วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ECMO" เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้บางครั้งผู้ป่วย ในระยะวิกฤติจำนวนไม่น้อยสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ทั้งๆที่อวัยวะหลายระบบในร่างกายไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ

หนึ่งในเครื่องมืออันทันสมัยที่ว่านั้น ก็คือ ECMO (Extracorporeal membrane oxygenation) หรือที่ในภาษาไทยเรียกว่า เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนการทำงานของหัวใจและปอดที่ทำงานผิดปกติจนไม่สามารถประคับประคองด้วยยาได้แล้ว เป็นเครื่องมือพิเศษที่จะช่วยทดแทนการทำงานของหัวใจและปอดในเวลาที่อวัยวะเหล่านั้นอ่อนแอ เกินกว่าที่จะทำงานได้อย่างปกติ แม้ว่าจะใช้มาตรการทางการแพทย์ตามปกติแล้วก็ตาม

นพ.โชคชัย สุวรรณกิจบริหาร ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกและรอง ผอ.โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ อธิบายประโยชน์ของเครื่อง ECMO ว่า การใช้ ECMO มีข้อบ่งชี้หลายอย่าง เช่น เพื่อประคับประคองให้อวัยวะกลับมาทำงานเป็นปกติ

“จริงๆแล้ว ECMO ไม่ได้ทำหน้าที่รักษา แต่ช่วยให้อวัยวะเหล่านี้ได้พักผ่อน กระทั่งอวัยวะที่อ่อนแอเหล่านั้นสามารถฟื้นตัวกลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติ เป็นเครื่องมือที่เราใช้เพื่อพยุงการทำงานของหัวใจและปอด ในหลายๆกรณี เช่น ในกรณีที่คนไข้มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการอุดตันของเส้นเลือดหัวใจ, ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดงปอดเฉียบพลัน ก็จะใช้เครื่องนี้เพื่อประคับประคองในช่วงเวลาที่รอการผ่าตัด หรือการรักษาอื่นๆ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยรอปลูกถ่ายหัวใจหรือปอดเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต”

คุณหมอโชคชัย บอกว่า โดยปกติเครื่อง ECMO จะตั้งอยู่ในห้องฉุกเฉิน หรือ ICU ของโรงพยาบาล เพื่อใช้ในการผ่าตัดหัวใจ โดยใช้งานต่อเนื่องได้ 4-6 ชั่วโมง และก่อนหน้านี้เครื่องมีขนาดใหญ่เท่ากับตู้เย็น 1 เครื่อง ทำให้มีข้อจำกัดว่า ไม่สามารถนำเครื่อง ECMO ไปใช้งานนอกสถานที่ ได้ แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่อง ECMO ให้มีขนาดเล็กลง มีขนาดใกล้เคียงกับเตาไมโครเวฟ เรียกว่า TRANSPORT ECMO ข้อดีของเครื่องนี้ คือสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่มีภาวะวิกฤติของโรคหัวใจและปอด เช่น อาการหัวใจวายเฉียบพลัน อาการปอดอักเสบ หรือติดเชื้ออย่างรุนแรงจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนก๊าซได้ ซึ่งเป็นภาวะเร่งด่วนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย โดยสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 30 วัน ทำให้สามารถเคลื่อนย้ายไปพร้อมกับรถพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ถึงจุดเกิดเหตุ หรือในโรงพยาบาลที่อยู่ห่างไกล ในกรณีที่คนไข้ต้องรอเปลี่ยนปอด หรือหัวใจจากผู้บริจาคก็จะสามารถรอได้นานขึ้น

ถ้าถามว่าเมื่อไหร่ถึงต้องใช้เครื่อง ECMO คุณหมอโชคชัย บอกว่า มีหลายกรณี แต่ส่วนใหญ่แล้วเครื่องนี้จะใช้สำหรับผู้ป่วยอาการหนักภายในโรงพยาบาล ใช้ในการรับส่งผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาล โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยที่มีอาการหนักและอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเดิมไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เพราะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตระหว่างทาง ผู้ป่วยที่รอการเปลี่ยนหัวใจ หรือปอดจากผู้บริจาคอวัยวะ หรือเพื่อผู้ป่วยที่กำลังรอเวลาในการรักษาด้วยเครื่องมืออื่นๆ ผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่ในภาวะวิกฤติ เช่น หัวใจวาย หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน การทำงานของปอดล้มเหลว ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดหัวใจ รอการเคลื่อนย้ายเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลที่มีความพร้อมด้านเครื่องมือและการรักษา

ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ อธิบายเพิ่มเติมว่า เครื่องทำงานแทนหัวใจและปอดเทียมแบบ TRANSPORT ECMO หรือ TRANSPORT Extra Corporal Membrane Oxygenator เหมาะสำหรับนำไปใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของปอดและหัวใจจากอุบัติเหตุ ภาวะติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด หากปอดของผู้ป่วยซึ่งเคยทำหน้าที่ฟอกเลือดเกิดไม่ทำงาน โดยทั่วไปแพทย์จะใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ แล้วให้ยาเพื่อรอจนกว่าคนไข้จะฟื้นตัว แต่ในกรณีที่โรคมีความรุน-แรงอยู่ในภาวะวิกฤติ คนกลุ่มนี้มักมีความเสี่ยงถึงชีวิต ซึ่งการรักษาโดยปกติ แพทย์จะให้ยาในการกระตุ้น หรือใช้เครื่องปั๊มเพื่อช่วยให้หัวใจทำงานได้

สำหรับโปรแกรมของเครื่อง TRANSPORT ECMO สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วย เช่น ใช้ในผู้ป่วยที่มีสภาวะการทำงานของปอดล้มเหลว มีแอพพลิเคชั่นที่รองรับการใช้งานเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจส่วนล่าง และสามารถรองรับการใช้งานแทนหัวใจและปอดเทียมขณะทำการผ่าตัดหัวใจได้ และมีแบตเตอรี่สำรองในกรณีไฟฟ้าดับหรือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย

คุณหมอโชคชัย อธิบายการทำงานของเครื่อง TRANSPORT ECMO ว่า เครื่อง TRANSPORT ECMO จะอาศัยหลัก การ คือจะนำเลือดดำออกมาจากร่างกาย เพื่อไปฟอกที่เครื่อง TRANSPORT ECMO ให้กลายเป็นเลือดแดงจากนั้นจะทำหน้าที่ปั๊มเลือดแดงกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง โดยเครื่องนี้จะมีสารเคลือบป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่หัวใจ หรือปอดทำงานผิดปกติ ไม่สมบูรณ์

สำคัญที่สุดคือการทำงานเป็นทีม รวมถึงประสบการณ์ ความรู้ความชำนาญของทีมแพทย์ และทีมเคลื่อนย้าย ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเสียชีวิต

สิ่งสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิต รอง ผอ.รพ.หัวใจกรุงเทพ บอกว่า สำคัญที่สุดคือ ต้องมีการทำงานเป็นทีม ซึ่งประกอบด้วย ทีมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤติ และแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการเคลื่อนย้ายซึ่งจะต้องทำการรักษาและนำเครื่อง ECMO ไปใส่ให้กับผู้ป่วยก่อนเคลื่อนย้าย และจะต้องพร้อมในการเคลื่อนย้ายทันที โดยภายในยานพาหนะนั้นๆจะต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็น เครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความพร้อม รวมถึงการวางแผนอัตรากำลังของทีม ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ และความคุ้นเคยของทีมแพทย์ที่ผ่านการอบรมเทคนิคการช่วยเหลือผู้ป่วยเฉพาะด้าน ที่เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ในระดับสากล

การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอาการหนักทางด้านหัวใจและปอด ในอดีตก่อนจะไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ทันที จะต้องรออาการผู้ป่วยให้มีสภาพที่ดีขึ้นและพร้อม ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์จะให้การรักษาด้วยวิธีประคับประคอง และรอจนกว่าคนไข้จะฟื้น ซึ่งในบางกรณีต้องใช้เวลามากกว่า 2-3 สัปดาห์ ซึ่งผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีโอกาสรอดน้อยกว่า 50%