วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความยั่งยืนของระบบสุขภาพ ในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ระบบสุขภาพต้องไม่ใช่สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่ม ของพรรคการเมือง มาหาประโยชน์ และทำให้ระบบพินาศ บทความนี้จาก ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กรรมการแพทยสภา กรรมการแพทยสมาคม นอกจากตีแผ่ความจริง ยังได้แสดงถึงการจัดการระบบอย่างที่ควรจะเป็น

ท่ามกลางการต่อต้านอย่างรุนแรงของ NGO ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศ ห้าม มิให้มีการแก้ไขระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อให้มี “ความยั่งยืนและได้มาตรฐาน” โดยอ้างว่าการเปิดให้ประชาชนที่มีกำลังสามารถมีส่วนร่วมจุนเจือระบบและช่วยเหลือผู้ยากไร้ จะเป็นการทำให้เกิด “ความไม่เสมอภาค” ในการรับการรักษา หรือพูดง่ายๆคือ NGO ต้องการให้ทุกคนในชาติได้รับการรักษาด้วยมาตรฐานต่ำสุดเท่าเทียมกันทั่วประเทศ (ซึ่งเป็นสาเหตุของการฟ้องร้องแพทย์พยาบาลอย่างหนักหน่วง) หนำซ้ำยังอ้างว่าจะทำให้คนทั้งประเทศล้มละลาย เหตุเพราะไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล (แต่ไม่แคร์ว่าสถานพยาบาลจะล้มละลายหรือไม่!!!) พร้อมกันนี้ยังสนับสนุนให้รัฐไทยต้องรักษาคนต่างด้าว คนต่างชาติฟรีๆ ขอเพียงสองขายืนอยู่บนผืนแผ่นดินไทย!! ระหว่างที่รอดูท่าทีของรัฐบาล เรามาลองดูประเทศเพื่อนบ้านว่าทำไมจึงมีระบบการรักษาที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืน สถานพยาบาลก็ไม่เดือดร้อน พลเมืองก็ไม่จำเป็นต้องบินมารักษาในเมืองไทยทั้งๆที่ต้องมีส่วนร่วมในเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ถึงขนาดองค์การอนามัยโลกยกย่องให้เป็นตัวอย่างที่ดีในการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งประเทศ

สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับว่ามีระบบสุขภาพดีเป็นลำดับ 6 ของโลก ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายเพียง 3.9% ของ GDP!! ทำให้ประเทศมีเงินเหลือไปพัฒนาด้านอื่นโดยเฉพาะการศึกษา พลเมืองมีอายุขัยเฉลี่ยสูงสุดในอาเซียน (ชาย 79 ปี หญิง 84 ปี) ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลยุคนายลี กวนยู ได้ตั้งวิสัยทัศน์และแนวทางการจัดการไว้ว่า “พลเมืองสิงคโปร์ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบต่อสุขภาพตนเอง รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่จะเกิดขึ้น” โดยผ่านการรณรงค์ภายใต้แคมเปญ “Excellent Healthcare Service” ซึ่งเป็นระบบไตรภาคี คือ “รัฐบาล+นายจ้าง+ลูกจ้าง” ร่วมกันรับผิดชอบผ่าน 3 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงสาธารณสุข (MOH) ดูแลเรื่องมาตรฐาน กฎเกณฑ์ การใช้ทรัพยากร การจัดสรรแพทย์ ภาระงาน การกระจายตัวของแพทย์ในเขตต่างๆ Central Provident Fund (CPF) ดูแลแผนการออมในระบบประกันสังคมระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง และ Monetary Authority of Singapore (MAS) คล้ายๆธนาคารกลางที่รับผิดชอบดูแลการเงินให้กับระบบประกันสุขภาพเพื่อความมั่นคงและประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ช่วงที่มีการรณรงค์ให้มีความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองนั้น สิงคโปร์ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างชาติ อาจจะเรียกได้ว่าด้อยกว่าประเทศไทยด้วยซ้ำไปในขณะนั้น และก็มีแรงต้านของกลุ่มก้อนหนึ่งคล้ายๆกับที่เกิดในบ้านเราขณะนี้ว่าจะทำให้เข้าไม่ถึงการรักษาและล้มละลาย แต่นายลี กวนยู ใช้นโยบายแข็งกร้าวว่า “ประเทศชาติต้องมาก่อน” สยบปัญหาทั้งหมด รวมทั้งไม่อนุญาตให้มีการตั้งสารพัดกองทุนหรือหน่วยงานซ้ำซ้อนตามที่ NGO เรียกร้อง โดยมอบหมายภารกิจทั้งหมดไปให้ 3 หน่วยงานหลักประสานกัน (ไม่ใช่ประสานงา แบบสารพัดองค์กรอิสระในบ้านเรา) ทุกวันนี้สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงมากจนหลายชาติแห่ไปดูงาน และที่สำคัญ...“ทำตาม”

ญี่ปุ่น ภายใต้ระบบประกันสุขภาพที่เรียกว่า Universal health coverage ซึ่งเกิดจากการร่วมจ่ายกันระหว่างพลเมืองกับรัฐ ผู้ป่วยมีอิสระในการเลือกสถานพยาบาล ทั้งนี้ เหตุเพราะรัฐมองว่าในเมื่อประชาชนได้ร่วมจ่าย (ก่อนรับการรักษา) ด้วยตนเองไปแล้ว การร่วมจ่าย 2 ลักษณะคือ ร่วมจ่ายภาคบังคับ และภาคเอกชน (ซื้อประกันแบบสมัครใจ) รัฐก็ไม่ควรไปก้าวก่ายในการเลือกสถานพยาบาล (สถานพยาบาลต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายทำตัวให้ถูกเลือก ด้วยการยกระดับคุณภาพของตนเอง) โดยรัฐทำหน้าที่เพียงการคุ้มครองดูแลผู้ป่วยด้วยการออกกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น รัฐจะให้ผู้ป่วยรับผิดชอบค่ารักษาไม่เกิน 20% สำหรับผู้ป่วยใน และ 30% สำหรับผู้ป่วยนอก เพื่อให้ทุกคนตระหนักให้ดีว่าจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา หรือจะดูแลตนเองก่อน และหากเป็นคนด้อยโอกาส เด็ก หรือคนชรา รัฐจะดูแลให้ทั้งหมด ด้วยวิธีนี้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตกประมาณ 9.5% ของ GDP และมีความยั่งยืนมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1959

เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่พลเมืองมีอายุขัยสูงที่สุดในโลก โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 6.9% ของ GDP ผ่านการดูแลของ National Health Insurance Corporation (NHIC) โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษา ยกเว้นกลุ่มคนยากจนที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ โดยทุกรายต้องเริ่มที่ระบบปฐมภูมิ หากเกินกำลังถึงจะอนุญาตให้ส่งต่อสู่ระดับสูงกว่า เหตุที่ให้มีการร่วมจ่ายก่อนการรักษาก็เพื่อ เพิ่มรายรับของระบบ ลดการใช้บริการโดยไม่จำเป็น และสร้างความมีส่วนร่วมของพลเมือง ให้ตระหนักถึงทรัพยากรชาติ (แต่ประเทศไทยกลับมีการยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมเพียง 30 บาท ด้วยข้ออ้างที่เหมือนตลกร้าย คือ สร้างภาระให้โรงพยาบาล) และเพื่อลดภาระงบประมาณของชาติ จึงได้ยุบหน่วยงานที่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเดิมมีอยู่มากมายเหมือนประเทศไทยในขณะนี้

ไต้หวัน National Health Insurance (NHI) จะดูแลระบบสุขภาพโดยให้สถานพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายแบบ Fee-For-Service (จ่ายตามค่าใช้จ่ายจริง) เหตุที่มิได้ใช้ระบบ DRGs (จ่ายไม่เท่ากับต้นทุนจริง) ในช่วงแรก เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาด้านการเงินกับสถานพยาบาล และหลีกเลี่ยงปัญหาด้อยคุณภาพในการรักษาพยาบาลจากการจำกัดเงิน แต่เมื่อใช้ไปสักระยะกลับพบว่าระบบนี้สร้างภาระการเงินมาก รัฐบาลจึงต้องเลือกระหว่างการปรับปรุงด้วยการลดคุณภาพการรักษา (ด้วยการลดต้นทุน ลดการจ่ายเงิน) หรือคงคุณภาพไว้แต่หาแหล่งเงินเพิ่ม ในที่สุดพลเมืองเกาหลีก็เลือกที่จะให้คงคุณภาพด้วยการยอมมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบางกรณี ขึ้นกับขนาดของ รพ.ที่รับการรักษา ความฉุกเฉิน คำสั่งส่งตัวจาก รพ.ขนาดเล็ก จำนวนวันนอน รพ. ด้วยวิธีนี้ทำให้รัฐสามารถควบคุมการใช้ทรัพยากรของชาติอย่างสมเหตุสมผล เพราะหากนอน รพ.โดยไม่มีความจำเป็น ไม่ฉุกเฉินแล้วไปรักษาแบบฉุกเฉิน ไปรักษา รพ.ขนาดใหญ่โดยไม่มีหนังสือส่งต่อ ใช้ยาราคาแพงโดยไม่จำเป็น พลเมืองเกาหลีใต้ก็ต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้ไป ด้วยวิธีนี้ทำให้มีต้นทุนสุขภาพเพียง 6.5%

ในอดีตทุกประเทศข้างต้นล้วนไม่ต่างกับประเทศไทย แต่นักการเมืองมุ่งหาทางออกให้ระบบมีทั้ง “คุณภาพและยั่งยืน” ด้วยการทำสิ่งที่เหมือนๆกันคือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาระบบสาธารณสุขตามแต่กำลังของตน

รัฐมีหน้าที่หลักคือสร้างกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม และไม่พยายามทำตัวเป็นเจ้าพ่อที่ต้องยุ่งไปทุกเรื่อง (ระบบคอมมิวนิสต์นั่นเอง) หลักการที่เหมือนกันคือ คนยากไร้ต้องได้รับการรักษา และต้องไม่ล้มละลายด้านการเงิน ไม่จำกัดสิทธิในการเลือกรับการรักษาที่สูงกว่าเกณฑ์ หากบุคคลมีความสามารถพอก็สร้างแรงจูงใจให้มีส่วนร่วมรับผิดชอบ เช่น ลดภาษี เพิ่มทางเลือก (เช่น ห้องพิเศษ ระบบนัดหมายพิเศษ) ลดภาระงบประมาณด้วยการไม่ตั้งหน่วยงานซ้ำซ้อนที่คอยมาสูบเงินภาษีไปใช้ สำหรับรัฐไทยที่มีคนเสียภาษีทางตรงเพียง 2 ล้านคน จากเกือบ 70 ล้านคน (คน 1 คน ทำงานเลี้ยงคน 35 คน!!) จะทำเช่นไรให้ระบบได้ทั้ง “ยั่งยืนและมีคุณภาพ” เหมือนกับเพื่อนบ้านที่พัฒนาแล้ว เพื่อให้รัฐไทยมีเงินเหลือไปพัฒนาส่วนอื่นๆของชาติเพื่อลูกหลานของเรา และหวังว่าคงไม่มีใครหน้าไหนออกมาพูดโดยไม่ละอายใจในความเห็นแก่ตัวของตนว่า “กระผมเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว ดังนั้นรัฐไทยต้องดูแลทุกอย่างในชีวิตให้ฟรีๆทั้งหมด” หาไม่แล้วเดี๋ยวคนต่างด้าว ต่างชาติ ก็จะแห่มาขอรักษาฟรีด้วยเหมือนกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันว่า “เสียภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐไทยไปแล้ว ตั้งแต่ตอนเหยียบแผ่นดินที่ดอนเมืองหรือสุวรรณภูมิ”.

หมอดื้อ