วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักวิชาการมอง 'ปูหนีศาล' ได้ประโยชน์ หรือเสมอตัว เธอเลือกผลลัพธ์ไว้แล้ว (คลิป)

นักวิชาการ ชี้ 'ปู' เลือกผลลัพธ์ครั้งนี้ไว้แล้ว ว่าจะได้ประโยชน์ทางการเมือง หรือจะเสมอตัว ในการหนีศาลครั้งนี้ ส่วนการขออุทธรณ์ของ 'บุญทรง' ทีมทนายอาจจะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อหาข้อโต้แย้งคำพิพากษา

รศ.ดร.มานิตย์ จุมปา นักวิชาการจาก คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยผ่านรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ ว่า ในคดีของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หากดูตามเนื้อตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เผยแพร่ออกมานั้น จะพบว่าจำเลยนั้นเป็นรัฐมนตรี และยังเป็นเป็นประธานกรรมการในการเคาะขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และมีการพัวพันกับคนซื้อข้าว

ทั้งนี้ การซื้อขายข้าวแบบจีทูจีนั้น จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากรัฐบาล แต่การทำสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจี ครั้งนี้ รัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลกลางจีน โดยข้อเท็จจริงการตัดสินของศาลนั้นครั้งนี้ ไม่ได้กล่าวถึงความผิดในเชิงนโยบายของกับ นายบุญทรง แต่ตัดสินในแง่การปฏิบัติที่มีการทุจริตเกิดขึ้น  

สำหรับคดีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น อัยการสูงสุดได้ส่งฟ้องในข้อหาที่คล้ายกัน แต่มีเนื้อหาเพิ่มเติมคือ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยทุจริต เราจึงไม่อาจพยากรณ์แนวโน้มคำตัดสินของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ เพราะข้อหาในการฟ้องมีลักษณะแตกต่างกัน

รศ.ดร.มานิตย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการยื่นอุทธรณ์นั้น ทางทีมทนายของนายบุญทรง ก็สามารถทำได้ และเป็นไปตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่สามารถยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาได้ภายใน 30 วัน โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานใหม่ ซึ่งขั้นตอนนั้นทางองค์คณะที่พิจารณาอุทธรณ์ ก็ต้องดูก่อนว่า การตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฟังขึ้นหรือไม่

ทั้งนี้ ทางทีมทนายอาจจะต้องทำการบ้านหนัก เพื่อหาประเด็น และหลักการใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแย้งกับคำพิพากษาเดิม ซึ่งหากองค์คณะที่พิจารณาอุทธรณ์ เห็นว่าฟังขึ้น ก็จะมีการตั้งคณะขึ้นมาเพื่อพิจารณาใหม่ โดยอาจจะต้องหาผู้พิพากษาที่อาวุโสมากกว่านี้ อีก 9 ท่าน ซึ่งอาจจะดูเหมือนง่ายในการขออุทธรณ์ แต่ผลคดีจะชนะหรือไม่ก็อีกประเด็นหนึ่ง  

อย่างไรก็ตาม การตัดสินของศาลในคดีจำนำข้าวครั้งนี้ ไม่ได้บอกว่านโยบายจำนำข้าวดีหรือไม่ดี เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลที่จะมาพิจารณา แต่ศาลจะดูการปฏิบัติ ซึ่งการฟ้องจำเลยทั้งหมดนั้น รวมถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ นั้น หลากหลายองค์กรมองว่า ขบวนการรับจำนำข้าว มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้ตั้งข้อกล่าวหา ละเว้น และเพิกเฉยการปฏิบัติหน้าที่จนก่อให้เกิดการคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นความผิดอาญา 

"การหายตัวไปของยิ่งลักษณ์นั้น จะส่งผลต่อการขอประกันตัวในการขออุทธรณ์ หากวันที่ 27 ก.ย.นี้ ยิ่งลักษณ์ กลับมา การขอประกันตัวจะยากขึ้น ศาลจะพิจารณาว่า จำเลยจะหลบหนีหรือไม่นั้นเอง แต่อย่างไรก็ตามในช่วงระยะหลังมานี้ มีข้อค้นพบว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองส่วนใหญ่ จะหลบหนีออกนอกประเทศ ซึ่งก็อาจเป็นหนึ่งในข้อดุลพินิจของศาล ค้านการประกันตัว"

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ตนมองว่า การที่นางสาวยิ่งลักษณ์ไม่มาฟังคำพิพากษาเช่นนี้ จะแบ่งได้เป็น 2 ประเด็น คือ ไม่มีนัยทางการเมือง คนที่เป็นแฟนคลับ รักยิ่งลักษณ์ หรือคนเสื้อแดง ก็ยังคงให้ความเห็นใจเช่นเดิม หรืออาจจะมากขึ้น ส่วนฝ่ายตรงข้าม อาจจะมีช่องว่างห่างออกไปอีก แม้จะมีการเสียดสี ถากถาง ส่วนคนที่เป็นกลางก็จะมีการขีดเส้นแบ่งที่เข้มขึ้น

"คนที่ไม่ชอบก็ยังไม่ชอบอยู่ มีการชิงชังมากกว่าเดิมนิดหน่อย คนที่รักก็ไม่ได้รู้สึกอกหัก หรือรู้สึกทอดทิ้ง คนที่อยู่ตรงกลางก็เฉยๆ ซึ่งหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโรดแม็ปที่รัฐบาลวางไว้ ความรู้สึกเช่นนี้ก็ยังคงมีต่อไป"

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในสถานการณ์ที่ต่างกัน หากนางสาวยิ่งลักษณ์มาในวันนี้ อารมณ์คนจะเปลี่ยนทันที ไม่ว่าผลคดีจะออกมาเป็นอย่างไร ผิดหรือไม่ผิด คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ กลุ่มการเมืองพรรคเพื่อไทย และตัวยิ่งลักษณ์เอง 

ทั้งนี้ คนเสื้อแดงก็จะมองยิ่งลักษณ์ เป็นสตรีที่กล้าหาญ ส่วนที่คนมองกลางๆ ก็จะเห็นว่า ยิ่งลักษณ์ ทำผิดแล้วไม่ได้หนีไป ตรงนี้เองคะแนนจะบวกมาทันที ถ้าหากศาลตัดสินว่าไม่มีความผิด ก็จะมีประเด็นอื่นๆ ที่เป็นผลบวกต่อตัวยิ่งลักษณ์  

"ณ วันนี้หลายคนก็ยังคงงงอยู่ ที่ผ่านมา 2-3 ก่อนหน้าก็ยังเห็น นางสาวยิ่งลักษณ์ คิดว่าอย่างไรก็คงต้องมาศาล แต่ปรากฏว่าไม่มา ซึ่งมองว่า เกมนี้ยิ่งลักษณ์ได้เลือกไว้แล้ว ว่าอยากได้ผลแบบเสมอตัว คือไม่มา หรือ ได้ประโยชน์ คือมาฟังคำพิพากษา หากถามว่าในวันที่ 27 ก.ย.นี้ นางสาวยิ่งลักษณ์จะมาฟังคำพิพากษาหรือไม่ ผมมองว่าเขาคงไม่มา"

ดร.สติธร กล่าวอีกว่า หากดูตามรัฐธรรมูญ 2560 นโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองนั้น จะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น ซึ่งการหาเสียงด้วยนโยบายการบริหารนั้นต้องสามารถทำได้จริง ด่านแรกจะต้องถูกตรวจสอบจาก กกต. ด่านที่ 2 ถูกตรวจสอบโดยสภา ซึ่งนโยบายการบริหารประเทศจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และด่านสุดท้ายจะต้องถูกตรวจสอบโดย ส.ว. เรียกได้ว่าการคิดนโยบายหาเสียงนั้น จะต้องสมเหตุสมผลมากขึ้น