วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อเมริกา จีน อินเดีย ขึ้นแท่นมหาอำนาจ AI

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence หรือ AI กำลังครองโลก มาแรง มีการประเมินกันว่าสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย จะเป็น 3 ประเทศมหาอำนาจ ผู้นำ AI ของโลก ในอนาคตข้างหน้า

ซีเอ็นเอ็นสัมภาษณ์ มัลคอม แฟรงค์ แห่ง บริษัท Cognizant และเป็นหนึ่งในผู้เขียนหนังสือเรื่อง What to DO When Machines Do Everything ระบุ ตัวเต็งในการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นเจ้าแห่ง AI ในยุคนี้ หนีไม่พ้นสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย โดยมหาอำนาจทั้ง 3 ประเทศ จะเป็นผู้ชนะทั้งหมด แต่ด้วยแนวทางที่แตกต่างกัน

นอกจาก 3 ประเทศหลักแล้ว เมืองใหญ่ๆ อย่าง ลอนดอน สตอกโฮล์ม ยังจะเป็นเมืองที่มีความก้าวหน้าด้าน AI รวมทั้งประเทศเล็กๆ อย่างเอสโตเนียด้วย

โดยสำหรับสหรัฐอเมริกา ความเป็นผู้นำด้าน AI มาจากรากฐานด้านไอทีที่แข็งแกร่ง ในฐานะต้นกำเนิดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก อเมซอน กูเกิล และเทสลา

บริษัทเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่กำลังลงทุนด้าน AI กันอย่างเต็มพิกัด และหนึ่งในการลงทุนหลักก็คือการใช้ AI ทดแทนแรงงานมนุษย์ ทั้งในการทำการเกษตร การแพทย์ รวมทั้งการใช้ AI ควบคุมการขับขี่ในรถไร้คนขับ

“พลวัตในซิลิคอน วัลเล่ย์ ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สหรัฐอเมริกายึดครองตำแหน่ง 1 ใน 3 มหาอำนาจ AI ไว้ได้แบบไม่มีทางหลุดมือ”

แต่สำหรับจีน ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น มีความแตกต่าง แรงผลักดันสำคัญมาจากรัฐบาล ซึ่งทุ่มเทอย่างมากในการดันจีนขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทุกด้าน รวมทั้ง AI ด้วย โดยล่าสุดรัฐบาลจีนได้เปิดตัวมาตรการสนับสนุน AI มูลค่า 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายให้จีน เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้าน AI ภายในปี 2030

ขณะเดียวกัน เอกชนก็ทุ่มเทไม่แพ้กัน บริษัทเทคโนโลยีใหญ่สัญชาติจีน อย่าง เทนเซนต์ (Tencent), Baidu ต่างกำลังลงทุนหนัก ในการพัฒนา AI แข่งกับบริษัทในซิลิคอน วัลเล่ย์ สหรัฐอเมริกา ไม่นับรวม แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีจีน เจ้าของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ Alibaba ที่ออกตัว เชื่อมั่นใน AI เป็นอย่างมาก เขาเคยพูดด้วยซ้ำว่า อีกหน่อยซีอีโออาจถูกแทนที่ด้วย AI

ส่วนกรณีของอินเดีย ความจำเป็นในการพัฒนา AI มาจากการเป็นประเทศเอาต์ซอร์สด้านไอทีของอินเดีย ซึ่งถือเป็นธุรกิจขนาดยักษ์ มีมูลค่ามากกว่า 143,000 ล้านเหรียญฯ และมีแรงงานเกี่ยวข้องกว่า 4 ล้านคน การใช้ AI เข้ามาทดแทน จึงเป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องเดินหน้าไปให้ถึง

ปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ใช้บริการเอาต์ซอร์สจากอินเดียเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Infosys, TaTa Consultancy Services, ดอยช์แบงก์, ไอบีเอ็ม, Lockheed Martin, ไมโครซอฟท์ รวมทั้งกองทัพสหรัฐฯ ขณะเดียวกันธุรกิจสตาร์ตอัพก็กำลังเติบโต โดดเด่นอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งปวง โอกาสที่อินเดียจะก้าวขึ้นสู่ 1 ใน 3 ประเทศมหาอำนาจ AI จึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายอย่างแน่นอน.