วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนจนฝันหวานมีบ้านนอนอุ่น “สมคิด” สั่งผุดที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย

“สมคิด” ลั่น!คนจนต้องมีบ้านสานฝันให้ “บิ๊กตู่” สั่งธอส.ร่วมมือการเคหะแห่งชาติทำรายละเอียดโครงการเสนอรัฐบาลภายใน 6 เดือน เปิดทางให้เอกชนทั้งไทยและต่างประเทศร่วมลงทุนทำโครงการในรูปแบบพีพีพี ด้านกระทรวงการคลังคัดกรองคนรวยแฝงตัวจากที่ลงทะเบียน 14.1 ล้านคน เหลือ 11 ล้านคน ผงะ!เจอปริญญาเอก 698 คน ขอรับสวัสดิการจากรัฐ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และการเคหะแห่งชาติ (กคช.) จัดทำโครงการช่วยเหลือให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยมาเสนอให้รัฐบาลพิจารณาภายใน 6 เดือน โดยใช้ฐานข้อมูลของผู้มีรายได้น้อยไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีจำนวน 11 ล้านคน ที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งรูปแบบโครงการจะเปิดกว้างให้สามารถทำได้ทั้งการปล่อยสินเชื่อบ้านหรือสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยเช่า

สำหรับรายละเอียดของโครงการที่จะนำมาเสนอต้องประกอบด้วยจำนวนที่อยู่อาศัยที่จะจัดสร้าง จำนวนผู้ที่จะมาขอสินเชื่อโครงการจำนวนผู้ที่เข้ามาเช่าโครงการ สถานที่ที่จะก่อสร้าง โดยหากเป็นที่ดินของภาครัฐ เช่น ที่ราชพัสดุได้หารือกับ รมว.คลังไว้ก่อนหน้านี้แล้วสามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากเป็นที่ดินของภาคเอกชน อาจจะเจรจากับเอกชนในรูปแบบให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการของรัฐ (พีพีพี) ซึ่งจะเปิดกว้างทั้งเอกชนภายในประเทศและต่างประเทศให้เข้ามาร่วมลงทุนเพื่อให้เกิดการแข่งขันกันในเรื่องคุณภาพและราคา ส่วนราคาของบ้านและที่อยู่อาศัยจะเป็นราคาเท่าไหร่ก็ขึ้นกับการคำนวณความสามารถในการจ่ายของผู้ที่จะเข้ามาซื้อหรือเข้ามาเช่าในโครงการ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามส่งเสริมให้ประชาชนมีบ้านเป็นของตนเอง ซึ่งเป็นความฝันของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้คนไทยมีบ้าน โดยได้ให้นโยบายมาอย่างต่อเนื่องให้ไปดูแลให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของตนเองได้แม้จะมีรายได้น้อย แต่ภาครัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม

นายสมคิดยังกล่าวด้วยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ กำลังมีความต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุควรจะต้องสร้างเพิ่มขึ้นและขยายไปยังจังหวัดต่างๆให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยการก่อสร้างต้องคำนึงถึงเรื่องของการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีสถานที่ให้ผู้สูงอายุได้พบปะพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเป็นการสนับสนุนสุขภาพจิตที่ดีของผู้สูงอายุ

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายน้อยในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ซึ่งมาตรการส่วน ใหญ่จะเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการพื้นฐาน เช่น ค่าโดยสารรถเมล์ รถไฟ ค่ารถ บขส. ค่ารถไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า และการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้า เป็นต้น โดยคาดว่าจากเริ่มแจกจ่ายบัตรสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.นี้เป็นต้นไป เพื่อให้เริ่มทันการบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ต.ค.2560

อย่างไรก็ตาม จากจำนวนผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนในรอบแรกประมาณ 14.1 ล้านคนนั้น ภายหลังจากที่ได้มีการตรวจสอบความถูกต้องพบว่า มีผู้มีรายได้น้อยที่เข้าหลักเกณฑ์เงื่อนไขถูกต้องที่จะได้รับสิทธิอยู่ประมาณ 11 ล้านคน และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีกชั้นเพื่อให้ได้ผู้ที่มีรายได้น้อยที่จะผ่านหลักเกณฑ์ ตามคุณสมบัติที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้อย่างแท้จริง โดยจะพยายามทำให้เสร็จภายในต้นเดือน ก.ย.นี้

สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่มาจากกองทุนประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานรากจำนวน 40,000 ล้านบาทนั้น เบื้องต้นคาดว่าจะไม่เพียงพอ ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลจะเปิดให้ภาคเอกชนสามารถบริจาคเงินช่วยเหลือเข้ากองทุนดังกล่าวได้ โดยรัฐบาลจะพิจารณาให้สิทธิพิเศษทางภาษีเพื่อเป็นการจูงใจ เช่น สามารถนำไปหักค่าใช้จ่ายในการชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 1.5 เท่า เป็นต้น

ด้านนายพิริยะ ผลวิรุฬห์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า ข้อมูลลงทะเบียนครั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้มีการศึกษาระดับปริญญาเอก ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยปี 2560 ถึง 698 คน ระดับปริญญาโท 5,810 คน และปริญญาตรี 359,000 คน ซึ่งในการให้สวัสดิการภาครัฐต้องกระตุ้นให้คนจนพัฒนาตนเองมากกว่าการรอรับเงิน โดยกระทรวงการคลังจะไปสำรวจข้อเท็จจริงว่า การลงทะเบียนของประชาชนที่มีการศึกษาสูงๆ เกิดจากอะไร.