วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าสับสนคดีรับจำนำข้าว

ปิดคดีจำนำข้าว จบแต่ยังไม่จบ

ที่ว่าอย่างนี้ก็เพราะแม้ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม 2560 แต่ผลจะออกมาอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ใครต่อใครต่างก็คาดการณ์กันอย่างนั้นอย่างนี้ หรือแม้กระทั่งมีข่าวลือว่ารู้ผลคำพิพากษากันไปแล้ว

อย่าไปเชื่อเข้าล่ะ...แต่วันนี้แหละของแท้ว่าอะไรเป็นอะไร

และที่ต้องไม่ลืมก็คือรัฐธรรมนูญปี 60 ได้กำหนดไว้ว่าหลังองค์คณะศาลฎีกาฯได้มีคำพิพากษาออกมาอย่างไร ทั้งโจทก์และจำเลยมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน

เป็นสิทธิของโจทก์-จำเลย ที่จะยื่นอุทธรณ์ได้ ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถกระทำได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

มิฉะนั้น เมื่อศาลตัดสินใจอย่างไรก็ให้เป็นไปตามนั้น ผิดก็ติดคุกทันที หรือตัดสินเป็นไปอย่างอื่นก็ต้องว่ากันไปตามนั้น

ที่บอกว่าจบแต่ยังไม่จบ ก็เนื่องจากกรณีนี้แหละ...

หรืออีกทางหนึ่งแม้ศาลตัดสินออกมาอย่างไรก็ยอมรับในการตัดสินใจของศาล เพียงแต่ภายนอกจะจบหรือไม่จบ...นี่เป็นเรื่องที่สังคมยังมีความกังวลกันอยู่

แต่ถ้าจะว่ากันโดยรวมแล้ว คำสั่งศาลนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนควรเคารพและเชื่อถือ เพราะถือเป็นมาตรฐานในการยอมรับ มิฉะนั้นสังคมนี้จะอยู่กันไม่ได้

หากยอมรับแล้วก็ว่ากันไปตามผลคดี ทำให้สังคมอยู่กันต่อไปได้

การตัดสินคดีนี้ซึ่งได้นัด “โจทก์-จำเลย” มาฟังคำตัดสินพร้อมกันทั้ง 2 คดีในโครงการรับจำนำข้าว

คดีแรกเป็นคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี มีจำเลยทั้งหมด 28 คน เช่น นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในจำนวนนี้มีจำเลยหนีไปแล้วบางคน

คดีที่ 2 เป็นคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว มีจำเลยเพียงคนเดียว

“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย

ต้องอย่าลืมว่าทั้ง 2 คดีนี้แม้จะเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว แต่แยกออกจากกันคนละสำนวน คนละประเด็นไม่เกี่ยวกัน

ได้ความว่าศาลจะพิจารณาพิพากษาแยกเป็นคดี คดีทุจริตจะตัดสินก่อนในช่วงเช้า เมื่อเสร็จแล้วก็จะเป็นคดีปล่อยปละละเลย

ย้อนกลับไปกล่าวถึงคดีที่เกิดขึ้นนี้เริ่มมาตั้งแต่รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” เข้ามาบริหารประเทศได้มีการตรวจสอบในกระบวนการของรัฐสภา จนกระทั่งมีการยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบและชี้มูลความผิด จนกระทั่งส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดจนนำไปสู่การฟ้องร้องถึงศาลฯ

ว่าไปแล้วรัฐบาล คสช.ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด เพราะผลมาจากกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ

แต่เมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศก็ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการเท่านั้น ก็เลยถูกโยงว่าเป็นเรื่อง “การเมือง” เป็นการกลั่นแกล้งกัน

เป็นเรื่องของการทุจริตส่วนหนึ่งและปล่อยปละละเลยอีกส่วนหนึ่ง

หากทุกฝ่ายทุกกลุ่มเข้าใจตามนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาหากศาลตัดสินใจอย่างไรก็ต้องยอมรับ และปล่อยให้ดำเนินการไปตามกระบวนการเท่านั้นก็จบ

ถ้าไปจับประเด็นการเมือง โดยไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของการบริหาร และเมื่อมีการทุจริตจนทำให้เกิดความเสียหายด้วยมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านบาท

หากเข้าใจตรงกันอย่างนี้ และยอมรับคำตัดสินทุกอย่างก็ควรจะจบลงได้.

“สายล่อฟ้า”