วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เพื่อไทย' ช็อก 'ปู' เผ่น คดี-จํานําข้าว หมายจับไล่ล่า ลือบินไป 'ดูไบ'

คุกอ่วมเซ่นจีทูจี บุญทรง,ภูมิ,เปี๋ยง ชดใช้1.7หมื่นล้าน

คดีประวัติศาสตร์การเมือง พลิก ความคาดหมาย “ยิ่งลักษณ์” ไม่ปรากฏตัวฟังคำพิพากษาคดีปล่อยปละ ละเลยให้เกิดความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว อ้างป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน ศาลฎีกานักการเมืองไม่เชื่อออกหมายจับทันทีชี้มีพฤติการณ์หลบหนี พร้อมริบเงินประกัน 30 ล้าน กองเชียร์แฟนคลับที่มาคอยข้ามวันรอเก้อ ช็อกไม่คาดคิดเจ้าตัวจะไม่มา เช่นเดียวกับแกนนำ พท.ที่ไม่รู้ตัวกันมาก่อน ขัดเคืองใจสู้ไม่สุดซอยให้รู้ดำรู้แดง โบ้ยกุนซือแนะนำไม่เข้าท่า โค้งสุดท้ายชิ่งหนีดื้อๆ “บิ๊กตู่” คาดไม่ถึง นึกว่าจะเป็นคนกล้าหาญ “บิ๊กป้อม” ชี้หนีไป ตปท.ต้องมี จนท.ช่วย สะพัด “ยิ่งลักษณ์” ไปสิงคโปร์แล้ว เตรียมไปอยู่กับพี่ชายที่ดูไบ โหร คสช.ชี้เป็นไปตามชะตาจบสิ้นแล้ว “ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์” ปชป.ประเมิน “ปู” หวั่นติดคุกถ้ามาศาล คสช.ต้องชี้แจงถ้าปล่อยหนีออกนอกประเทศ คดีจีทูจีโดนคุกอ่วมระนาว “บุญทรง” คุก 42 ปี “ภูมิ” 36 ปี “เสี่ยเปี๋ยง” หนักสุด 48 ปี คอตกเข้าเรือนจำ พร้อมสั่งชดใช้เกือบ 1.7 หมื่นล้าน

ในที่สุดก็ถึงวันแห่งการพิพากษาคดีประวัติศาสตร์โครงการจำนำข้าวที่จับตารอคอยกันมาเนิ่นนาน ที่จะส่งผลหลายสิ่งหลายอย่างต่อทิศทางการเมืองไทย ตลอดจนภาคส่วนอื่นๆ นับเนื่องจากนี้ไป ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินคดีที่เกี่ยวพันกัน 2 คดี โดยมีนักการเมืองที่ตกเป็นจำเลย คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายก รัฐมนตรี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และมีข้าราชการ ภาคเอกชน อีกจำนวนหนึ่ง

ตร.วางมาตรการเข้มตั้งแต่วันใหม่

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ ช่วงเวลา 00.30 น. อาคารเอ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะเดินทางตรวจความเรียบร้อย บริเวณโดยรอบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้เวลา 2 ชั่วโมง พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 24 กองร้อย อยู่บริเวณหน้าศาลฏีกาฯ และบริเวณโดยรอบ จะมีมาตรการเข้มข้น 100% เต็มในเวลา 04.00 น. มีการคัดกรองบุคคลและรถยนต์ที่จะเข้าออกภายในอาคาร จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น ห้ามประชาชนเดินทางมาปักหลักบริเวณหน้าศาลฎีกาฯ โดยรอบพื้นที่ควบคุมของศาลและรอยต่อเด็ดขาด หากฝ่าฝืนจำเป็นจะต้องบังคับใช้กฎหมาย พร้อมกันนี้ได้เตรียมรถควบคุมผู้ต้องหา 20 คัน ติดตั้งกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ 90 ตัว กล้องเคลื่อนที่อยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 120 ตัว ในเวลาประมาณ 09.00 น. จะตัดสัญญาณโทรศัพท์โดยรอบพื้นที่ ขณะเดียวกัน เป็นห่วงเรื่องการจราจร จึงเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเพิ่มขึ้นอีก 80 นาย มีการตั้งจุดคัดกรองตรวจค้นอาวุธ และสิ่งผิดกฎหมายทั่วไป ทั้งนี้ หากการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นลง แต่ยังมีการชุมนุมยืดเยื้อและเข้าหลักกฎหมายจะดำเนินการทันที

กองเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” คึกคักหนาแน่น

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศโดยรอบศาลว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 24 ส.ค. เริ่มมีประชาชนบางส่วนเดินทางมาปักหลักรอให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ให้ไปนั่งรอบริเวณใต้สะพานลอยข้ามแยกศูนย์ราชการฯ บรรยากาศโดยรอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อมาช่วงเช้าเวลา 07.00 น. วันที่ 25 ส.ค. ที่บริเวณหน้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ มีมวลชนทยอยเดินทางมาปักหลักรอให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมหลายพันคน ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้น มวลชนต่างมีรอยยิ้ม หอบหิ้วดอกกุหลาบสีแดง รออดีตนายกฯในดวงใจ โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งนำรถยนต์ที่ติด เครื่องเสียงเปิดเพลงดังสนั่นบริเวณใต้สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการฯ อาคารเอ พร้อมเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะมีเจ้าหน้าที่สั่งให้ปิดเครื่องเสียงเกรงว่ามวลชนจะเกิดความคึกคะนอง โดยใช้เวลาเจรจา 5 นาที ก่อนให้รถดังกล่าวออกนอกพื้นที่ ส่วนอากาศช่วงเช้านี้ค่อนข้างอบอ้าวสลับกับมีฝนโปรยปรายลงมาอยู่เป็นระยะ แต่มวลชนยังคงปักหลักรอเพื่อพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์

พี่ชาย–พี่สาว–แกนนํา พท.มาเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดพิพากษาคดีจำนำข้าวที่สำคัญ 2 คดีด้วยกัน ประกอบด้วย คดีปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลย และคดีระบายข้าวจีทูจี ที่มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก 28 คน เป็นจำเลย ในส่วนของแกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ต่างเดินทางมารอให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวนมากเช่นกัน อาทิ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายวัฒนา เมืองสุข นายชัยเกษม นิติสิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสามารถ แก้วมีชัย นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวรชัย เหมะ ขณะเดียวกัน นางมณฑาทิพย์ โกวิทเจริญกุล พี่สาว รวมทั้งนายพายัพ ชินวัตร พี่ชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เดินทางมาด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับกองทัพสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศมารอทำข่าวจำนวนมาก ท่ามกลางการตรวจค้นอย่างเข้มงวด

คิดว่า“ปู”อยู่ในรถตู้ตะโกนเชียร์ลั่น

ต่อมาเวลา 08.45 น. ได้มีกลุ่มมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจจำนวนมากเต็มพื้นที่ล้นฟุตปาทลงไปยืนอยู่บนถนน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปิดการจราจร 1 ช่องทาง ระหว่างนั้นได้มีรถตู้โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ติดฟิล์มทึบ ทะเบียน วจ 1111 กรุงเทพมหานคร ขับมาในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้กลุ่มมวลชนคิดว่าเป็นรถของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จึงได้พากันไปรุมล้อมตะโกนให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก จนทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ก่อนที่รถดังกล่าวจะเลี้ยวยูเทิร์นออกนอกพื้นที่ไป ทำให้กลุ่มมวลชนรู้สึกผิดหวังไปตามๆกัน แต่ก็ยังคงยืนปักหลักเฝ้ารอให้กำลังใจอย่างเนืองแน่น

“ยิ่งลักษณ์” หายเงียบไม่ปรากฏตัว

ด้านนายบุญทรงให้สัมภาษณ์ว่า ได้ส่งพยานหลักฐานและเตรียมตัวมาอย่างดี ยังไม่ทราบว่าผลการพิพากษาจะเป็นอย่างไร ถ้าตนถูกลงโทษก็จะยื่นประกันตัวและเตรียมตัวยื่นอุทธรณ์ ซึ่งทีมกฎหมายจะรอฟังคำพิพากษาก่อนว่ามีรายละเอียดอย่างไร ย้ำว่าไม่หนักใจ สู้คดีมาอย่างเต็มที่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งเวลา 09.30 น. ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่เดินทางมาที่ศาล ทำให้เกิดกระแสข่าวที่สับสน กลุ่มมวลชนต่างจับกลุ่มพูดคุยกันไปต่างๆ นานา ว่าเหตุใด น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงยังไม่เดินทางมาถึง ขณะที่กลุ่ม ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ค่อยๆสลายตัวไปบางส่วน อย่างไรก็ตามมวลชนส่วนใหญ่ยังปักหลักรออยู่

ศาลออกนั่งบัลลังก์คดีจำนำข้าว

เวลา 09.45 น. นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนพร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาในคดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำที่ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท

ออกหมายจับ “ปู” ไม่เชื่อป่วยจริง

จากนั้นมีการเรียกทนายมารับฟังรายงานกระบวนพิจารณาว่า คดีนี้ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี อ้างว่าเพิ่งทราบจากจำเลยว่าป่วยด้วยอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยไม่มีใบรับรองแพทย์ ศาลไม่เชื่อว่าป่วยจริง และมีเจตนาหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา จึงให้ออกหมายจับปรับนายประกันเต็มสัญญา 30 ล้านบาท และนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งวันที่ 27 ก.ย.นี้ เวลา 09.00 น.

พฤติการณ์หลบหนี–ริบเงินประกัน

ขณะเดียวกัน ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกใบแถลงคำพิพากษา ลงวันที่ 25 ส.ค.2560 ว่า วันนี้เวลา 09.00 น. ศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.22/2558 ระหว่างอัยการสูงสุด โจกท์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำเลย เรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ความผิดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่าได้รับแจ้งจากจำเลยว่าป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน มีอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง ไม่สามารถ เดินทางมาศาลได้ ขอเลื่อนฟังคำพิพากษาในวันนี้ โจกท์แถลงค้านว่า ไม่เชื่อว่าจำเลยป่วยจริงเนื่องจากไม่มีใบ รับรองแพทย์ และอาการป่วยที่อ้างไม่ถึงขนาดที่มาศาลไม่ได้ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ไม่เชื่อจำเลย เจ็บป่วยจนขนาดมาศาลไม่ได้ พฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยหลบหนี จึงให้ออกหมายจับจำเลยและปรับนายประกันเต็มสัญญา (30 ล้านบาท) ให้เลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 ก.ย. เวลา 09.00 น.

สู้ทรหด 2 ปี แต่สุดท้ายหนีหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งระหว่างดำเนินโครงการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำหนังสือท้วงติงว่า โครงการมีช่องโหว่อาจเกิดการทุจริต รัฐบาลขณะนั้นจึงได้ตั้งคณะทำงานมาตรวจสอบแต่ก็ยังดำเนินโครงการต่อไป จนกระทั่ง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำการรัฐประหาร อัยการได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อหาปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต และปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และศาลรับฟ้องคดีวันที่ 19 มี.ค.58 โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เดินทางมาร่วมการพิจารณาคดีและร่วมสืบพยานด้วยตนเองทุกครั้งรวม 26 นัด กินเวลา 2 ปีกว่า และยืนยันทุกที่ทุกโอกาสว่าจะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ใช้ทุกช่องทางในการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันพิพากษา น.ส.ยิ่งลักษณ์กลับให้ทนายความมายื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา โดยอ้างเหตุผลป่วยด้วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากันดังกล่าว จนศาลออกหมายจับในที่สุด

ทนายอ้างทีมงานแจ้งป่วยกะทันหัน

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับการติดต่อจากทีมงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อเวลา 08.00 น. ว่ามีอาการอ่อนเพลีย เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน วิงเวียนศีรษะ ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ ตนจึงได้แจ้งต่อศาล อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ตนไม่ได้ติดต่อกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ติดต่อกับเพียงทีมงานเท่านั้น และขณะนี้ไม่ทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ใด และไม่ทราบว่าพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลใด ส่วนขั้นตอนการออกหมายจับ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติของศาล ทางศาลจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งไม่มั่นใจว่าหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางมาศาลก่อนวันที่ 27 ก.ย. ศาลจะอนุมัติถอนหมายจับหรือไม่

แกนนำ พท.มึนไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเวลา 10.00 น. หลังจากศาลออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย อาทิ นายภูมิธรรม นายชัยเกษม นายชูศักดิ์ พล.ต.ท.วิโรจน์ได้จับกลุ่มพูดคุยเนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นการออกหมายจับด้วยเหตุผลใด เพราะยังไม่ทราบรายละเอียด และนายภูมิธรรมกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยืนยันมาตลอดว่าจะเดินทางมาศาลแน่นอน แกนนำและอดีต ส.ส.จึงได้นัดหมายกันเพื่อมาให้กำลังใจตามปกติ แต่ช่วงวันก่อนหน้านี้ไม่ได้พูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของการไม่ได้เดินทางมาที่ศาลในวันนี้ และหลังจากนั้นต่างทยอยเดินทางกลับ

บ้าน–เอสซี ปาร์ค เงียบไร้เงา “ปู”

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บ้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถนนนวมินทร์ แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. หลังเป็นที่แน่ชัดว่าไม่เดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำใหนักข่าวหลายสำนักทั้งไทยและเทศยกขบวนมารอที่หน้าบ้านเพื่อรายงานความเคลื่อนไหว ขณะที่ผู้สื่อข่าวบางส่วนปักหลักตั้งแต่กลางดึก ก็ไม่พบความเคลื่อนไหว บ้านปิดเงียบ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบที่โรงแรม เอสซี ปาร์ค ถนนประดิษฐ์มนูธรรม แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปประชุมหารือและรับประทานอาหารเป็นประจำ ก็ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ แม้กระทั่งมวลชน หรือเครือข่ายคนในพรรคเพื่อไทย ที่ปกติจะแวะเวียนมาอย่างต่อเนื่อง

ตม.ขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ “ยิ่งลักษณ์”

เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. มีคำสั่งให้ สตม.เสนอขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตามด่าน ตม.ทุกแห่ง หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของศาล ที่มีคำสั่งศาลฎีกาห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศตั้งแต่เดือน พ.ค.2558 ขณะนี้กำลังตรวจสอบข้อมูลว่ามีการหลบหนีออกนอกประเทศหรือไม่ ซึ่งหลังคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหมายจับออกมา เป็นหน้าที่ของตำรวจต้องติดตามตัวมาดำเนินคดี

ยังไม่มีรายงานออกนอกประเทศ

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกนอกประเทศ ตั้งแต่เดือน พ.ค.2558 ศาลให้ประกันตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ในคดีรับจำนำข้าว ที่ผ่านมายังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ และเท่าที่ตรวจสอบข้อมูล ตม.สนามบินและด่าน ตม.ทั่วประเทศ ยังไม่มีรายงานการเดินทางออกนอกประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขณะนี้ได้เสนอขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ห้าม น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศ เป็นคำสั่งแจกจ่ายไปในทุกด่าน ตม.ทั้งประเทศ

“วิษณุ” ชี้ศาลต้องออกหมายจับไว้ก่อน

เมื่อเวลา 10.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เนื่องจากไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาในคดีรับจำนำข้าวว่า เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างว่าป่วย แต่ไม่ได้ยื่นใบรองรับแพทย์ ศาลฎีกาฯจึงจำเป็นต้องออกหมายจับ เป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่า หากยื่นใบรองรับแพทย์ภายหลัง ศาลฎีกาฯจะถอนหมายจับหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า แล้วแต่ศาล ทุกอย่างอยู่ที่ศาล มีเยอะไปที่ป่วยกะทันหัน ศาลต้องออกหมายไว้ก่อนเพราะไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่ภายหลังถ้าตรวจสอบได้ว่าป่วยจริงหรือฟังขึ้น สามารถยกเลิกได้

หลังจากนี้เจอตัวที่ไหนจับได้เลย

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการออกหมายจับแล้ว ถ้าเจอตัวที่ไหนสามารถจับกุมได้เลยใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า “ครับ จับคือจับ แล้วค่อยว่ากันใหม่ พอจับแล้วก็บอกศาลเพื่อให้ศาลบอกว่าจะทำอย่างไรต่อ ทุกอย่างเป็นขั้นตอนปกติ หมายถึงว่าคืนไปสู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตามปกติ” เมื่อถามว่า มีข่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศไปแล้ว นายวิษณุตอบว่า “ไม่ทราบ พวกคุณช่วยไปพาดหัวกันให้ที ผมจะได้อ่าน ผมไม่ทราบ ไม่รู้เรื่อง” เมื่อถามย้ำว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีไปนอกประเทศแล้ว การดำเนินการต่างๆ จะเหมือนกับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า “ใช่ครับ”

“มีชัย” เผยจะอุทธรณ์ต้องมาศาลเอง

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะยังไม่ประกาศใช้ กระบวนการสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายที่มีอยู่ปัจจุบัน ส่วนสิทธิตามรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นต่อเมื่อศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาแล้ว หากผลออกมาเป็นโทษ จำเลยมีสิทธิอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญ 60 แต่ต้องมายื่นอุทธรณ์ด้วยตัวเอง ส่วนที่กังวลกันว่า หากยื่นอุทธรณ์แล้วจะใช้กระบวนการวิธีพิจารณาอะไร ปัจจุบันถ้ายังใช้วิธีพิจารณาอะไรให้ใช้อันนั้นต่อไป หรือถ้ายังไม่มีประธานศาลฎีกาสามารถออกข้อกำหนดวิธีพิจารณาคดีออกมาได้ แต่ต้องใช้องค์คณะพิจารณาคดีใหม่ เพราะเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญบอกไว้ ถ้าครบ 30 วันหลังจากศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว หากจำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์คดีต้องสิ้นสุด ส่วนจะนับอายุความอย่างไรยังตอบชัดเจนไม่ได้ ต้องขึ้นอยู่กับการตีความของศาลว่า การนับอายุความเป็นคุณหรือโทษ ถ้าเป็นโทษใช้ย้อนหลังไม่ได้ แต่หากศาลมองว่าสามารถใช้วิธีพิจารณาตามกฎหมายใหม่กับกรณีนี้ได้จะไม่นับอายุความ

“บิ๊กตู่” ผิดคาดนึกว่า “ปู” คนกล้าหาญ

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า ได้รับรายงานแล้ว เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ขอเลื่อนรับฟังคำพิพากษา อ้างว่าป่วย แต่ศาลไม่อนุญาต และการที่ศาลออกหมายจับ ไม่เกี่ยวอะไรกับตน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เกี่ยวเพราะเป็นผู้บริหารประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมสั่งกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ เขาทำตามกฎหมายหรือเปล่าล่ะ ผมทำได้แต่เพียงกำชับฝ่ายความมั่นคงให้ดู แล้วป่วยจริงหรือเปล่า อยู่ที่ไหน พร้อมกำชับเส้นทางเข้าออกทั้งช่องทางปกติและไม่ปกติ ซึ่งต้องดูตรงนั้น เมื่อเช้ายังนึกดีใจอยู่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นคนกล้าหาญ มารับการพิจารณา แต่ต่อมาได้รับการแจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มา เพราะป่วยมีปัญหาน้ำในหู” ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับแจ้งว่ายังอยู่ในประเทศหรือไม่ นายกฯตอบว่า ยังไม่มีรายงานเข้ามา แต่ให้ดูอยู่แล้ว ยังไม่พบอะไร ยังหาตัวอยู่

ถามหนีทำไม ก.ม.ใหม่ให้อุทธรณ์

นายกฯกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมาย ถ้าไม่อยู่แล้วกฎหมายว่าอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์มีหมายอะไรหรือไม่ ทั้งหมายเรียก หมายจับ อีก 1 เดือนก็พิจารณาใหม่ ถ้าไม่มาก็เป็นเรื่องใหญ่โต ในเมื่อมั่นใจ ตนก็ให้เกียรติ เข้าไปอยู่ในระบบสิ ตอนแรกก็ว่าดีที่บอกจะมาฟังคำพิพากษา ตนก็สบายใจ ซึ่งศาลเขาก็ดูแลในส่วนของการพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรม แต่ไม่มาเพราะว่าป่วย ป่วยแล้วแต่ยังหาตัวไม่เจออยู่เลย การจะมาหรือไม่มาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนกังวลไม่ใช่ตน เขาต้องกังวลเพราะเขาเป็นคนโดนคดี เมื่อบอกว่าไม่ผิดก็ต้องมาสู้คดี และกฎหมายก็ช่วยอยู่แล้วว่าต้องทำอย่างไร กฎหมายใหม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยู่หมายความว่าอย่างไร จะบอกไม่เป็นธรรมอีกเหรอ เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่า สื่อฯก็รู้ พูดไปหลายครั้งแล้ว และศาลเองก็พูด ตนไม่เคยคิดมาก่อนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะหนี เพราะแสดงมาตลอดว่าจะมาต่อสู้คดี รวมถึงบรรดาพรรคเพื่อไทยก็บอกว่าจะสู้คดี ส่วนจะเป็นเจตนาต้องการหลบหนีหรือไม่ ขอให้ไปตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์เอง

“บิ๊กป้อม” ชี้หนี ตปท.ต้องมี จนท.ช่วย

ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีศาลออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ได้ทราบข้อมูลแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มา เพราะอ้างว่าน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ยังไม่ได้มีการยืนยันว่าหลบหนี อาจจะไปอยู่ที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ ต้องติดตามตัวต่อไปแต่เขาอาจจะป่วยจริงก็ได้ เพราะเรายังไม่รู้เรื่องข่าวหลบหนี ไม่รู้มาจากไหน ใครเป็นคนบอกมา เรายังไม่รู้แน่ชัดเลย เมื่อถามว่า เป็นความบกพร่องของหน่วยงานความมั่นคงที่เฝ้าติดตาม แต่ปล่อยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์หายตัวไปหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีหลายบ้านก็ติดตามลำบาก อีกทั้งยังมีรถหลายคัน ยังไม่ได้เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าหลบหนีหรือไม่ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าหลบหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น ก็ยังไม่ได้ชัดเจน เขาเป็นถึงอดีตนายกฯ ตนคิดว่าเจ้าหน้าที่อาจจะมีส่วนช่วยเหลือ แต่ก็ยังไม่แน่ใจ เมื่อถามว่า ได้สั่งการกองกำลังตามแนวชายแดนในการป้องกันการหลบหนีไปต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า กองกำลังตามแนวชายแดนดูอยู่แล้ว คิดว่าคงไม่ได้ไป อาจจะไปอยู่บ้านใครก็ได้ เมื่อถามย้ำว่า ยังไม่หนีออกไปต่างประเทศใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้

กองเชียร์สุดช็อก “ปู” หายตัวสู้ไม่สุด

ด้านบรรยากาศมวลชนที่สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ช่วงบ่ายผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า หลังจากบรรดากองเชียร์ที่มารอให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รู้ว่าเจ้าตัวไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาในวันนี้ต่างรู้สึกแปลกใจ เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ย้ำมาตลอดว่าตัวเองบริสุทธิ์ ไม่ได้กระทำความผิด แต่ถึงอย่างไรก็จะยังคงให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อไป กระทั่งเวลา 15.00 น. มวลชนที่ปักหลักรอต่างเริ่มทยอยกลับ

โดยนางสงบ แสวงศักดิ์ ที่เดินทางมาจากเขตหนองจอก กล่าวว่า เสียใจไม่คิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาในวันนี้ เพราะไม่มีเหตุผล สู้กันมาถึงขนาดนี้ก็คิดว่าวันนี้จะมารับฟังคำพิพากษา แต่ถึงอย่างไรก็อยากให้กำลังใจให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อไป

บ้านเกิดเชียงใหม่วังเวงไม่คึกคัก

ส่วนบรรยากาศที่ตลาดสดสันกำแพง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่เช้าพ่อค้า แม่ค้าต่างขายของกันตามปกติ ไม่สนใจเปิดดูทีวีหรือความเคลื่อนไหวใดๆ ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ไม่มาศาลและถูกออกหมายจับ ส่วนในตัวเมือง จ.เชียงใหม่ มีชาวบ้านให้ความสนใจติดตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อ แต่เมื่อทราบว่าไม่มีถ่ายทอดสดการพิจารณาคดีต่างบ่นเสียดายกัน เช่นเดียวกับโรงแรมแกรนด์วโรรส ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สถานที่ตั้งขององค์กรสาธารณประโยชน์รักเชียงใหม่ 51 บรรยากาศเงียบเหงามีตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ 4 นาย เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ผิดหวังไม่ยอมสู้ให้รู้ดำรู้แดง

ขณะที่ จ.ขอนแก่น ประชาชนส่วนใหญ่ติดตามความเคลื่อนไหวการนัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ทั้งตามหน่วยงานราชการ ตลาด ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือแม้กระทั่งภายในห้างสรรพสินค้า ประชาชนให้ความสนใจติดตามสถานการณ์และความเคลื่อนไหวผ่านหน้าจอโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง กระทั่งศาลฎีกาได้ออกเอกสารแถลงถึงการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางมารับฟังผลการพิจารณาคดี ยิ่งสร้างความสนใจให้กับผู้ที่มาติดตามข่าวความเคลื่อนไหวที่เพิ่มมากขึ้น หลายคนบอกว่าเสียดายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มารับฟังผลการพิจารณาคดี เพราะหวังที่จะเห็นการต่อสู้ตามกระบวนการของศาลยุติธรรมจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

อีกด้าน ที่ จ.อุดรธานี สมาชิกชมรมคนรักอุดรคนหนึ่งบอกว่า อยากให้อดีตนายกรัฐมนตรีมาฟังคำพิพากษาเพื่อจะได้รู้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร จะได้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย ไม่ต้องมาคอยลุ้นกันอีกว่าวันหน้าผลจะเป็นอย่างไร

คนเพื่อไทยงงเป็นไก่ตาแตก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางมาศาล แกนนำพรรคได้ไปรับประทานอาหารร่วมกันเพื่อพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าว ขณะที่กลุ่มอดีต ส.ส.ของพรรคต่างกระจายตัวไปรวมกลุ่มหารือกัน เช่น กลุ่มอดีต ส.ส.อีสาน ทุกคนต่างทำอะไรไม่ถูก งงเป็นไก่ตาแตก เช่นเดียวกับกลุ่มอดีต ส.ส.กทม.ที่ไม่รู้มาก่อนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่เดินทางมาศาล จึงจับกลุ่มหารือกันถึงประเด็นนี้ และคาดการณ์ว่าหนึ่งถึงสองวันนี้ทางพรรคคงมีท่าทีที่ชัดเจนออกมา

เฉ่งกุนซือ “ปู” แนะนำทำไม่เข้าท่า

ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางมารับฟังคำพิพากษาตนและกลุ่ม ส.ส.ภาคเหนือได้มีการหารือกันและไม่เข้าใจเหตุใดจึงตัดสินใจเช่นนี้ อยากรู้ว่าใครเป็นผู้แนะนำพร้อมกันนี้ ยอมรับว่าการกระทำเช่นนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของพรรคอย่างแน่นอน

สะพัด “ยิ่งลักษณ์” ไปสิงคโปร์แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกระแสข่าวกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันไปหลายทิศทางถึงเหตุผลที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา บ้างระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องการรอดูทิศทางการตัดสินคดีของนายบุญทรงและพวก ในคดีระบายข้าวจีทูจี บ้างระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่อยากเสี่ยงต้องเข้าคุก เนื่องจากกฎหมายลูกเกี่ยวกับการอุทธรณ์คดีของนักการเมือง รวมทั้งเงื่อนไขการประกันตัวยังไม่ออกมา ขณะเดียวกัน ยังไม่แน่ใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ในประเทศหรือไม่ แต่กระแสแรงและเชื่อว่าเป็นไปได้มากที่สุดคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ พร้อมนายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปก์ บุตรชาย ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา เตรียมเดินทางต่อไปยังนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกเฝ้าประกบโดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงตลอดเวลา การที่สามารถออกนอกประเทศได้นั้น คาดว่ามีการเปิดทางให้จึงออกนอกประเทศได้

สับสนอลเวงข่าวลือเต็มไปหมด

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนีออกนอกประเทศโดยไปอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์แล้วว่า ขณะนี้ข่าวสารค่อนข้างสับสนไปหมด ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร แกนนำพรรคคนอื่นๆ ก็ยังไม่มีใครทราบเรื่องนี้ และยังไม่มีใครสามารถติดต่อท่านได้ อย่างไรก็ตาม ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลฎีกาฯ โดยยื่นใบลาอ้างว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น ทราบว่าท่านป่วยด้วยโรคดังกล่าวจริง และเป็นโรคประจำตัวของท่าน

ขณะที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีไปต่างประเทศว่า จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลยเป็นเพียงข่าวลือ เชื่อว่าไม่ได้ไปไหนเดี๋ยวคงออกมาชี้แจงเหตุผลต่างๆและยังเชื่อว่าจะเดินทางมารับฟังคำพิพากษาตามกำหนดเวลาวันที่ 27 ก.ย.

โหร คมช.ชี้จบสิ้นแล้ว “ทักษิณ–ปู”

ที่วิหารหลวงปู่ หมู่บ้านสุขิโต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ อดีตโหร คมช. กล่าวว่า เคยทำนายไว้เมื่อสองปีที่แล้วว่า ผู้ที่ทำผิดต้องได้รับความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มาศาลคงไม่อยู่แล้ว คงเดินทางไปแล้ว และการไปในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลอะไร การเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่น่าจะมี ตรงนี้จะเห็นชัดเจนความยุติธรรมของศาล กฎหมายบ้านเมืองมีผู้ทำผิดต้องรับผิด ส่วนเหตุการณ์ต่างๆจะบานปลายหรือไม่ ยืนยันเลยว่าไม่มี สำหรับดวงเมืองของประเทศไทยคงไม่มีอะไร หลังจากที่ คสช.เข้ามาทำหน้าที่พยายามทำทุกอย่างให้บ้านเมือง เวลานี้ในเรื่องการตัดสินคดีความต่างๆ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้วไม่มีการกลั่นแกล้งแน่นอน ตนดูแล้วทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ทุกอย่างมันผ่านพ้นไปหมดแล้ว เวลานี้เป็นหน้าที่ที่คนไทยทุกคนควรจะหันหน้ามาคุยกันและปรองดองกัน นายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์หมดหน้าที่ในบ้านเมืองแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะได้กลับมาอีกแล้ว อย่างที่ตนทำนายไว้ว่าทั้งสองคนจะต้องไปใช้ชีวิตต่างแดน ตรงนี้ทุกอย่างได้ปรากฏขึ้น โอกาสที่จะกลับมาอีกไม่ใช่ช่วงระยะเวลา 5-10 ปีนี้แน่นอน

“นิพิฏฐ์” เชื่อ คสช.งานเข้าถ้าปล่อยหนี

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สันนิษฐานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์คงจะหลบหนีไปอยู่ที่ต่างประเทศแล้ว ถ้าหากยังอยู่ในประเทศเจ้าหน้าที่รัฐต้องจับกุมตัวโดยเร็ว แต่ถ้าหากอยู่ต่างประเทศแล้ว คสช.รวมไปถึงเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาตอบสังคมให้ได้ว่าหนีออกไปได้อย่างไร หนีไปทางไหน ใช้ยานพาหนะอะไรหลบหนี เพราะว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อความเชื่อมั่นและประสิทธิภาพในตัว คสช.ด้วย คสช.ต้องเป็นจำเลยด้วยเพราะปล่อยให้เขาหลบหนีไปได้อย่างไร เพราะเข้าใจว่าวันสองวันที่ผ่านมาเขายังอยู่ในประเทศอยู่ ดังนั้น ไม่เกิน 24 ชั่วโมงนี้ควรจะจับกุมตัวให้ได้ หากจับกุมตัวไม่ได้ คสช.ก็คงจะมีปัญหา” นายนิพิฏฐ์กล่าว เมื่อถามว่า กรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มาฟังคำพิพากษา เพราะอาจจะคาดหวังกับการอ่านคำพิพากษาลับหลัง 30 วันหลังจากนี้แค่ครั้งเดียว นายนิพิฏฐ์ตอบว่า เป็นไปได้ เขาอาจจะกังวลว่ามาแล้วจะไม่ได้ประกันตัวเลยหนีไปตั้งหลักก่อน หรือไม่ก็เตรียมตัวที่จะหนีแล้วไปคาดหวังกับการอ่านคำพิพากษาลับหลังแทน

ฟันธงทีมงานประเมินเสี่ยงคุก

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แสดงว่าทีมงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ประเมินว่ามีความเสี่ยงที่จะติดคุกจึงตัดสินใจไม่มาศาล โดยอ้างว่าป่วยจากอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่พฤติกรรมถือเป็นการเดินตามพี่ชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่สำคัญกรณีนี้จะถือเป็นบรรทัด ฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการทุจริตเชิงนโยบายไม่ใช่เรื่องหมูๆ หรือทำกันง่ายๆ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป และถือเป็นครั้งแรกที่องค์กรอิสระทั้ง ป.ป.ช. สตง. แม้แต่กระทรวงการคลังที่อยู่ใต้กำกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์เองยังออกคำเตือนต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในฐานะนายกฯ

เชื่อรอฟังทิศทางคดีของ “บุญทรง”

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ก่อนหน้านี้คนของพรรคเพื่อไทยออกมายืนยันตลอดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะมาฟังผลคำพิพากษา ตนคิดว่าเขาคงไม่มั่นใจผลการต่อสู้ในคดีที่ผ่านมา การต่อสู้ในคดีนี้ไม่ใช่คดีการเมืองหรือถูกกลั่นแกล้ง ที่ฝ่ายเพื่อไทยพยายามไปเปรียบเทียบกับอองซาน ซูจี การต่อสู้ครั้งนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการทุจริต ถ้าผลออกมาผิด จะไม่ง่ายที่จะบิดเบือนประเด็นว่านี่คือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะประชาชนเข้าใจการทุจริตของโครงการรับจำนำข้าวกันมากขึ้น สิ่งที่น่าเห็นใจคือประชาชนที่ถูกพามาที่ศาล คล้ายๆกับถูกพามาให้เสียเวลา จึงไม่แปลกใจที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์โพสต์เฟซบุ๊กให้รอฟังผลที่บ้าน คงรู้อยู่ในใจแล้วว่าจะมาหรือไม่และเขาคงอยากฟังคดีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ก่อนด้วยว่าจะเป็นอย่างไร จะได้ประเมินถูก การไม่มาศาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือว่าทุกอย่างจบแล้ว

“ศรีวราห์” เผยอาจหนีช่องทางธรรมชาติ

เมื่อเวลา 15.45 น. ที่ศาลฎีกาฯ นักการเมือง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังศิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า ตำรวจสามารถดำเนินการได้ทันทีตั้งแต่ศาลออกหมายมา ส่วนการค้นบ้านพักเพื่อติดตามตัวต้องพิจารณาตาม ป.วิอาญา ขอหมายศาล เจ้าหน้าที่ขอหมายค้นไปแล้วแต่ยังไม่ทราบผล เมื่อถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ในไทยหรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ตอบว่า ตามที่ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) รายงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังอยู่ในราชอาณาจักร ไม่มีหลักฐานเดินทางออกไปต่างประเทศ แต่ก็มีความเป็นไปได้หากจะหลบหนีออกช่องทางธรรมชาติ ตนได้สั่งการให้ สตม.เฝ้าระวังตามด่านตรวจ และตั้งแต่มีหมายจับได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ชายแดนเฝ้าระวัง แต่ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูล รวมทั้งกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยออกสืบสวนติดตามจับกุม ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อำนวยความสะดวกให้หลบหนีนั้น ได้ตรวจสอบแล้วแต่ยังไม่พบข้อมูล นอกจากนี้ ศาลยังได้ออกหมายจับนางสาวธันยพร หรือบงกช จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 ตามหมายจับเลขที่ 30/2560 ลงวันที่ 25 ส.ค. 2560 ในความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานในการเสนอราคา สนับสนุนเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐโดยมิชอบ

คาดธุรกิจ–การลงทุนน่าจะดีขึ้น

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้การเผชิญหน้าทางการเมืองลดลง และบรรยากาศการเมืองของไทยน่าจะดีขึ้น ภาคเอกชนหวังว่าสถานการณ์การเมืองน่าจะเรียบร้อยโดยบรรยากาศทำธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบ และทุกอย่างยังเดินไปได้ตามปกติ ส่วนหอการค้าต่างประเทศในไทย มองว่าไม่น่าจะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุน นักธุรกิจต่างประเทศไม่ได้สนใจผลการตัดสินของศาลอยู่แล้ว สิ่งที่สนใจคือ การประกอบธุรกิจในไทยปลอดภัยดีหรือไม่ ธุรกิจสามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้นหรือไม่

ศาลออกนั่งบัลลังก์คดีจีทูจี

ทางด้านคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และองค์คณะรวม 9 คน นัดฟังคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว พร้อมพวกรวม 28 คน ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามมาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 4 123 และ 123/1 มีอัตราโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต อัยการสูงสุดโจทก์ขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด 35,274,611,007 บาท คำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ากระทำผิด

ทำสัญญาซื้อขายข้าวราคาต่ำ

ศาลพิเคราะห์ว่าข้อเท็จจริงคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2554-2555 นายบุญทรงและนายภูมิ มีนโยบายระบายข้าวให้เหมาะสมกับราคาตลาดโดยวิธีการจีทูจี จึงเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาและยังร่วมกับกลุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่กับกลุ่มพ่อค้าข้าวกลุ่มนิติบุคคล กำหนดหลักเกณฑ์ขายข้าวแบบเอ็กซ์-แวร์ เฮาส์ ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน โดยทำสัญญาขายข้าวให้แก่รัฐวิสาหกิจจากสาธารณรัฐ ประชาชนจีนโดยไม่ผ่านมติคณะรัฐมนตรี ด้วยการตกลงขายข้าวให้บริษัทกว่างตงและบริษัทห่ายหนาน ในลักษณะการซื้อขายข้าวแบบจีทูจีในช่วงที่พวกจำเลยกำหนดนโยบาย และกำหนดราคาที่ต่ำอย่างพอเหมาะพอดี รวม 4 สัญญา โดยมีการซื้อขายข้าวในราคาต่ำกว่าท้องตลาดอย่างมาก การทำสัญญาทำให้เกิดผลผูกพันต่อรัฐและคู่สัญญาที่จะต้องปฏิบัติ ไม่ต้องประมูลแข่งขันราคาบางครั้งอาจซื้อขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ซื้อ–ขายผิดหลักเกณฑ์ทำเสียหาย

ศาลฯเห็นว่า นายภูมิได้ให้ความเห็นชอบผลการเจรจาซื้อขายข้าว 2 ฉบับ ฉบับแรกตกลงซื้อขายข้าวทุกชนิดในสต๊อกของรัฐบาลไทย 2,195,000 ตัน ในราคาตันละ 10,000 บาท ต่ำกว่าราคาท้องตลาดคือ 16,000 บาทต่อตัน ทำให้รัฐเสียหายถึง 9,717 ล้านบาท สัญญาฉบับที่ 2 ตกลงขายข้าว 5% ข้าวเหนียว 100% ข้าวหอมมะลิ 2 ล้านตัน ทำให้ประเทศเสียหาย 1,294 ล้านบาทเศษ ต่อมานายบุญทรงได้รับการ แต่งตั้งเป็นประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวแทนนายภูมิ และได้ให้ความเห็นชอบสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับบริษัทกวางตุ้ง 1 ฉบับ กลับยังทำสัญญาซื้อขายข้าว 5 เปอร์เซ็นต์และข้าวเอวัน 1 ล้านตัน และขอแก้ไขสัญญาหลายครั้งเพิ่มปริมาณจาก 1.3 ล้านตัน เป็น 2.3 ล้านตัน ทำให้ประเทศเสียหาย 569,748,116 บาท นอกจากนี้ยังทำสัญญาเห็นชอบขายข้าวให้บริษัทห่ายหนาน 65,000 ตัน ทำให้รัฐเสียหาย 162,665,563 บาท รวมสัญญาทั้งสิ้น 4 ฉบับ โดยกำหนดราคาไม่เหมาะสม

พบสัญญา 4 ฉบับพิรุธเพียบ

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า สัญญาทั้ง 4 ฉบับมีข้อพิรุธหลายประการคือ ชำระเงินด้วยแคชเชียร์เช็ค และรัฐวิสาหกิจผู้ซื้อสามารถนำเข้าไปขายต่อประเทศที่ 3 ได้ และพวกจำเลยยังร่วมกันแก้ไขสัญญาเพิ่มชนิดและปริมาณของข้าว โดยไม่เจรจาต่อรองเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ศาลเห็นว่านายบุญทรงแก้ไขสัญญาถี่มากผิดปกติ โดยไม่ผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ทำให้บริษัทต่างประเทศได้รับประโยชน์ จำเลยยังปกปิดเรื่องราวการขายข้าวขัดกับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ และเมื่อสื่อเปิดโปง ก็ตอบคำถามสื่อมวลชนไม่ชัดเจน แม้ในที่สุด บริษัททั้งสองไม่มารับข้าว ก็จะเอาข้าวไปขายที่อื่นเป็นการเวียนขาย การกระทำจึงเป็นความผิดตาม ป. อาญามาตรา 151 และยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.มาตรา 123/1 กับ พ.ร.บ.การเสนอราคามาตรา 4 วรรค 1 มาตรา 10 มาตรา 12 อีกด้วย ข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น และยังเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 อีกด้วย แต่เมื่อปรับบทเป็นมาตรา 151 แล้วจึงไม่จำต้องลงมาตรา 157 อีก ส่วนจำเลยอื่นมีลักษณะเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด บางรายเป็นพนักงานเดินเอกสารแต่มีเงินหมุนเวียนกว่า 900 ล้านบาท และสั่งจ่ายเช็ควันละ 20 ฉบับตามที่จำเลยที่ 14 สั่งการ แสดงว่ามีความรู้ เห็นเป็นใจได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มจำเลย เช่น จำเลยที่ 14 กับ 18 ส่วนจำเลยที่ 21 เป็นบุตรของเสี่ยเปี๋ยง มีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยรู้ว่ามีการซื้อขายข้าวโดยไม่ชอบ จึงมีความผิดแต่เนื่องจากไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน จึงเป็นเพียงผู้สนับสนุน

“บุญทรง–ภูมิ–เสี่ยเปี๋ยง” ติดคุกอ่วม

ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1-21 ยกเว้นจำเลยที่ 3 และ 16 ซึ่งหลบหนีมีความผิดตามฟ้องให้จำคุก นายภูมิจำเลยที่ 1 ความผิด 2 กระทงเป็นเวลา 36 ปี นายบุญทรงจำเลยที่ 2 รวม 4 กระทงเป็นเวลา 42 ปี นายมนัส สร้อยพลอย จำเลยที่ 4 อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็นเวลา 40 ปี นายทิฆัมพร นาทวรทัศน์ จำเลยที่ 5 ติดคุก 32 ปี นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศจำเลยที่ 6 ติดคุก 24 ปี นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 เป็นเวลา 48 ปี นายนิมล รักดี จำเลยที่ 15 เป็นเวลา 32 ปี ส่วนจำเลยอื่นจำคุกระหว่าง 4 ปีถึง 16 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องคือกรมการค้าต่างประเทศ 16,912,128,278.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันส่งมอบข้าวคือวันที่ 18 ต.ค. 2554 จำเลยอื่นที่หนีให้ออกหมายจับปรับนายประกัน ในอัตราสูงและนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 27 ก.ย. 2560 เวลา 09.00 น. ส่วนจำเลยที่พิพากษายกฟ้องได้แก่จำเลยที่ 19, 22 ถึง 28

ไม่ให้ประกันตัว–เตรียมยื่นอุทธรณ์

หลังฟังคำพิพากษาตำรวจได้คุมตัวนายบุญทรง ซึ่งถึงกับนั่งนิ่งไม่ยิ้ม ไม่เศร้าใดๆทั้งสิ้น กับพวกส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที ด้านนายนรินทร์ สมนึก ทนายความของนายบุญทรงเผยว่า ขณะนี้ศาลยกคำร้องการขอปล่อยตัวชั่วคราว หรือประกันตัวนายบุญทรง และจำเลยทั้งหมดรวม 25 คน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่กระชั้นชิด หลังจากนี้ทีมทนายเตรียมที่จะยื่นอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายใน 30 วันโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใหม่เห็นว่าเบื้องต้นยังไม่ได้มีบางประเด็นมาพิจารณา แต่ไม่ขอเปิดเผยว่ามีประเด็นใดบ้าง ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ได้รับฟังคำพิพากษาแล้วก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับนายบุญทรงเล็กน้อย โดยนายบุญทรงก็บอกแต่เพียงว่าให้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป ซึ่งขณะนี้นายบุญทรงยังไม่ทราบว่าศาลยกคำร้องการปล่อยตัวชั่วคราว และในวันนี้ยังคงไม่สามารถเดินทางไปหานายบุญทรงที่เรือนจำได้ เนื่องจากหมดเวลาเยี่ยม

เผย 2 แนวทางการยื่นอุทธรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลฎีกา ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 มาตรา 195 วรรค 4 แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง จึงมีข้อสงสัยว่าจะยื่นอุทธรณ์ด้วยวิธีใดได้บ้าง โดยเรื่องนี้มีการพูดคุยกันในศาลฎีกา มีแนวคิดออกเป็น 2 ทางคือ 1.เมื่อฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำพิพากษาจะต้องนำคำร้องเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของผู้พิพากษาศาลฎีกา 166 คน ว่าจะรับอุทธรณ์นี้ไว้หรือไม่ ทางที่ 2.อาจจะไม่รับอุทธรณ์ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ว่าให้ตั้งผู้ไต่สวนอิสระ แต่ปรากฏว่าไม่มีกฎหมายหมายรองรับผู้ไต่สวนอิสระศาลฎีกาจึงไม่รับ ซึ่งการยื่นอุทธรณ์และประกันตัวเป็นสิทธิและเสรีภาพของจำเลยจะยื่น อาจจะยกขึ้นมาพิจารณาก็ได้

“บุญทรง” เครียดนั่งรถเข้าเรือนจำ

จากนั้นเวลา 16.00 น. รถเรือนจำกรมราชทัณฑ์ นำตัวนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวกมาถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่เรือนจำนำตัวนายบุญทรง พิมพ์ลายนิ้วมือ ตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพ โรค ประจำตัว ตามขั้นตอนการรับตัวผู้ต้องขังใหม่ และจะนำไปขังไว้ในแดนแรกรับราว 2 อาทิตย์ โดยมีผู้คุมคอยดูแลตลอด 24 ชม.ก่อนที่จะพิจารณาย้ายไปไว้แดนอื่นที่เหมาะสม สำหรับนายบุญทรง มีอาการเครียดบ้างตั้งแต่อยู่ที่ศาล โดยเรือนจำมีทีมแพทย์ นักจิตวิทยา คอยให้คำปรึกษาเพื่อให้ผู้ต้องขังคลายกังวลได้

ราชทัณฑ์แจงเยี่ยมได้วันจันทร์

นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า หากผู้ต้องหาทั้งหมดมาถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จะเข้าสู่ขั้นตอนการทำประวัติผู้ต้องขังใหม่ ตรวจสุขภาพ พร้อมแนะนำการปฏิบัติตัวตามระเบียบเรือนจำ เมื่อผู้ต้องขังสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพในเรือนจำได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะคัดแยกไปอยู่ในแดนอื่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯจะรับผู้ต้องขังโทษไม่เกิน 10-15 ปี หลังปรับตัวได้แล้วจะแยกผู้ต้องขังที่โทษเกิน 15 ปี ไปอยู่เรือนจำอื่น โดยผู้ต้องขังชายไปอยู่ที่เรือนจำคลองเปรม ส่วนผู้ต้องขังหญิงจะส่งไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วนญาติของผู้ต้องหาไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ทันในวันนี้ ประกอบกับพรุ่งนี้เป็นวันหยุดราชการ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ โดยจะเยี่ยมผู้ต้องขังได้ในวันจันทร์ที่ 28 ส.ค.นี้

อัยการจ่อยื่นอุทธรณ์อีก

ขณะที่นายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุดหัวหน้าชุดคณะทำงานคดีโครงการรับจำนำข้าวและระบายข้าวรัฐต่อรัฐ กล่าวภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ในเบื้องต้นที่จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวมานั้น ทีมอัยการจะยังไม่มีการคัดค้านการประกันตัว จะปล่อยเป็นดุลพินิจของศาลว่าจะพิจารณาให้ประกันตัวหรือไม่ ส่วนเรื่องการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ศาลได้ยกฟ้องและในส่วนค่าเสียหายที่ศาลให้ลดจากคำขอเดิม คาดว่าทางอัยการน่าจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อ แต่ต้องขอไปศึกษารายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อหาแนวทางในการอุทธรณ์ และประชุมปรึกษาหารือกับทีมอัยการอีกครั้ง

สื่อนอกคาด “ปู” พบ “ทักษิณ” ดูไบ

ด้านความเคลื่อนไหว สำนักข่าวต่างประเทศ ตลอดวันต่างพากันรายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยอย่างคึกคัก โดยสำนักข่าวบีบีซี อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดพรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายฯ ระบุ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้หลบหนีเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ก่อนหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำตัดสินโครงการรับจำนำข้าว สำนักข่าวบีบีซีระบุอีกว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ปฏิเสธความผิดทุกข้อกล่าวหา ซึ่งทำให้ประเทศชาติต้องสูญเสียเงินมหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากโครงการรับจำนำข้าว โดยคดีนี้หากเธอถูกตัดสินมีความผิดจริงอาจต้องถูกจำคุกมากกว่า 10 ปี ทั้งต้องถูกตัดสิทธิลงเล่นการเมืองตลอดชีวิต พร้อมกันนี้ ยังวิเคราะห์เส้นทางการหลบหนีออกนอกประเทศของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยเชื่อว่าอาจเลือกใช้เส้นทางการบินด้วยเครื่องบินส่วนตัวออกจากสนามบินแห่งใดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ หรืออาจเลือกใช้การเดินทางด้วยรถยนต์ข้ามพรมแดนไปยังกัมพูชา หรือ สปป.ลาว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์น่าจะเดินทางไปพบพี่ชายคือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่นครรัฐดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่หลบหนีคดีความผิดจากคำคัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อปี 2551

การเมืองทำประเทศหยุดชะงัก

ส่วนสำนักข่าวเอพีรายงานระบุรัฐบาลทหารอยู่ระหว่างเร่งติดตามหาตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างเข้มข้น หลังจากไม่มาปรากฏตัวในชั้นศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษา ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานย้อนรอยห้วงเวลานานนับ 10 ปีที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย ซึ่งทำให้พัฒนาการด้านต่างๆของประเทศต้องล่าช้าหยุดชะงักท่ามกลางความแตกแยก