วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลาโกหก

ภาพจาก : Google Map

เรื่องศาลาโกหกที่เมืองนครศรีธรรมราช เล่ากันหลายสำนวน อาจารย์ กาญจนาคพันธุ์ ท่านก็เล่าไว้เหมือนกัน อีกสำนวนหนึ่ง

คนแต่โบราณ เล่ากันว่า ชาวเมืองคอนนั้นเป็นทั้งจินตนาการกวี เป็นทั้งปฏิภาณกวี

ทางจินตนาการกวี...มีที่มาจากการเล่าเรื่องต้นทุเรียน ต้นทุเรียนเมืองคอนนั้น ทั้งสูงทั้งใหญ่ ลูกทุเรียนหล่นจากต้นกว่าจะถึงพื้น กินเวลาหลายเดือน

ต้นทุเรียนสูงใหญ่แค่ไหน พระราชสมบัติ ขุนนางสมัยรัชกาลที่ 4 พรรณนาเป็นกลอนไว้ในนิราศเกาะแก้วกาลกัตตา ว่า

“ที่ลางต้นใหญ่ไม่น้อยกว่าร้อยอ้อม ลูกเท้าพ้อมใหญ่กว่าไม้ทั้งไพรสาณฑ์ ระดูผลหล่นลงในดงดาน เอาช้างบ้านออกไปขนผลทุเรียน ประทุกช้างข้างละใบไปไม่รอด...”

ส่วนทางปฏิภาณกวี คนเมืองคอนมักแสดงออกในเชิงการเล่นสำนวนนั้น...เรื่องที่คนกรุงที่เพิ่งไปก็จะได้ฟังเรื่อง “ใบจากเมืองคอน” ใหญ่ขนาดปูนอนได้

“ใบจากอะไรจะใหญ่ขนาดปูนอน” คนกรุงว่า “เรื่องโกหกใช่ไหม?”

แต่พอคนเมืองคอนบอกว่า “ปูแสม หรือ ปูนา ทำไมจะจับมานอนไม่ได้” คนกรุงก็ต้องร้องอ้อ

เรื่องเล่าต่อไป คนกรุงกับคนเมืองคอนพายเรือไปด้วยกัน คนกรุงพายหัว คนเมืองคอนพายท้าย คนเมืองคอนถือท้ายไม่เป็นหัวเรือส่ายไปมา คนกรุงก็เอ็ดตะโรว่า “ถือท้ายไม่เป็น”

“เอ็งอยู่หัวเรือ ทำไมไม่ทำให้หัวเรือตรงเล่า” คนเมืองคอนแก้ตัวอย่างนี้คนกรุงก็ต้องยอมแพ้

ตอบโต้กันไป คนเมืองคอนก็ออกปากชมคนเมืองกรุง “พูดจาหลักแหลม” คราวนี้เป็นทีของชาวกรุง “ถ้าหลักไม่แหลมมันก็ปักไม่ลงซีเพื่อน”

แต่ไม่ว่าจะพูดจาหลักแหลม หรือตอบโต้ได้ทันอกทันใจอย่างไร ชาวเมืองคอนก็หนีไม่พ้นข้อครหา โกหก แต่ความเป็นจริงนั้น เรื่องครหาชาวเมืองคอนโกหก เพิ่งมาเริ่มกันในสมัยรัชกาลที่ 5

ในบันทึกประวัติเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร) มีเรื่องเล่าตอนหนึ่ง

ในคราวที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสแหลมมลายู ได้แวะนมัสการพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช...ช่วงเวลางานสมโภช ชาวเมืองคอนปลูกพลับพลาให้ทรงประทับอยู่ที่ใต้ต้นประดู่หน้าเมือง

เหตุที่เลือกบริเวณนั้น เพราะเป็นลานร่มรื่นใต้เงาต้นประดู่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาติดต่อกันถึงหกต้น

พลับพลาที่ประทับนั้น ถูกรื้อไปในเวลาต่อมาไม่นาน ทางการจึงสร้างศาลาไว้แทน เพื่อเป็นอนุสรณ์ จึงตั้งชื่อว่า ศาลาประดู่หกต้น

คนเมืองคอน มีธรรมชาติพูดเร็ว และตัดคำ จากที่เคยเรียก ศาลาประดู่หกต้นเป็นประดุ่หก และสุดท้ายเหลือเพียงสองคำ “ดู่หก” คำหกพูดเร็วๆตามสำเนียงใต้ เพี้ยนกลายเป็นโด ชื่อศาลาเรียกกันติดปากว่า “โดหก”

คนกรุงและคนเมืองอื่นไป ได้ยินคำว่า “โดหก” ก็เข้าใจว่า “เป็นโกหก” อีกไม่นานศาลาหลังนั้นก็ถูกเรียกเหมือนกันทั้งคนเมืองคอน คนเมืองกรุงว่า ศาลาโกหก

ช่วงเวลาหนึ่ง เวลาที่ศาลาโกหกถูกรื้อ คนกรุงไปถาม “ศาลาโกหกอยู่ไหน” คนเมืองคอนตอบด้วยปฏิภาณฉับไว “รื้อไปปลูกที่กรุงเทพฯนานแล้ว”

ผมก็อยู่กรุงเทพฯมานาน ไม่เคยได้วี่แววศาลาโกหกอยู่ที่วัดไหน ไม่น่าจะใช่ศาลาที่มีผู้คนมากมาย กำลังแห่กันไปบนบานศาลกล่าว...

ฝ่ายหนึ่งบนให้รอดอีกฝ่ายบนให้ร่วง

แต่ถึงอย่างไร ผมก็ยังแน่ใจ ศาลาโกหกในกรุงเทพฯไม่เคยมี เพราะไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสิทธิบัตรชื่อศาลาโกหกนั้น เป็นของเมืองคอนเนิ่นนานเต็มทีแล้ว.

กิเลน ประลองเชิง