วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปาฏิหาริย์ “ต้นไม้แดง” ฟ้าผ่า 3 ครั้งไม่ตาย ที่...วัดเนรมิตวิปัสสนา อ.ด่านซ้าย จ.เลย

ปาฏิหาริย์!...ที่สามารถสร้างศรัทธาให้กับเด็กหญิงตัวน้อยๆที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย กระทั่งรวมตัวกันเป็น “ยุวมัคคุเทศก์”... แนะนำจุดสวยสุดของวัดเนรมิตวิปัสสนา

“ต้นไม้แดง” อายุกว่า 50 ปี ไฮไลต์สำคัญของเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่ว่าด้วยต้นไม้ต้นนี้ถูกฟ้าผ่ามาแล้วถึง 3 ครั้ง 3 ครา แต่กระทั่งจนถึงวันนี้ก็ยังเจริญงอกงามเติบโตอยู่ยั้งยืนยงมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

แม้ว่าศรัทธาจะนำมาซึ่งปาฏิหาริย์ หากแต่ยุวมัคคุเทศก์ตัวน้อย...หาใช่เชื่อในสิ่งลี้ลับโดยไม่มีเหตุมีผล พวกเขาต่างมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ศึกษาอย่างรู้ลึกรู้จริง สัจธรรมที่ซ่อนอยู่...โดยเฉพาะประโยคที่ออกมาจากคำพูดสั้นๆ ว่า...“พระเครื่องไม่ใช่มีไว้แค่แขวนคอ”

ทีมยุวมัคคุเทศก์ ได้แก่ ด.ญ.นฤมล ไตยวงศ์ ด.ญ.สุนิศา สาระพันธ์ โรงเรียนวังโพนงาม และ ด.ญ.เมฆขลา ขันทะคีรี โรงเรียนบ้านนาหว้าน้อย ทุกๆวันหยุดจะมาทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูล พาชมความงดงามของวัดแห่งนี้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดการจะทำอะไรได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ต้องเกิดจากศรัทธา และการปลูกฝังภายในครอบครัว ซึ่งมัคคุเทศก์น้อยแห่งวัดเนรมิตฯได้สิ่งนี้มาเต็มที่...เหลือเพียงแต่สะสมประสบการณ์เพิ่มขึ้นเท่านั้น

วัดเนรมิตวิปัสสนา อ.ด่านซ้าย จ.เลย ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่บนเนินเขา ห่างจากพระธาตุศรีสองรักไม่ไกลนัก พระอุโบสถ...เจดีย์ภายในวัดก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง ที่ต้องเข้าไปชมให้ได้ก็คือพระอุโบสถขนาดใหญ่ที่ตกแต่งไว้อย่างวิจิตรงดงามตามแบบฉบับศิลปะภาคกลาง

“จิตรกรรมฝาผนังลวดลายอ่อนช้อย ฝีมือช่างเขียนชาวด่านซ้าย ใช้เวลาวาดนานถึง 8 ปี...เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติ พระเวสสันดรชาดก ภาพทศชาติ”

เด็กหญิงนฤมล ไตยวงศ์ วัย 13 ปี ทำหน้าที่ในฐานะยุวมัคคุเทศก์ เล่าให้ฟังอีกว่า วัดแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นมาจากจินตนาการสร้างสรรค์ออกแบบโดยพระและเณร ที่เห็นภาพจิตรกรรมที่สวยงามประดับโดยรอบพระพุทธชินราชจำลองซึ่งเป็นพระประธาน...แล้วยังมีหุ่นขี้ผึ้งของ หลวงพ่อพระมหาพันธ์ สีลวิสุทฺโธ
ผู้ริเริ่มสร้างวัดแห่งนี้ แม้ว่าท่านได้มรณภาพไปแล้ว แต่ก็มีผู้คนเข้ามากราบสักการะไม่ขาดสาย

อาณาบริเวณวัดทั้ง หมดสุขสงบ ร่มรื่น การจัดแต่งสวน ต้นไม้น้อยใหญ่มองไปทางไหนก็เย็นใจสบายตาไปหมด ต้นไม้ทางพุทธศาสนาที่สำคัญก็คือ “ต้นสาละ” ต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ นอกจากนี้ยังมี “ต้นไม้แดง” ที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อๆกันว่ามา ต้นไม้แดงต้นที่เห็นนี้ถูกฟ้าผ่ามาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่
ปี 2515

จนถึงทุกวันนี้...ก็ยังไม่ตาย

พูดเสร็จพลางชี้มือไปยัง “อุโบสถ” ทรงไทยตรงหน้า อธิบายลักษณะพร้อมบอกถึงการก่อสร้างว่าก่อด้วยอิฐ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเซรามิก ส่วนฝาผนังนั้นเป็นศิลาแลงที่นำมาจากจังหวัดลำพูนและปราจีนบุรี สำหรับพื้นอุโบสถปูด้วยหินแกรนิตสีชมพูที่นำมาจากแหล่งหินแกรนิตในจังหวัดเลยนี่เอง

“ประตูหน้าต่างเป็นไม้มะค่าแผ่นเดียว เข้ามาในอุโบสถจะพบกับความงดงามของพระประธานปางมารวิชัยซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายกับพระพุทธชินราชจำลองมาจากวัดมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก”

มณฑป...ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต้นไม้แดงที่ถูกฟ้าผ่า ตั้งหุ่นขี้ผึ้ง “หลวงพ่อพระมหาพันธ์ สีลวิสุทฺโธ” หรือ “พระครูภาวนาวิสุทธิญาณ” น่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้มาเยือนกราบไหว้ด้วยสังขารหลวงพ่อไม่เน่าเปื่อย

ตามประวัติบันทึกไว้ว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก แต่เดิมวัดมีชื่อว่า “วัดหัวนายูง” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อในปี 2521 ก่อนหน้านี้ท่านออกธุดงค์ไปเรื่อยไม่พำนักเป็นหลักแหล่งถาวร ด้วยที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า หลวงพ่อมีอายุมากเกรงว่าจะได้รับความลำบาก อยากให้มีที่พำนักถาวร จะได้เป็นที่อาศัยเป็นเนื้อนาบุญแก่ญาติโยม ซึ่งหลวงพ่อก็เห็นด้วย ระหว่างเดินธุดงค์มาที่ด่านซ้าย ตัดสินใจหาสถานที่กระทั่งได้ที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งถูกชาวบ้านบุกรุกทำไร่เผาถ่านจนโล่งเตียนเหมือนภูเขาหัวโล้นที่เรียกว่า “ภูเปือย”

หลวงพ่อพร้อมคณะได้ปักกลดอยู่ ณ ที่แห่งนี้ เร่งดำเนินการปลูกสร้างที่พักอาศัยชั่วคราว ปรับพื้นที่ปลูกสร้างถาวรวัตถุเรื่อยมากระทั่งในปี 2529 ได้ร่วมแรงร่วมศรัทธาสร้างอุโบสถขึ้นมาได้

กระแสศรัทธาจากอดีตถึงปัจจุบันไม่เสื่อมคลายหายไปไหน ถึงวันนี้ยังมีลูกศิษย์ลูกหาแวะเวียนมากราบไหว้หลวงพ่ออยู่อย่างไม่ขาดสาย พลังศรัทธาก่อให้เกิดกำลังใจ...เรื่องบางเรื่องไม่เกิดกับตัวเองก็คงไม่รู้ว่าปาฏิหาริย์มีจริง.


รัก-ยม