฎหมาย 200 ฉบับ แสดงว่าสิทธิและเสรีภาพเราหายไป 200 อย่างแล้ว นักกฎหมายที่ดี พื้นเพที่ดี ต้องมีใจเป็นธรรม ถ้าใจไม่เป็นธรรมแต่แรกคุณจะคิดว่าน่ารำคาญ อาจคิดว่าปัญหาของราษฎรมันหยุมหยิม คนที่จะเป็นนักกฎหมายที่ดีได้ต้องมีจิตใจละเอียดอ่อน ไม่สรุปอะไรง่ายๆ ต้องรอบคอบใช้หลักกาลามสูตรพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ ต้องมีทักษะทางกฎหมายที่เกิดจากเรียนรู้สั่งสม ต้องรู้อย่างเข้าใจ ไม่ใช่รู้อย่างท่องจำ ต้องฟังความเห็นคนอื่นอย่างเปิดใจกว้าง ความเห็นต่างต้องหยิบมาฟัง ถ้าไม่ฟังความเห็นต่างเราจะอยู่ในกรอบที่แคบ

อย่าเพิ่งพูดอุทธรณ์อาจยกฟ้องได้

นายมีชัยให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงสิทธิการอุทธรณ์คดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก-รัฐมนตรี ว่า ถ้าจะอุทธรณ์ตามสิทธิ์รัฐธรรมนูญ แม้กฎหมายลูกคือร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบอกไว้ว่าจำเลยต้องมาแสดงตน ถ้าไม่มาให้ศาลไม่รับอุทธรณ์ แต่ตอนนี้ศาลยังไม่มีคำตัดสินใดๆ ยังไม่มีการนับอายุความ อายุความอาจจะเริ่มนับหลังจากวันที่ 27 ก.ย. อย่าเพิ่งพูดเรื่องอุทธรณ์ หรือไม่อุทธรณ์ วันนั้นศาลอาจยกฟ้องก็ได้

ตอบยากใครผิดฐานปล่อยหนี

เมื่อถามต่อว่ามีข้อถกเถียงว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้รับผิดชอบ กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ นายมีชัยตอบว่า อดีตนายกฯไม่ได้ถูกขังอยู่แล้วหนีไป ถ้าเป็นแบบนั้นคนที่คุมขังต้องรับผิดชอบ แต่ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์มีอิสระเพราะศาลยังไม่ตัดสิน จะให้เจ้าหน้าที่ไปประกบตัวตลอดคงทำไม่ได้ ถือว่าขัดกับเสรีภาพของเขา จะไปเอาความรับผิดชอบกับใคร ตอบยาก ต้องเห็นใจทุกฝ่ายด้วย เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะส่งผลต่อการยึดทรัพย์ในคดีแพ่งหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ไม่กระทบ แม้เจ้าตัวไม่อยู่ ถ้าศาลแพ่งตัดสินว่าต้องยึดทรัพย์ ก็ต้องไปดูว่ามีทรัพย์สินที่ไหนจะไปยึดได้บ้าง

“วิษณุ” กั๊กปมพิจารณาลับหลัง

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ว่ายังไม่ทราบว่าวันที่ 27 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาฟังคำพิพากษาหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าหากไม่มา ศาลฯสามารถพิจารณาคดีลับหลังได้เลยหรือไม่ เพราะยังไม่ได้ดูรายละเอียด ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างกฎหมายเก่าและใหม่ เมื่อถามว่าหากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้แล้วจะสามารถพิจารณาคดีลับหลังได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่ขอตอบ ถึงรู้ก็ตอบไม่ได้ ให้คนอื่นตอบดีกว่า และการหนีคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่ได้เป็นโจทก์

อุบไต๋ประสานอินเตอร์โพล

เมื่อถามว่าประเมินไว้ก่อนหรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหนีคดี นายวิษณุตอบว่า รัฐบาลไม่ควรตอบ ถ้าตอบไปก็ขาดทุน ส่วนการติดตามตัวเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการตามหมายจับ เมื่อถามย้ำว่ารวมถึงการประสานกับต่างประเทศด้วยหรือไม่ นายวิษณุย้อนถามว่า “นี่เขาหนีไปต่างประเทศแล้วหรือ ไม่ทราบเลย ต้องประสานองค์กรตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (อินเตอร์โพล) หรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ ตอบไปจะกลายเป็นการแสดงอะไรบางอย่าง ให้อะไรชัดเจนขึ้นอีกสักนิด อย่านึกว่าตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้ว หนีหรือไม่ ป่วยน้ำในหูไม่เท่ากันจริงไหม มีใบรับรองแพทย์ไหม การพิจารณาคดีต้องดูหลายอย่างประกอบกัน เมื่อทุกอย่างชัดเจนในแง่ข้อเท็จจริง จึงสามารถเดินได้ เพราะวันนี้คนสนใจข้อเท็จจริงมากกว่ากฎหมาย ถ้าข้อเท็จจริงยังไม่นิ่งไปตอบข้อกฎหมายจะสับสนได้ ตอบไปเดี๋ยวกลายเป็นการชี้นำ ส่วนเรื่องของอายุความกฎหมายอาญานักการเมืองใหม่นั้น ไม่ว่าจำเลยจะหนีในชั้นพิจารณาคดี หรือหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว คดีไม่มีขาดอายุความ”

ทนายอ้างยังติดต่อ “ปู” ไม่ได้

ขณะที่นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว กล่าวว่า หลังจากรับทราบคำสั่งศาลฯแล้ว ทีมทนายได้เดินทางไปยังบ้านพัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อจะไปรายงานให้ทราบว่าศาลฯมีคำสั่งอย่างไร เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่ไม่พบและได้รับแจ้งจากคนในบ้านว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่ ไม่มีใครทราบว่าไปไหน ไม่ได้รับการประสานกลับมาจึงเดินทางกลับ ต้องรอการประสานจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ก่อน ส่วนที่มีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปต่างประเทศนั้น ไม่ทราบ ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อถามว่าหากวันที่ 27 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางมาศาลฯ และต้องถูกจำคุก จะยื่นอุทธรณ์อย่างไร เพราะตามกฎหมายใหม่จำเลยต้องมายื่นอุทธรณ์ต่อศาลด้วยตัวเอง นายนรวิชญ์ตอบว่า ทีมกฎหมายยังไม่ได้หารือประเด็นนี้ ขอให้รอผลคำพิพากษาออกมาก่อน ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

“วรชัย” เชื่อมวลชนไม่ทอดทิ้งกัน

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การตัดสินใจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง เห็นจากคดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ที่ถูกตัดสินจำคุกกัน 40 กว่าปี คดีจำนำข้าวจะโดนสักกี่ปี ในคุกมันหนักหนาสาหัส ทุกคนไม่อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องติดคุก เชื่อว่ามวลชนที่คอยให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเข้าใจกับการตัดสินใจดังกล่าว และยังคงให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะคุณประโยชน์ที่ท่านทำให้ประเทศชาตินั้นมีมากมาย ส่วนพรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าต่อไปในฐานะตัวแทนประชาชน ใครรักความเป็นธรรมก็ต้องเดินหน้าต่อ ใครมีหน้าที่ทำอะไรต้องทำ รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าตามโรดแม็ปเช่นกัน

“ธิดา” ชี้เป้าเกมนี้ คสช.โล่งใจสุด

นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า มาถึงตอนนี้เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศแล้วจริง ถือว่าเป็นผลดีกับ คสช. เพราะจะไม่ต้องรับอุณหภูมิการเมืองที่จะสูงขึ้น ถ้ามีการตัดสินคดีออกมาทางใดทางหนึ่ง แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ในประเทศ เช่น ถ้าศาลยกฟ้อง คสช.ต้องเจอกับความไม่พอใจจากผู้สนับสนุน ถ้าถูกตัดสินลงโทษ อุณหภูมิของคนรัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะสูงขึ้น ดังนั้นการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่ คนที่โล่งใจที่สุดคือ คสช.

เชื่อแนวร่วมเข้าใจและสงสาร

นางธิดากล่าวต่อว่า การทำหน้าที่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนักการเมือง ต้องถือว่าน่าชื่นชม เพราะต่อสู้จนหยดสุดท้าย มาจากนักธุรกิจ ชนชั้นสูง เสียสละชีวิตส่วนตัวมาเล่นการเมือง แต่จะให้เสียสละติดคุกด้วย คงเกินไปหน่อยสำหรับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด รวมถึงประชาชน การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในส่วนมวลชนคนเสื้อแดงมีบ้างที่ไม่พอใจ แต่ส่วนใหญ่จะเข้าใจ เห็นใจ และสงสารมากกว่า แต่แกนนำ นปช.ไม่ใช่นายหน้าที่ต้องไปชี้แจงกับมวลชนเพื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ถ้าถามมาเราก็อธิบายได้ มวลชนที่ไม่พอใจคงไม่ส่งผลกระทบต่อความนิยมพรรคเพื่อไทย เพราะการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่มีหลักนิติธรรมมาตั้งแต่ต้นน้ำ ประชาชนเข้าใจดี ยิ่งทำลายล้างตระกูลชินวัตรมากเท่าไหร่ ยิ่งได้คะแนนสงสารเพิ่มขึ้นเท่านั้น

“ปุ้ม” รำลึกความหลัง “บุญทรง”

วันเดียวกัน นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า รู้จักนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ (ที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังศาลฎีกาฯตัดสินจำคุกจากคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ) ตั้งแต่ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เป็นคนตั้งใจดี เราอยากเห็นการเมืองก้าวหน้า และเชื่อว่านายทักษิณ ชินวัตร จะเป็นผู้นำที่ทำให้ความฝันของเราเป็นความจริง ชะตาชีวิตพลิกผันรัฐประหารปี 2549 ก็แตกกระสานซ่านเซ็นกันไป และเวียนมาเจอร่วมงานอีกครั้งเมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ และเพื่อนได้เป็น รมว.พาณิชย์ แวะไปพูดคุยเห็นเพื่อนแฟ้มเต็มโต๊ะ แอบพลิกแฟ้มดูยังเป็นห่วงถาม “ใครดูให้มึง แต่ละเรื่องน่ากลัว” เพื่อนบอก “กูมีทีม” ได้คุยปรับทุกข์ในแววตาเพื่อนมีความกังวล ช่วงวิกฤติไม่วายเป็นห่วงเพื่อน ส่งเรื่องจากทำเนียบฯก็คอยเตือนว่า เรื่องไปแล้วรีบจัดการ เราเป็นเพียงเสมียนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด แต่รู้สึกเสมอว่าเพื่อนไม่สบายใจ

จิบไวน์เปิดอก “ตายก็พูดไม่ได้”

นายสุรนันทน์ระบุอีกว่า หลังพายุพัดผ่านรัฐประหารไปแล้ว เคยนั่งจิบไวน์คุยกันสองคน ถาม “มึงเล่าให้กูฟังหน่อยว่าเรื่องเป็นยังไง” นับถือน้ำใจมันที่ตอบ “กูพูดไม่ได้ ทางการเมืองบางเรื่องต้องตายไปกับเราพูดไม่ได้” ตนเข้าใจดีและเห็นใจเพื่อนที่ต้องเข้าไปติดกับเงื่อนไขนั้น ตนโลดแล่นทางการเมืองมาหลายสิบปี เห็นคนตั้งใจดีโดนกลั่นแกล้งจนถอยไป และเห็นคนที่เริ่มต้นด้วยอุดมการณ์ดี แต่เวลาผ่านไปเสียคนก็เยอะ เอาเป็นว่าหากใจไม่นิ่งจริงอำนาจทำลายล้างทางการเมืองทำลายคนได้ ครั้งสุดท้ายที่เจอเพื่อนเร็วๆนี้ ได้แต่โบกมือทักทายกัน เพราะต่างมีภารกิจ ไม่นึกว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนมีคำตัดสินของศาลฯ สาธารณชนตัดสินบุญทรงอย่างไรก็ตาม แต่ตนรู้จักบุญทรง ไม่ว่าจะในสถานะใดจะผิดจะถูก เขาเป็นเพื่อนเสมอ ขอให้เพื่อนโชคดีและพ้นวิบากกรรม ขอให้กำลังใจ

ปชป.ไล่บี้รัฐบาลหาคนพาหนี

อีกด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ใครพาคุณยิ่งลักษณ์หนี?” มีผู้ถามเยอะเรื่องใครพาคุณยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ ตอบอย่างนี้แล้วกัน ทำไมประเทศเพื่อนบ้านยอมให้คุณยิ่งลักษณ์เข้าประเทศ และใช้สนามบินเพื่อหนีไปประเทศที่สาม ทั้งที่คุณยิ่งลักษณ์เป็นจำเลยคนสำคัญของไทย ข้อนี้น่าคิด ไปคิดต่อกันเอง และหากเป็นจริง ต้องถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถเดินเท้าไปขึ้นเครื่องบิน หรือใช้พื้นที่สนามบินได้ โดยที่ผู้นำประเทศนั้นไม่ทราบเรื่อง หรือไม่ยินยอมไม่ได้ ถ้าเขารู้แต่รัฐบาลไทยไม่รู้ ก็แสดงว่าเขาไม่ให้เกียรติประเทศไทย ที่สำคัญน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ใช้สิทธิ์ขอเป็นผู้ลี้ภัยตามหลักการทูต เพราะสถานะของผู้ขอลี้ภัย และผู้หลบหนี แตกต่างกันมาก กรณีนี้เป็นการใช้พื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางผ่านไปสู่ประเทศที่สาม รัฐบาลต้องมีคำตอบชี้แจงให้สังคม ในทางกลับกันถ้ามีผู้ทำความผิดในคดีสำคัญในประเทศเพื่อนบ้าน มาขอใช้พื้นที่ประเทศไทยเพื่อหลบหนีไปสู่ประเทศที่สาม ถามว่าผู้นำรัฐบาลไทยจะยอมหรือไม่ ถามว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น รัฐบาลไทยจะปล่อยให้เขาไม่ให้เกียรติเราเช่นนี้อีกหรือ

“มาร์ค” เลี่ยงสื่อหลบปมร้อน

ช่วงเช้าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบรรยายเรื่อง “การยกระดับทักษะคนไทย” ที่จัดโดยสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยและศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจ ว่า เวลานี้จะหวังพึ่งบุญเก่าหรือทำอย่างที่เคยทำมาไม่ได้ แม้รัฐบาลพยายามยกเรื่องไทยแลนด์ 4.0 แต่คนยังสับสนกันมาก เมื่อวานไปบรรยายพิเศษเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ที่ จ.นครศรี– ธรรมราช มีคนฟังกว่า 700 คน ถามว่าประเทศไทย 4.0 คืออะไร ทั้งห้องไม่มีใครกล้ายกมือตอบ สะท้อนถึงความไม่เข้าใจ รัฐบาลนี้วาดภาพ 4.0 เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ 20 ปี แต่ดูชุดนโยบายแล้วกลับคิดถึง 2.0 มากกว่า เพราะเป็นแค่การต่อยอดจากยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังบรรยายเสร็จ นายอภิสิทธิ์ได้เลี่ยงหลบผู้สื่อข่าวที่มารอสัมภาษณ์ในประเด็นการเมือง โดยเฉพาะกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ไม่มาฟังคำพิพากษาในคดีจำนำข้าว

คสช.-ฝ่ายมั่นคงต้องมีคำตอบ

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นห่วงเรื่องความมั่นคงเพราะปกติตามหลักสากลคนที่เป็นอดีตผู้นำ ต้องมีการส่งเจ้าหน้าที่มาคอย รปภ. ถามว่ากรณีนี้ปล่อยให้หลบหนีไปได้อย่างไร รัฐบาลและ คสช. รวมถึงฝ่ายความมั่นคง ต้องมีคำตอบให้สังคม หลังจากนี้ต้องติดตามดูว่าวันที่ 27 ก.ย.นี้ ศาลฯจะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร ที่สำคัญอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฯ ในเรื่องการชดใช้ความเสียหายในคดีจีทูจีด้วย อย่าทำเป็นไฟไหม้ฟาง

กปปส.ขย่มซ้ำบทเรียนคนโกง

นายวิทยา แก้วภราดัย แกนนำ กปปส. และอดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากคำพิพากษาในคดีขายข้าวจีทูจี ถึงขั้นอดีตรัฐมนตรี พ่อค้า และข้าราชการ ต้องถูกจำคุก เป็นบทเรียนและเป็นสิ่งชี้ว่าการปฏิรูปปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันเดินหน้า เชื่อว่าเรากำลังเดินก้าวข้ามระบอบทักษิณ ตำนานการสืบทอดอำนาจระบอบทักษิณน่าจะยุติลง ต้องล้างวิธีคิดแบบระบอบทักษิณ หลังจากนี้รัฐบาลควรเตรียมการเร่งปฏิรูปสังคมด้านต่างๆ ส่วนคณะรัฐมนตรีที่ไม่มีบทบาทเข้าข่ายรัฐมนตรีโลกลืม ควรแสดงสปิริตลาออกเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง อย่าให้นายกฯต้องเกรงใจเพื่อน พี่น้อง หรือเกรงใจคนที่เคยรับปาก เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งนายกฯจะใช้ความเป็นผู้นำและรัฐบุรุษ จะไม่เกรงใจใครแล้วจะเสียใจกัน และนายกฯควรต้องทำใจด้วยว่า คำว่าเพื่อน คำว่าพี่ หรือคำว่าน้อง มันไม่ได้เหนือกว่าผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

พันธมิตรฯ จี้ ป.ป.ช.เร่งอุทธรณ์

ที่บ้านพระอาทิตย์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แถลงว่า ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) อุทธรณ์คดีสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะนี้ผ่านไป 24 วันแล้วยังไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด ทำให้อดีตแกนนำ และผู้เสียหายเป็นห่วงว่าจะมีความอยุติธรรมเกิดขึ้น ไม่เอาจริงเอาจังต่อการยื่นอุทธรณ์ให้ทันเวลาหรือไม่ ขอให้ ป.ป.ช.อุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม พร้อมกับยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน เพื่อความรอบคอบ โดยมอบหมายให้นายวีระ สมความคิด เป็นตัวแทนไปยื่นข้อเรียกร้องต่อ ป.ป.ช. ในวันที่ 28 ส.ค.

ข้องใจสั่งประกบแต่ปล่อยหนี

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ กล่าวว่า กรณีการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาปรากฏเป็นข่าวชัดเจนว่าฝ่ายความมั่นคงได้ส่งทหารติดตามถ่ายรูป และประกบตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างใกล้ชิด ดังนั้นต้องมีกระบวนการตรวจสอบว่ามีผู้รู้เห็นเป็นใจหรือไม่ เพราะถือว่าสั่นคลอนต่อกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นว่าผู้มีอำนาจไม่ต้องติดคุกก็ได้ ขอชื่นชมนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ นายภูมิ สาระผล และจำเลยอีกหลายคนที่ยืนหยัดต่อสู้ไม่หนีไปไหน และฝากบอกไปยังกลุ่มคนเสื้อแดง อย่าเพิ่งโจมตีกระบวนการยุติธรรม ขอให้ไปติดตามผลคำพิพากษาในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐให้ละเอียด รวมถึงการโพสต์เฟซบุ๊กของนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ภาพที่ชัดเจนมากกว่าคือตัวนายบุญทรง ที่เป็นเหยื่อในครั้งนี้

สนช.เชื่อสถานการณ์ไม่รุนแรง

ที่เทศบาลนครเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาคดีรับจำนำข้าว จะกระทบกับการปรองดองหรือไม่นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องของคดีเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล หลังจากนี้ต้องรอดูผลกระทบว่าจะเป็นอย่างไร ยังไม่รู้ว่าศาลฯ จะมีคำพิพากษาออกมาอย่างไร การที่หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวเป็นเรื่องธรรมดา เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นถึงอดีตนายกฯ ที่มีคนรักคนชอบมาก แต่ทุกอย่างต้องเดินไปตามกฎหมาย และเชื่อว่าจะไม่มีเหตุรุนแรง เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและ คสช. ที่ต้องดูแลรักษาความสงบ ขณะที่หน่วยงานอื่นของรัฐต้องดูแลเรื่องความยุติธรรมด้วย

“ป๋า” รับพรจากสมเด็จพระสังฆราช

วันเดียวกัน เวลา 07.00 น. ที่ตำหนักสัมฤทธิ์วิทยากร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เข้าเฝ้า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อถวายเครื่องสักการะและรับพร เนื่องในวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดอายุ 97 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 26 ส.ค.นี้ พร้อมถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เป็นการทำบุญส่วนตัว ทั้งนี้ พล.อ.เปรมปฏิเสธให้สัมภาษณ์ถึงกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “วันนี้มาทำบุญ ไม่ได้มาให้สัมภาษณ์” เมื่อถามว่าอยากขอพรให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยหรือไม่ พล.อ.เปรมตอบว่า ต้องการเห็นเหมือนที่ทุกคนอยากเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ที่เดิมมีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ยกเลิกการเดินทางและมอบหมายให้ พล.อ.สสิน ทองภักดี เสธ.ทบ. เดินทางไปแทน

เอเอฟพีชี้จุดหมายอังกฤษ

ทางด้านสำนักข่าวต่างประเทศยังคงเกาะติดสถานการณ์การเมืองของไทย โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวใน คสช. ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวจากไทยไปสิงคโปร์และต่อไปที่นครรัฐดูไบ โดยมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายเป็นผู้เตรียมแผนหลบหนีไว้นานแล้ว แต่ดูไบไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจตั้งเป้าหมายเพื่อขอลี้ภัยในประเทศอังกฤษ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล คสช. ตำรวจและเครือข่ายทางการเมืองต่างปิดปากเงียบเกี่ยวกับกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกจับตาความเคลื่อนไหวใกล้ชิดจากฝ่ายความมั่นคง อาจมีข้อตกลงปล่อยให้หลบหนีได้

เอพีชี้เงา “ปู” ยังตามหลอน คสช.

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่าพยายามส่งนักข่าวไปสังเกตการณ์ที่ย่านชุมชนหรู “เอมิเรตส์ ฮิลส์” ในดูไบที่มีบ้านพักของนายทักษิณอยู่ในบริเวณดังกล่าว แต่ถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสกัดไม่ให้เข้าด้านใน ขณะที่โฆษกนายทักษิณไม่ตอบรับการพยายามของสื่อที่ติดต่อนายทักษิณเช่นกัน

ด้านสำนักข่าวเอพีรายงานบทวิเคราะห์ว่า ไม่ว่าศาลฎีกาฯจะตัดสินคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 27 ก.ย. ออกมาในทางใดก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์จะยังเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาล คสช.อยู่ดี เพราะฝ่ายสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่างมองว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง หากศาลฯตัดสินว่าผิดจริงและให้รับโทษจำคุกจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์กลายเป็นผู้ยอมเสียสละ กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้จนอาจนำไปสู่เหตุวุ่นวายและการประท้วงครั้งใหม่ แต่หากถูกตัดสินให้พ้นผิดจะทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีกำลังแรงใจท้าทาย คสช.โดยอิสระ

สตม.ยันไม่พบข้อมูลในระบบ

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบระบบตรวจคนเข้าเมืองไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกราช–อาณาจักร ตั้งแต่ปลายปี 2557 ซึ่งในเดือน พ.ค.2558 มีคำสั่งศาลห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบันไม่พบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางแต่อย่างใด และวันที่ 25 ส.ค. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับการประสานจากศาลฎีกาฯ แจ้งการออกหมายจับและบันทึกข้อมูลลงในระบบบุคคลต้องห้าม หรือเแบล็กลิสต์ ซึ่งระบบจะออนไลน์เชื่อมโยงทุกด่านทั่วประเทศ ทั้งด่านทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหลบหนีออกนอกราชอาณาจักรผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง

“บิ๊กแป๊ะ” สั่ง “ศรีวราห์” ล่าตัว

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า สั่งการให้ ผบช.สตม.มีคำสั่งกำชับทุกด่าน ตม.ทั่วประเทศเฝ้าระวังการเดินทางเข้าออกของผู้ต้องหาคดีรับจำนำข้าว และก่อนที่ศาลจะนัดอ่านคำพิพากษาได้กำชับเข้มช่องทางด่าน ตม.ทั่วประเทศ และตำรวจน้ำ เฝ้าระวังกลุ่มบุคคลเป้าหมายทุกคน และได้รับรายงาน พล.ต.ท.ณัฐธร ว่ายังไม่พบข้อมูลการเดินทางออกตามช่องทางด่าน ตม.ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นหน้าที่ของตำรวจสืบสวนหาตัวผู้ต้องหาที่มีหมายจับมาดำเนินคดี หลังศาลส่งหมายจับเข้ามาให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร โดยมอบหมาย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. หาตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์มาดำเนินคดี

บัวแก้วแจ้งสถานทูตทั่วโลก

น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทราบจากข่าวที่ปรากฏเท่านั้น ในชั้นนี้ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมใดๆ แต่ได้มีการแจ้งพัฒนาการล่าสุดของคดี ให้สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลกทราบแล้ว

ตร.ยังเกาะติดบ้านอดีตนายกฯ

สำหรับบรรยากาศหน้าบ้านพัก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ บริเวณซอยโยธินพัฒนา 3 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศตลอดทั้งคืนวันที่ 25 ส.ค.จนถึงช่วงสายวันที่ 26 ส.ค.ยังคงเป็นไปปกติ ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ตัวบ้านปิดไฟทั้งหลัง มีเพียงไฟรั้วด้านนอกเท่านั้นที่เปิดอยู่ ลักษณะเหมือนไม่มีใครอยู่ มีเพียงรถจักรยานยนต์ตำรวจสายตรวจ สน.ลาดพร้าว จอดอยู่ข้างบ้าน 1 คันเท่านั้น พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 กล่าวว่า ตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยต่อเนื่อง อาจใช้เวลาสักระยะ อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมรอคำสั่งในการเข้าค้นบ้าน ขณะนี้ยังคงติดต่อคนในบ้านได้ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังพักอยู่หรือไม่

ญาติรอเยี่ยมแต่ติดวันหยุด

ส่วนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ยังไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และผู้ต้องขังทั้งหมด เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ จึงต้องเดินทางกลับ และมาติดต่อขอเข้าเยี่ยมอีกครั้งในวันที่ 28 ส.ค. ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดที่ประตูทางเข้า ด้านนายนรินทร์ สมนึก ทนายความนายบุญทรงกล่าวว่า ได้สอบถามระเบียบการเข้าเยี่ยม และความเป็นอยู่ของลูกความโดยมีลูกสาวของนายภูมิ และญาติอดีตข้าราชการอื่นอีก 2-3 ราย มาขอ เข้าเยี่ยมด้วย แต่ไม่สามารถเข้าเยี่ยมหรือฝากสิ่งของให้ผู้ต้องหาได้ ส่วนเรื่องอาการเจ็บป่วยหรือโรคประจำตัวผู้ต้องหาแต่ละคน เบื้องต้นญาติเตรียมยามาส่งมอบในวันที่ 28 ส.ค. สำหรับการเตรียมอุทธรณ์ยังต้องรอหารือกับญาติ และทนายความผู้ต้องหารายอื่นก่อน

ราชทัณฑ์ชี้อาการเครียดเป็นปกติ

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์เคลื่อนย้ายนายบุญทรงเตริยาภิรมย์ และนายภูมิ สาระผล ที่ต้องโทษสูงเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปอยู่ในแดนแรกรับเรือนจำกลางคลองเปรม โดยให้อยู่ร่วมกัน เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมากที่มาดักรอ เกรงจะเกิดความวุ่นวายส่วนเรื่องอาการเครียดถือเป็นเรื่องปกติของผู้ต้องขังใหม่ เจ้าหน้าที่แดนแรกรับจะคอยสังเกตการณ์ มีนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาคอยดูแล กรณีผู้ต้องขังเกิดความเครียด

คืนแรก “บุญทรง—ภูมิ” ปรับตัวได้

นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กล่าวว่า เมื่อค่ำวันที่ 25 ส.ค. ทั้งคู่หิวมากจึงให้ทานอาหารมื้อเย็น พร้อมจัดของใช้ส่วนตัวผู้ต้องขัง อาทิ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน จากการสังเกตทั้งคู่หลับสนิท ส่วนเรื่องเครียดเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ต้องขังเข้าใหม่มักมีอาการกังวล แต่จะเป็นเพียงระยะแรก เมื่อมีเพื่อนแล้วจะดีขึ้น ในคืนแรกทั้งนายบุญทรงและนายภูมิสามารถปรับตัวได้ดีพอควร เบื้องต้นพบนายบุญทรงมีโรคประจำตัวคนสูงอายุ อาทิ โรคเบาหวาน ความดัน และภูมิแพ้ ส่วนนายภูมิ มีโรคเบาหวาน กับความดัน

เมีย “บุญทรง” ฟ้องอายัดทรัพย์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ว่า ช่วงต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา นางปอยใจระพี เตริยาภิรมย์ ภรรยานายบุญทรงเตริยาภิรมย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางรื่นวดี ศุภวมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เป็นจำเลยที่ 1 และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นจำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีใช้มาตรการทาง
ปกครองอายัดทรัพย์นายบุญทรงหลายรายการ แต่บางส่วนเป็นทรัพย์สินของโจทก์ ทำให้เกิดความเสียหาย ศาลตรวจฟ้องแล้ว มีนัดให้โจทก์มาฟังคำสั่งวันที่ 29 ส.ค. ก่อนหน้านี้นายบุญทรงเคยร้องศาลปกครองกลาง 3 ครั้ง ขอให้ทุเลาการอายัดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย และที่ดิน กับสิทธิเรียกร้องที่มีต่อบุคคลภายนอก โดยอ้างว่าเป็นของภรรยาแต่ศาลยกคำร้องทั้งหมด ด้านนางรื่นวดีกล่าวว่า ทราบว่าถูกฟ้องแล้ว จึงไปชี้แจงต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 1 เพื่อขอให้ช่วยแก้ต่างให้ เพราะปฏิบัติไปตามกฎหมายถูกระเบียบขั้นตอน

บัญชี ขรก.เอี่ยวโกงเสร็จบางส่วน

อีกเรื่องที่ทำเนียบรัฐบาล นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบรายชื่อข้าราชการที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้ง 8 ชุด ว่า ยังทำอยู่ บางส่วนจบแล้ว บางส่วนอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ขณะนี้กำลังประสานสอบถามไปยังต้นสังกัดของบุคคลเหล่านั้น ว่าเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการไปถึงไหน แต่ในรายชื่อบางส่วนที่ยังติดอยู่ที่ ป.ป.ช. ต้องรอตามกระบวนการไต่สวน สำหรับคำสั่งลอตล่าสุด 70 คน ขณะนี้ได้แจ้งข้อมูลให้ต้นสังกัดทราบแล้ว

ดักคอ ป.ป.ช.อย่าเลือกปฏิบัติ

ขณะที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช. ชี้แจงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งระบุเนื้อหาผลตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. ที่น่าเชื่อได้ว่า นายกฯรู้หรือควรรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่านายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เป็นหุ้นส่วนตามบันทึกข้อตกลงเข้าหุ้นทำธุรกิจที่ดินเขาใหญ่ เข้าลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี และการที่นายกฯมีบัญชาให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงเรื่องนี้มายัง ป.ป.ช. ย่อมเป็นหลักฐานข้อเท็จจริงที่มีมูลเพียงพอที่ ป.ป.ช.จะดำเนินการตั้งองค์คณะไต่สวนนายกฯต่อไป ดังนั้น จะไปยืนยันต่อ ป.ป.ช. ว่าข้อกล่าวหามีมูล ในวันที่ 28 ส.ค. และจะขอให้ ป.ป.ช.รีบดำเนินการตั้งองค์คณะไต่สวนต่อไปโดยเร็ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ป.ป.ช.จะปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต และให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ