วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊ก ตร.' นำชาวบ้านร้องยธ. เจอนายทุนดอกโหดที่ประจวบฯ ยึดบ้าน-ที่ดิน!

เดือดร้อน! ที่ปรึกษา สบ 10 นำชาวประจวบคีรีขันธ์ กว่า 80 ราย ร้องกระทรวงยุติธรรม ช่วยแก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบ หลังถูกนายทุนสุดเอาเปรียบคิดดอกเบี้ยร้อยละ 36-48 ต่อปี มูลหนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท เผยมีลูกหนี้ 18 รายที่ถูกยึดบ้าน-ที่ดินแล้ว ด้านปลัดยธ.ชี้อาจมีความผิด พ.ร.บ.ฟอกเงินและเลี่ยงภาษีเพิ่ม

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 23 ส.ค.60 ที่ศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา ที่ปรึกษา (สบ 10) นำชาวบ้าน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถูกเอาเปรียบจากนายทุนเงินกู้นอกระบบ กว่า 80 ราย เข้าพบกับ นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพื่อนำผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาลูกหนี้นอกระบบ

พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากลูกหนี้รายหนึ่งได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ว่าถูกกลุ่มนายทุนหนี้นอกระบบเอาเปรียบชาวบ้าน จึงดำเนินการสืบสวน ก่อนออกหมายค้นและหมายจับ เข้าตรวจค้นบริษัท สหยานยนต์ปราณบุรี จำกัด เลขที่ 99 หมู่ 7 ต.เขาน้อย อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. พบกลุ่มบุคคลดังกล่าว พร้อมอาวุธปืน 41 กระบอก รถยนต์ 62 คัน รถจักรยานยนต์ 95 คัน และเอกสารที่ดิน 80 รายการ ซึ่งพบว่ามีการคิดดอกเบี้ยร้อยละ 36-48 ต่อปี มูลหนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 15 ล้านบาท และมูลค่าชำระดอกเบี้ยประมาณ 31 ล้านบาท โดยมีลูกหนี้ 18 รายที่ถูกนายทุนยึดบ้านที่ดินแล้ว

"ชาวบ้านส่วนใหญ่มีบ้านและที่ดินของตัวเอง แต่เมื่อเงินขาดมือจึงต้องกู้เงินมาใช้จ่าย ซึ่งบางรายเป็นการค้ำประกันด้วยวิธีจดทะเบียนขายฝาก 1 ปี แต่เมื่อครบสัญญาบ้านและที่ดินตกเป็นของเจ้าหนี้ กรณีไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้ภายในกำหนด หรือบางรายค้ำประกันด้วยที่ดินแล้วเซ็นโอนลอยไว้ เจ้าหนี้แต่ถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าหนี้ทันที หากขาดส่งต้นและดอกเบี้ย ดังนั้น วันนี้จึงประสานกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความเป็นธรรมและช่องทางช่วยเหลือในการแก้ปัญหา เยียวยาความเสียหายตามข้อกฎหมายต่อไป" พล.ต.อ.วิระชัย กล่าว

ด้าน นายวิศิษฎ์ เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นนโยบายสำคัญ โดยแต่ละรายมีปัญหาไม่เหมือนกัน เช่น กรณีที่ดินที่มีโฉนด และที่มีใบเอกสาร ภ.บ.ท.5 ฯลฯ ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรม จะดำเนินการร่วมกับ กระทรวงคลัง และมอบหมายให้ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มารับข้อมูลพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาเพื่อดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา รวมทั้งกลุ่มแหล่งเงินทุนอาจมีความผิดอื่นๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟอกเงินและเลี่ยงภาษี

นายวิศิษฎ์ เผยอีกว่า ส่วนชาวบ้านที่เสียหายจะดูแลเป็นรายๆ เช่น การถูกยึดที่ดินผิดด้วยการเซ็นโอนลอยเอาไว้ล่วงหน้าก็จะช่วยแก้ไขตามกฎหมาย มอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เข้ามาช่วยดูแลและจัดหาทนายความให้ แต่สำหรับคดีที่เสร็จสิ้นแล้วจะมีการไกล่เกลี่ยโดยให้กรมบังคับคดีมาดำเนินการต่อไป โดย กระทรวงยุติธรรม จะประสานร่วมกับทุกหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายขายฝากอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานกิจการยุติธรรม

ขณะที่ น.ส.นันทา หุ่นเก่า อายุ 52 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย อยู่บ้านเลขที่ 233/1 หมู่ 8 ต.กุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว เนื้อที่ประมาณ 1 งาน กล่าวว่า เมื่อปี 54 ตนไปกู้เงินนอกระบบมา 5 แสนบาท แต่ได้เงินเพียง 4 แสนกว่าบาทเพราะต้องหักดอกเบี้ย โดยปีแรกได้จ่ายดอกเบี้ย 1.8 แสนบาท ต่อมา นายทุนได้มาติดป้ายยึดบ้านและประกาศขายคืน 9 แสนบาท จึงต้องจ่ายเงินให้อีก 3 แสนบาท รวมจ่ายทั้งสิ้น 4.8 แสนบาท กระทั่งอยู่มาอีก 1 ปี ถูกนายทุนยึดบ้านอีกครั้ง และปล่อยให้ตนเช่าบ้านของตัวเองเดือนละ 5 พันบาท จนสุดท้ายนายทุนบอกว่าหากอยากได้บ้านคืนต้องซื้อในราคา 1.5 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ตนไม่มีเงินเช่าบ้านแล้วจึงต้องมาอยู่เพิงไม้ติดกับบ้านของตัวเอง.