วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แฉซี 6 สถานพินิจตุ๋ยเด็ก นานกว่าจะชี้มูลความผิด ติงกฎหมายแค่เสือกระดาษ

เอ็นจีโอแฉ ข้าราชการซี 6 สถานพินิจตุ๋ยเด็กใช้เวลาเกือบปีชี้มูลความผิด ขณะที่คดีลวนลามเพศ สธ.มีหลักฐานเชิงประจักษ์ยังเอาผิดไม่ได้ ชี้ปัญหาคุกคามเพศกฎหมายเป็นแค่เสือกระดาษ เหตุระบบอุปถัมภ์อำนาจนิยมในระบบราชการแช่แข็งเลี้ยงคนไม่ดี ด้านนศ.นิติโดมกระตุกผู้เสียหายเปิดเผยความจริงเพื่อช่วยเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้น

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 60 นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายความผิดเกี่ยวกับเพศ ทั้งกฎหมายอาญา และกฎคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แต่สถานการณ์การคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้น กฎหมายกลับเป็นเพียงเสือกระดาษ เนื่องจากสภาพสังคมไทยยังมี 4 องค์ประกอบ คือ

1. ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังลึกจนเป็นดีเอ็นเอในระบบราชการ กรณีที่เกิดขึ้นในกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ข้าราชการซี 6 คุกคามเพศผู้ใต้บังคับบัญชามาถึง 3 ปี สามารถข่มขู่ให้คนสยบยอมได้ในที่ทำงาน อีกทั้งยังมีระบบรับใช้นายดีก็จะมีความพิเศษ ไม่สามารถจัดการอะไรได้

2. ระบบอำนาจนิยม

3. วิธีคิดของสังคมไทยที่ประหลาดยังมองผู้เสียหายอย่างมีอคติ เป็นคนไม่ดี ทำให้ผู้เสียหายไม่กล้าออกมาเปิดเผยเผชิญความจริง เพราะเกรงเปลืองตัว และต้องถูกตั้งคำถามมากมายอย่างมีอคติแทนที่จะตั้งคำถามกับผู้กระทำ

อย่างไรก็ตาม ต้องชื่นชมนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่กล้าออกมาเปิดเผยตัวตนและบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้สังคมรับรู้ท่ามกลางการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ถือเป็นอิฐก้อนแรกที่กล้าก้าวออกมา ดังนั้นสังคมต้องช่วยกันดูแลและปกป้องผู้ถูกกระทำเหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

4. กระบวนการเอาผิดผู้กระทำภายใต้ระบบราชการมีความยุ่งยากซับซ้อน การสอบสวนมักใช้เวลานาน และยิ่งมีระบบอุปถัมภ์ซ้อนอยู่ ผู้กระทำผิดจึงไม่เกรงกลัวอะไร

นางทิชา กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมีโอกาสรับรู้ปัญหาคุกคามเพศกับเด็กชายคนหนึ่ง ปัจจุบันอายุประมาณ 18 ปีมาอยู่ในความดูแลของบ้านกาญจนาภิเษก ซึ่งเราได้จับพฤติกรรมที่ผิดสังเกตจากที่เด็กมีการติดต่อเชิงชู้สาวผ่านโทรศัพท์มือถือกับข้าราชการชายระดับ 6 ในสถานพินิจแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่เด็กเคยถูกควบคุมดูแลก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ จนเราสืบสาวได้ความจากเด็กว่า ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศจากข้าราชการคนดังกล่าวมาเป็นปี จึงได้รวบรวมหลักฐานจากบทสนทนาในโทรศัพท์และคำให้การของเด็กร้องเรียนไปถึงอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จนนำมาซึ่งการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงใช้เวลาเกือบปีจึงชี้มีมูล

ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการสอบวินัย กระบวนการตั้งแต่ร้องเรียนจนถึงขณะนี้กว่า 2 ปีแล้ว ขณะที่ข้าราชการคนดังกล่าวก็ยังอยู่ในระบบกินเงินเดือนราชการปกติ และยังมีขั้นตอนให้อุทธรณ์ได้ ยังไม่รู้จะเสร็จสิ้นเมื่อไหร่

เช่นเดียวกับ กรณีข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งตัวบุคคลและวิดีโอ แต่กระบวนการเอาผิดในระบบราชการเหมือนแช่แข็งเลี้ยงคนไม่ดีเหล่านี้ให้กินเงินเดือนไปเรื่อยๆ ถึงเวลาที่ต้องปรับแก้ หรือลดขั้นตอนระเบียบราชการ ที่ใช้ระยะเวลาสอบสวนนาน

ทั้งนี้ เพื่อมิให้เป็นการปกป้องข้าราชการ จนกลายเป็นมนุษย์ทองคำ ทำอะไรไม่ได้ และกฎ ก.พ. ทำอย่างไรให้เกิดความตระหนัก ไม่ใช่ ต้องเอามาตีความ แต่ทุกคนต้องรู้ว่า ต้องใช้จริง และมีบทลงโทษชัดเจน ไม่ใช่เสือกระดาษ

นางสาวอังคณา อินทสา ฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า หมดยุคที่จะคิดว่าการคุกคามทางเพศเป็นแค่เรื่องส่วนตัว และคิดว่าถึงเวลาต้องสังคายนา กฎ ก.พ. ให้มันมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ รวมถึงอาจจะออกแบบให้มีหน่วยงานกลางขึ้นมารับมือกับเรื่องนี้ในระบบราชการ

นางสาวเอ (นามสมมติ) นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ผู้เสียหายที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กรณีที่ถูกรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัยล่วงละเมิดทางเพศ จนทำให้ผู้ก่อเหตุถูกลงโทษ กล่าวว่า การที่ตนออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ เพื่อให้เกิดการลงโทษผู้กระทำผิด ไม่ได้เป็นการทำให้คุณค่าของเราลดลง จึงอยากให้ผู้เสียหายซึ่งเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนกล้าที่จะออกมาเปิดเผย เพื่อให้สังคมได้รับรู้ว่ายังมีปัญหาเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ หากมีคนพูดมากพอจะช่วยปรับเปลี่ยนสังคมให้ดีขึ้นได้