วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านของดี 4 ภาค" โอกาสรุ่ง-โอกาสร่วงในกำมือรัฐบาล

กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าไหม บ้านนาดี

ประเทศไทยยุคที่มี “บิ๊กตู่” หรือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควบคุมรัฐนาวาให้เดินหน้าวิ่งฉิว แต่ไม่ลืมที่จะผลักดันผลิตภัณฑ์ “โอทอป” ที่มีอยู่ อะไรดีต้องสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขายได้จริง-ได้เงินใช้จริง

หากกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ด้านนี้ ขอเริ่มที่ ภาคอีสาน ที่ขึ้นชื่อลือชาคงหนีไม่พ้น “ผ้าไหม” มีทั้งผลิตใช้เองและขายสร้างรายได้แห่งหนึ่ง ที่โดดเด่นมายาวนาน หนีไม่พ้น กลุ่มทอผ้าไหม บ้านนาดี อ.หนองแสง จ.อุดรธานี

ที่นี่ทำแบบครบวงจร โดยมี นางประดิษฐ์ มีพลงาม อายุ 53 ปี เป็นประธานกลุ่ม ร่วมทำงานกับสมาชิกตั้งแต่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหมพันธุ์ไทย จากนั้นนำไปสาวแล้วแกว่งเป็นเส้นใย แล้วมัดลายย้อมไหมจนถึงทอส่งไปจำหน่าย

นางประดิษฐ์ เล่าว่า ชีวิตพลิกผันเรียนจบชั้น ป.4 ต้องลาออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา และปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จากนั้นเริ่มฝึกทอผ้าด้วยมือด้วยลวดลายของบรรพบุรุษ โดยใช้สีย้อมธรรมชาติจากเปลือกไม้ ดอกไม้ เป็นหลัก

ผนวกกับเป็นคนชอบวาดรูป จึงเริ่มหัดออกแบบ มัดลายเอง เพียง 2 เดือน สาวไหมนำไปขายที่ศูนย์อุตสาหกรรมไหมไทย จ.ขอนแก่น ได้เงินถึง 15,000 บาท จึงเกิดแรงฮึดชี้ชวนชาวบ้านตั้งกลุ่มอาชีพเลี้ยงไหมขึ้น

ต่อมาเมื่อปี 2545 ทอผ้าไหมเป็นลวดลาย 12 นักษัตร ส่งประกวดที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ สกลนคร ได้เพียงรางวัลอันดับที่ 2 จากนั้นใช้เวลาพัฒนาฝีมืออีก 1 ปี ทอเป็นลายเจ้าแม่กวนอิม คราวนี้ประสบผลสำเร็จได้รางวัลชนะเลิศ เข้ารับพระราชทานรางวัลชนะเลิศสูงสุดในชีวิต จาก สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้สนใจซื้อไปในราคา 1 แสนบาท ต่อมาทอเป็นลายพญานาคขายได้ 8 หมื่นบาท ลายพระแม่ธรณีบีบมวยผม เป็นสายน้ำแห่งชีวิต ขาย 1 แสนบาท ลูกค้าที่ซื้อไปรู้สึกได้ถึงลวดลายบนผ้าไหม พลิ้วไหว ลึก นูน สวยงามมีมิติเหมือนภาพวาด เสียงชมเชยจึงดังกันมาปากต่อปากจนถึงปัจจุบัน

สมกับที่เป็นผลิตภัณฑ์โอทอประดับ 5 ดาว จ.อุดรธานี ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ นกยูงพระราชทาน เป็นเกียรติยศ จึงกำลังยื่นเรื่องขอจดทะเบียน เป็นผ้าไหม GI สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อุดรธานี อีกด้วย...!

ภาคเหนือ ก็ไม่เบา ช่วงนี้เทรนด์เมนูสะท้อนวัฒนธรรมกำลังมาแรง นายปัณณวัฒน์ นาคมูล ผู้ประสานงานเครือข่ายวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น จ.อุตรดิตถ์ จึงนำพา นายประสิทธิ์ ผึ้งสุข ผู้สื่อข่าว “ไทยรัฐ” ไปเยี่ยมชม ร้านข้าวแคบป้าแอ้ เลขที่ 798 ม.5 ต.ศรีพนม อ.ลับแล ที่นี่มีดีที่เป็นแหล่งอาหารโบราณดั้งเดิม

ภายในร้านเก่าที่มี น.ส.ลำไย ขุนอาสา หรือ ป้าแอ้ อายุ 70 ปี กับ นางบาง วงษ์ศิริ หรือ ยายบาง พี่สาวอายุ 73 ปี เป็น 2 แรงช่วยกันพัฒนารสชาติแปลกใหม่ จนนำมาซึ่งรูปแบบการเปิบที่เปลี่ยนมาเป็นของว่างและของฝาก

วัตถุดิบยังเปลี่ยนจากใช้ข้าวเจ้าหมัก นำมาโม่ทำเป็นแป้ง มาใช้แป้งสำเร็จ ใส่พริก น้ำปลา น้ำตาล และงา บางแห่งใส่อัญชัน ฟักทอง ใบเตย แล้วปรุงเป็นรสชาติต่างๆ เช่น รสต้มยำ เมื่อนำแป้งที่ได้ละเลงบนปากหม้อตั้งอยู่บนเตาฟืน เหมือนกับวิธีทำข้าวเกรียบปากหม้อ แต่จะได้แป้งที่มีขนาดใหญ่กว่า เมื่อได้ครบจึงนำไปตากบนหญ้าคา

ป้าแอ้ บอกว่า เนื่องจากทางร้านวันๆทำได้เพียง 500 แผ่น จึงต้องรับซื้อเพิ่มเติมจากชาวบ้านนำมาบรรจุถุง ถุงละ 8 แผ่น จำหน่ายราคา 10 บาท ถัวเฉลี่ยวันธรรมดาขายได้ใกล้ๆ 1,000 บาท เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มเป็น 1,200 บาท แต่ช่วงเทศกาล ยอดขายจะสูงถึง 5,000 บาท ดังนั้นจากอาชีพเสริมที่ทำมาจึงกลายเป็นอาชีพหลักไปโดยปริยาย

คราวนี้ ลงใต้ ไปที่ ศูนย์หัตถกรรมกะลามะพร้าว ชุมชนบ้านหน้าถ้ำ หมู่ 6 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา แม้ยุคนี้กระแสแผ่วลงไปจากเมื่อก่อน แต่ยังคงคุณค่าน่าสนใจไว้ได้ โดยมี นางบุญธรรม มโนเพ็ชร เป็นหัวหน้ากลุ่ม ทำงานร่วมกับสมาชิกอีกกว่า 82 คน

นางบุญธรรม เปิดเผยกับ นายสุวิทย์ แก้วห่อทอง ผู้สื่อข่าว “ไทยรัฐ” ว่า ยุคเฟื่องฟูของผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้เริ่มจากปี พ.ศ.2535 ช่วงนั้นไม่อยากให้ใครคิดว่า ปาดังเบซาร์ มีแต่สินค้าหนีภาษี

ด้วยใจรักงานศิลปหัตถกรรม จึงผุดแนวคิดนำกะลามะพร้าวมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน มีทั้งถ้วยกาแฟ กระบอกน้ำ กาน้ำร้อน ช้อน ตะหลิว ส่วนเครื่องประดับ มีทั้งสร้อยคอ รองเท้าประดับลูกปัดมะพร้าว เป็นต้น เมื่อศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคใต้พาไปร่วมงานที่ริเวอร์ซิตี้ กทม. ครั้งนั้นวันเดียวขายได้ถึง 1 แสนบาท

นั่นมาจากรูปแบบฝีมือที่โดดเด่นแปลกตา จนตามมาด้วยมีออเดอร์สั่งซื้อจากทั่วประเทศกับอีก 2 บริษัทส่งออกยุโรปรายใหญ่ ยอดขายพุ่งเดือนละ 1 ล้านบาท แล้วขยับขึ้น 2 ล้าน และ 5 ล้านบาท ตามลำดับภายในเวลาเพียง 2 ปี

จากความโดดเด่นที่เกิดขึ้นนี้ จึงได้รับมอบถ้วยรางวัลจากหน่วยงานต่างๆกว่า 50 ใบ แม้กระทั่งป้ายทางหลวงบอกชื่อหมู่บ้านหน้าถ้ำ ยังถูกนำไปตั้งบอกเส้นทางเริ่มตั้งแต่เข้าสู่ อ.หาดใหญ่ นำพาคนไทย ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฝรั่ง ไปดูงานไม่ขาด ถึงขนาดกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมสนับสนุนงบกว่า 3 ล้านบาท สร้างอาคารแสดงสินค้าพื้นบ้านเพื่อการท่องเที่ยวแบบถาวร

แต่แล้วจุดหักเหเกิดขึ้นเมื่อก่อนปี 2547 หลังจากรัฐบาลยุคนั้นเร่งส่งเสริมสินค้า 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ อย่างหนัก จนเกิดมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นมากมาย ผนวกกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุรุนแรง นักท่องเที่ยวจึงหนีหาย จนขณะนี้เหลือรายได้อยู่เพียงเดือนละ 3-4 หมื่นบาท พอเลี้ยงสมาชิกเท่านั้น

ถ้าหน่วยงานส่งเสริมเพิ่มแรงหนุนทำการค้าแบบออนไลน์ น่าจะพลิกฟื้นชีวิตขึ้นมาได้ไม่ยาก...!

ภาคตะวันออก ยุคนี้ หมู่เกาะช้าง จ.ตราด กำลังฮอตฮิตในหมู่นักท่องเที่ยว เข้าไปซื้อขายสินค้าและบริการไม่ขาดสาย จึงช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการสรรหาของดีในท้องถิ่นเตรียมไว้ต้อนรับ

ของดีอย่างหนึ่งอยู่ที่ หมู่บ้านคลองสน หมู่ 3 ต.เกาะช้าง โดยช่วงลมมรสุมชาวประมงพื้นบ้านจะใช้ความสามารถเฉพาะตัว ดำน้ำตัวเปล่า ลงโต้คลื่นทะเล แล้วใช้ปืนฉมวกยิงปลาสละตามซอกหิน

นายวรโชติ ระลึกชอบ ผู้สื่อข่าว “ไทยรัฐ” สอบถาม นายสมชาย อานามพงษ์ ประธานประชาคมหมู่บ้านคลองสน ทราบว่า ปลาสละที่ได้จะมีน้ำหนักประมาณ 3-4 กก. จะถูกนำไปผ่าหลังแล้วแผ่ออก เสร็จแล้วแช่ในน้ำเกลือทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนนำไปตากแดด 7-8 ชม. ด้วยวิธีการง่ายๆนี้ก็ออกมาเป็นปลาแดดเดียว ที่มีลูกค้าไปรับซื้อถึงบ้าน

ผลผลิตที่ได้จึงสะอาด สดใหม่ ไร้สารเร่งสี ไม่เค็มจัด เก็บไว้ในตู้เย็นจะได้นาน ทอดกินกับข้าวต้ม อร่อยเหาะ ถ้าตัดเป็นชิ้นใส่แกงเทโพด้วยแล้ว ข้าวจานเดียวยังต้องเบิ้ล

ราคาปลาสละเค็มขายกิโลกรัมละ 350 บาท แต่ขายสด 100 บาท/กก. นำไปแล่ทำเมนูซาชิมิ จิ้มวาซาบิ ได้ไม่แพ้ปลาแซลมอน ช่วยให้บ้านมีรายได้ครั้งละ 3,000-3,500 บาท สนใจโทรศัพท์ไปที่ 08-9802-6528

นี่เป็นเพียงผลิตภัณฑ์โอทอปเพียงส่วนน้อย ที่ต้องได้รับแรงสนับสนุนจาก “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เวลานี้หมายมั่นให้เป็นหนึ่งในตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ไม่ให้แพ้ชาติใดในโลก...!

ทีมข่าวภูมิภาค