วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กลุ่มสิทธิฯ โวย! เจ้าของฟาร์มแรดแอฟริกาใต้ ประมูล 'นอ' ออนไลน์ครั้งแรก

เจ้าของฟาร์มแรดใหญ่ที่สุดในโลก ในแอฟริกาใต้ รวมทั้งเจ้าอื่นๆ เปิดประมูลขายนอแรดผ่านทางออนไลน์ในประเทศเป็นครั้งแรกแล้ว หลังศาลเปิดทางเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอห์น ฮูม เจ้าของฟาร์มแรดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในแอฟริกาใต้ เปิดประมูลขายนอแรดผ่านทางโลกออนไลน์ภายในประเทศเป็นครั้งแรกแล้ว เมื่อวันพุธที่ 23 ส.ค. หลังจากศาลแอฟริกาอนุญาตให้มีการซื้อ-ขายนอแรดในประเทศได้อย่างถูกกฎหมายเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ท่ามกลางการประท้วงของกลุ่มสิทธิสัตว์และกลุ่มอนุรักษ์ ว่าการทำให้เรื่องนี้ถูกกฎหมายจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการล่าสัตว์มากขึ้น

ทั้งนี้ นายฮูมเป็นเจ้าของฟาร์มแรดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในนครโจฮันเนสเบิร์ก มีประชากรแรดกว่า 1,500 ตัว อยู่ในฟาร์มของเขา ทำให้เขากลายเป็นผู้ที่ขยายพันธ์ุแรดมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยทุกๆ 20 เดือน ฮูมจะใช้ปืนยาสลบยิงแรดแล้วตัดนอของพวกมัน เพื่อป้องกันการถูกล่า แล้วเก็บนอเอาไว้จนถึงตอนนี้มีมากกว่า 6 ตันแล้ว เพื่อที่ในวันหนึ่ง เขาจะสามารถนำมันไปขายได้ ซึ่งวันนั้นได้มาถึงแล้ว

ประเทศแอฟริกาใต้มีคำสั่งพักการซื้อขายนอแรดภายในประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 แต่ในปี 2558 นายฮูมและผู้ขยายพันธ์ุแรดคนอื่นๆ ได้ยื่นฟ้องร้องเพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งนี้ เนื่องจากเชื่อว่าการซื้อขายอย่างเปิดกว้าง เป็นทางเดียวที่จะหยุดการล่าสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ชนิดนี้ ซึ่งการตัดสินครั้งสุดท้ายเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ศาลเปิดทางให้มีการเริ่มซื้อขายในประเทศได้ โดยผู้ที่จะซื้อหรือขายต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น แต่การค้าขายนอแรดระหว่างประเทศยังถูกห้ามตามเดิม

ตามกำหนดการเดิม นายฮูมจะเปิดการประมูลนอแรดในวันจันทร์ที่ 21 ส.ค. แต่ต้องเลื่อนกำหนดการออกไป 2 วัน เนื่องจากมีการยื่นฟ้องร้องคัดค้าน โดยเขาจะขายนอแรกจำนวน 264 นอ รวมน้ำหนักกว่า 500 กิโลกรัม ในการประมูลออนไลน์เป็นเวลา 3 วัน

อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวหลายกลุ่มออกมาต่อต้านการขายนอแรด ว่าอาจเป็นการกระตุ้นการลักลอบค้าขาย และบ่อนทำลายกฎหมายห้ามขายนอแรดระหว่างประเทศที่ใช้มานานกว่า 40 ปี “มีความเป็นไปได้สูงมากที่นอแรดซึ่งถูกขายภายในประเทศจะถูกนำเข้าสู่ตลาดมืด และถูกลักลอบขนออกจากประเทศ” นายจูเลียน ราดีเมเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษในโครงการเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่า ‘TRAFFIC’ ขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN) กล่าว.