วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศาลฎีกาพิพากษายืน คุกตลอดชีวิต 4 จำเลย ยิงเอ็ม79ใส่ผู้ชุมนุมเมื่อปี 57

ภาพจากแฟ้มข่าว

ศาลฎีกา พิพากษายืนคุกตลอดชีวิต 4 จำเลย ในคดียิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ เมื่อปี 57 จนทำให้มีคน เจ็บ-ตาย ทนายเผย ต้องรับโทษตามฎีกา ระหว่างพิจารณา 3 ศาลไม่เคยได้ประกันตัว...

ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 เมื่อวันที่ 22 ส.ค.60 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดียิงลูกกระสุนระเบิด เอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุมกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) คดีหมายเลขดำ อ.3734/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชัชวาล หรือชัช ปราบบำรุง อายุ 48 ปี, นายสมศรี มาฤทธิ์ อายุ 43 ปี, นายสุนทร ผิผ่วนนอก อายุ 52 ปี และนายทวีชัย วิชาคำ อายุ 42 ปี เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดต่อชีวิตฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายร่างกาย, พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490 และความผิด ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 8 ต.ค.57 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 ก.ย.58 หลักฐานที่จำเลยนำสืบมา ไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบได้ จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่ มีความผิดตามฟ้อง ให้ประหารชีวิตสถานเดียว แต่คำให้การของจำเลย เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ไว้ตลอดชีวิต และให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้บาดเจ็บ 534,700 บาท ด้วย

ต่อมาจำเลย ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาเมื่อปี 2558 ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยจำเลยก็ได้ยื่นฎีกาสู้คดี

ทั้งนี้ น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ดูแลคดีให้จำเลย เปิดเผยว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา จึงพิพากษายืนให้จำคุกไว้ตลอดชีวิต ซึ่งจำเลยทั้งหมดต้องรับโทษตามคำพิพากษาที่ให้จำคุกตลอดชีวิต ขณะที่ตลอดเวลาการพิจารณา ตั้งแต่ศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสี่ไม่ได้รับการประกันตัวแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้อัยการโจทก์ ระบุพฤติการณ์จำเลยในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่กับพวก ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดติดตัวและโดยไม่มีเหตุสมควร อีกทั้งไม่ใช่กรณีที่ต้องมีอาวุธปืนเครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดติดตัว โดยจำเลยก็ไม่ใช่เจ้าพนักงาน และไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ ตามกฎหมาย จึงเป็นการฝ่าฝืนประกาศและกฎหมาย นอกจากนี้ จำเลยทั้งสี่กับพวกมีเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ได้ร่วมกันใช้เครื่องยิงลูกกระสุนระเบิด ขนาด 40 มิลลิเมตร แบบเอ็ม 79 ยิงลูกระเบิดชนิดสังหาร (HE) ขนาด 40 มิลลิเมตร ซึ่งเมื่อเกิดการระเบิดขึ้นมีรัศมีฉกรรจ์ 5 เมตร จากจุดระเบิด ยิงไปยังผู้ชุมนุมทางการเมืองซึ่งใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.” ที่มีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก บริเวณสี่แยกราชประสงค์ต่อเนื่อง เมื่อมาถึงหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.โดยกระสุนปืนที่จำเลยทั้งสี่กับพวกยิงไปดังกล่าวตกใส่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ ทำให้เกิดระเบิดขึ้นจำนวน 1 ครั้ง สะเก็ดระเบิดได้กระจายถูกร่างกายของผู้เข้าร่วมชุมนุมและประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าว จนเป็นเหตุให้ให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย, มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่อาจประกอบกรณียกิจได้ตามปกติอีก 9 ราย, มีผู้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจด้วยจำนวน 12 ราย อีกทั้งยังเป็นเหตุให้แผงร้านค้าและรถสามล้อโดยสารหรือรถตุ๊กๆ เหตุเกิดที่แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี และแขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.

โดยส่วนของคำพิพากษาศาลฎีกานั้น สรุปความได้ว่า ตามที่จำเลยสู้ว่าระหว่างที่อยู่ในการควบคุมตัวของทหารตามกฎอัยการศึกเป็นเวลา 7 วัน มีการทำร้ายร่างกายเพื่อให้สารภาพนั้น ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ เท่านั้น และในตอนที่ถูกส่งต่อให้ตำรวจก็ไม่มีการแจ้งต่อพนักงานสอบสวนในเรื่องนี้ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ที่เข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องกับกลุ่ม นปช. น่าจะเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพเป็นอย่างดีแต่เมื่อมีการนำตัวมาแถลงข่าวและทำแผนก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้ และหากมีการทำร้ายร่างกายจำเลยทั้ง 4 จริงวันแถลงข่าวและทำแผนก็น่าจะปรากฏร่องรอยอยู่บ้าง นอกจากนั้นในคำให้การของ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม. ที่เข้าตรวจจำเลยทั้ง 4 ในเรือนจำ ก็ไม่ได้มีการตรวจพบบาดแผลและตามที่จำเลยอ้างถึงเอกสารการประชุม กสม. ก็ไม่ปรากฏว่ามีการพูดถึงกรณีของจำเลยทั้ง 4 คน ขณะที่การแถลงข่าวและทำแผนประกอบคำรับสารภาพก็เป็นโอกาสที่จำเลยทั้งสี่จะได้ชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการควบคุมตัว ประกอบกับจำเลยทั้งสี่ ก็ยังไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพและขอขมาต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย หากมีการทำร้ายร่างกายจริงก็ต้องปรากฏร่องรอยบาดแผลหลงเหลืออยู่ให้เห็นในระหว่างการแถลงข่าว

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เมื่อถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวนแล้วในระหว่างการสอบปากคำ ไม่มีผู้ที่ไว้วางใจ และทนายความนั้น ในเอกสารสอบปากคำจำเลย ได้ปรากฏลายมือชื่อของทนายความ และยังมีเอกสารรับรองของทนายความที่เข้าร่วมการฟังสอบปากคำมาด้วย อีกทั้งพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบปากคำพยานจำเลย ยังมาเบิกความยืนยันอีกด้วยว่ามีการให้ทนายความเข้าร่วมฟังการสอบปากคำด้วย ศาลจึงเห็นว่าพนักงานสอบสวนคงไม่นำผู้ที่ไม่ได้เป็นทนายมาเข้าร่วมฟังการสอบสวน ศาลฎีกาจึงพิจารณาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์.