วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลักดันกองทุน บำเหน็จบำนาญ 'บิ๊กตู่' ยึดคุณธรรม ไม่ทำให้ชาติแย่ลง

นายกฯมั่นใจไม่ได้ทำให้ชาติแย่ลง ยึดหลักคุณธรรมไม่ทำใครเดือดร้อน ต้องยอมรับกระบวนการ ยุติธรรม ผวาป่วนยึดหนังสือหน้าปก “ปู” ระแวงโดนชูป่วนในงาน เดินเครื่องกองทุนบำเหน็จ บำนาญ คาดปีหน้าได้ใช้ ฟุ้งยกระดับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณผู้ใช้แรงงาน ทูตชิลีพบ “บิ๊กตู่” ย้ำสัมพันธ์ 55 ปี

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. เวลา 09.30 น. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Management Excellence Award 2017 ให้แก่สถานประกอบการดีเด่น โดยก่อนเริ่มพิธีได้มีการขับร้องเพลงความฝันอันสูงสุด และเพลงเดินตามรอยเท้าพ่อ โดยศูนย์เด็กเล็กวิทยาเขตสิรินธรราชาวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จากนั้นนายกฯกล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า วันนี้ได้เห็นเด็กๆ ร้องทั้ง 2 เพลง รู้สึกประทับใจ ได้เห็นถึงความพร้อมเพรียง ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ขอให้นำทั้ง 2 เพลง ซึมซับในจิตใจ ที่ผ่านมาเราไม่เคยได้ทบทวน หรือนำมาใช้ ทุกคนมัวมุ่งหวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวมากที่สุด จากนี้ทำอะไรเพื่อประเทศบ้าง ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าล่มสลาย อย่าลืมว่าอยู่ในผืนแผ่นดินนี้ที่ทับถมด้วยซากศพของบรรพบุรุษ ต้องให้อะไรคืนแผ่นดินบ้าง ที่พูดไม่ได้บ่น หลายคนบอกมึงจะบ่นทำไมวะ ก็ออกไปซิ กลับไปนอนบ้าน ถ้าตนคิดอย่างนั้น คงไม่เข้ามาในวันนี้หรอก และเชื่อว่าวันนี้ตนไม่ได้ทำให้พวกท่านแย่ลง ทุกประเทศก็เข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทย แยกเรื่องเศรษฐกิจกับการเมือง มีโรดแม็ป มีรัฐธรรมนูญก็ว่าไป

นายกฯกล่าวว่า วันนี้เงินเดือนตน 75,000 บาท บวกอื่นๆได้ประมาณ 1 แสนบาท ไปไหนทีตังค์หมดทุกที เพราะเอาตังค์ตัวเองใช้ ใครให้ของตนก็ซื้อ สงสารเกษตรกร ก็เอาเงินให้เขา เพราะเขาทำมาหลังขดหลังแข็ง จะเอาเขาฟรีๆได้อย่างไร บางคนเขาก็ไม่เอา แต่ไปครั้งต่อไปเขาบอกยังไม่ใช้เลย เอาไว้เป็นขวัญถุง ถ้าเรามีน้อยให้เขาน้อย มีมากให้เขามาก ตนทำตัวอย่างนี้ตลอด เราก็มีความสุขใจ ไม่ได้กำไร ไม่ได้ชื่อเสียง จำเป็นต้องพูด ไม่ได้มาอวดอ้าง ไม่ได้ให้มาบอกว่าดีเลิศ ไอ้ที่ไม่ดีก็มี แต่ไม่ได้ทำให้ใครเสียหายหรือเดือดร้อน รู้จักคำว่ามนุษย์ไหม มาจากคำว่าคน มันยุ่งไปหมด คนกันไปคนกันมาจนวุ่นไปหมด เหมือนขนมผสมน้ำยา ต้องมีคุณธรรม รู้อะไรควรทำ ไม่ควรทำ ไม่เดือดร้อนใคร ตนเป็นทหารมา 40 ปี วันนี้ผ่านมา 3 ปี แต่ยังไม่ลืมวิธีทางทหาร แต่ใช้วิธีการทหารกับท่านไม่ได้ทั้งหมด เวลา 3 ปี ใช้วิธีการบริหารจัดการ บริหารราชการแบบปกติ เว้นมีใช้มาตรา 44 หน่อยเดียว เพื่อให้เดินหน้าปลดล็อกปัญหา ยอมเสี่ยงในสิ่งที่คุ้มค่ากับประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงเด็กรุ่นหลัง ไม่รู้จักนิทานอีสป คำเทียบคำเปรียบเปรย บางครั้งการพูดคาบลูกคาบดอกก็ไปตีความกันผิดๆ บางครั้งตนก็พูดคาบลูกคาบดอก แรงบ้าง เบาบ้าง ก็เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์ในวันนี้

“วันนี้ผมให้เกียรติทุกคน ผมไม่เคยไปอะไรกับใคร ผมให้เกียรติ แต่ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องไปดูกันเอง ขอให้ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม เข้ามาต่อสู้กันเท่านั้นเอง มนุษย์เราให้เกียรติซึ่งกันและกัน คนเราดูถูกกันไม่ได้ ก็ให้ความเป็นธรรมกับเขา และเขาเองก็ต้องรักษากติกา แค่นี้เองหน้าที่ของผม และไม่ใช่เรื่องที่ผมมาทำให้มันเกิด มันเกิดมาก่อนหน้าผมอยู่แล้ว วันนี้ไม่มีพวกมาต่อต้านหรือไม่ ไม่มี เลิกมีได้แล้ว เรื่องสีสัน พอ วันนี้มีสีเดียวคือสีธงชาติ จะสีอะไรก็ไม่รู้ แต่เป็นสีธงชาตินั้นแหละ จะไปเกลียดสีแดงได้อย่างไร สีแดงมันคือเลือด จะใครมีเลือดสีอื่นบ้างเล่า ทุกคนก็มีเลือดสีแดงทั้งนั้น ยกเว้นมีแต่คนไปทำสีเสียใช่หรือไม่”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในงานเป็นไปอย่างเข้มงวด เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร ได้วางกำลังโดยรอบอิมแพค เมืองทองธานี และภายในอาคารได้ตั้งเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัย ตรวจกระเป๋าและค้นตัวอย่างละเอียด ขณะเดียวกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นผู้สื่อข่าว บางคนได้ถือนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ หน้าปกรูป น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมข้อความ “บทสรุปแห่งการเริ่มต้น” ติดตัวมา เจ้าหน้าที่ได้สอบถามว่า เอามาทำอะไร โดยที่ผู้สื่อข่าวตอบเพียงว่า เป็นนักข่าว ต่อมาภายหลังผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวเข้ามาภายในห้องจัดงาน ได้มีเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ทำหน้าที่หน่วยล่วงหน้า ได้เดินมาขอเก็บหนังสือดังกล่าว โดยแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ได้ให้มาขอเก็บหนังสือไว้ก่อน โดยจะคืนภายหลัง ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ที่อาจเกรงว่า จะมีนำขึ้นชูป่วนภายในงาน และหลังจบพิธี นายกฯเดินทางกลับ เจ้าหน้าที่จึงนำมาคืน

ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายคริสเตียน เรเรน บาร์เกตโต เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯเชื่อมั่นว่าภายใต้การทำงานของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีคนใหม่จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และยินดีกับการครบรอบ 55 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตของสองประเทศในเดือน ต.ค. นายกฯยินดีที่มูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการบังคับใช้ความตกลงการค้าเสรี ไทย-ชิลี นายกฯยืนยันว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่จะดำเนินโครงการไตรภาคีกับชิลี โดยนโยบาย+1 เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐชิลีขอให้ไทยสนับสนุนชิลีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเข้าเป็นสมาชิก ASEAN Regional Forum (ARF)

จากนั้น น.ส.ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรีสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ โดย พล.ท.วีรชนกล่าวว่า นายกฯยินดีที่ น.ส.ไปรยาได้รับเลือกเป็นทูตสันถวไมตรีฯคนแรกของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมั่นว่า น.ส.ไปรยาจะช่วยให้งานของ UNHCR เป็นที่รู้จักมากขึ้น รวมทั้งจะทำให้เกิดความเข้าใจ ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของผู้ลี้ภัยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยให้การดูแลและช่วยเหลือผู้หนีภัยมาเป็นระยะเวลานาน ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม ทุกประเทศให้ความสำคัญกับการจัดการและป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุในประเทศต้นทาง ด้าน น.ส.ไปรยาได้ขอบคุณรัฐบาลและนายกฯที่ให้การดูแลผู้ลี้ภัย และร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ UNHCR

กระทั่งเวลา 16.45 น. พล.อ.ประยุทธ์เดินลงจากห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลกลับบ้านพัก ร.1รอ.โดยก่อนก้าวขึ้นรถได้หันไปโบกมือให้กับผู้สื่อข่าวที่มายืนสังเกตการณ์ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม

ค่ำวันเดียวกัน เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า รัฐบาลนี้พยายามจะผลักดันให้เกิดกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ที่จะมาเติมเต็ม เพื่อส่งเสริมให้แรงงานในระบบมีการออมเงินผ่านกองทุน ขณะนี้อยู่ในกระบวนการของกฎหมาย และ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ในปีหน้า จะเริ่มบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ก่อน แล้วขยายไปใช้กับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กต่อไป คาดว่าภายใน 7 ปีข้างหน้า จะมีผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบกองทุน กบช. ได้ครบทั้งหมด โดยครอบคลุมแรงงานในระบบกว่า 14 ล้านคน ถ้าเป็นไปตามหลักการ ถ้าเป็นแรงงานในระบบส่งเงินเข้า กบช. ตั้งแต่อายุ 15-60 ปี อย่างต่อเนื่อง จะมีรายได้หลังเกษียณสูงถึง 40,000 กว่าบาทต่อเดือน หากส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ตั้งแต่อายุ 20-55 ปี ท่านก็จะเงินหลังเกษียณประมาณ 7,500 บาทต่อเดือน เมื่อรวมเงินทั้ง 2 ส่วนนี้แล้ว ท่านก็จะมีเงินไว้ใช้ยามชราภาพ ไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทต่อเดือน น่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีพหลังวัยเกษียณ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น