วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผู้การฯ 191 ตรวจเต็นท์รถมือสองดัง พบผิด 24 คันดำเนินคดี 7 ข้อหา

ผู้การฯ 191 นำกำลัง จนท.หลายฝ่าย ตรวจค้นเต็นท์รถมือสองชื่อ Car Park ภายในศูนย์รวมรถยนต์ PG ถนนกาญจนาภิเษก หลังมี ปชช.ร้องทุกข์ว่าถูกฉ้อโกงเงินมัดจำ โดยพบรถที่เข้าข่ายกระทำผิด 24 คัน ดำเนิคดีใน 7 ข้อหา...

จากกรณี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ 191 บก.ทท., บก.ปคบ., เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก, เจ้าหน้าที่สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และ สน.หลักสอง เข้าตรวจค้นเต็นท์รถมือสองชื่อ Car Park ภายในศูนย์รวมรถยนต์ PG ถนนกาญจนาภิเษก แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม.หลังมีประชาชนร้องทุกข์เข้ามาว่า ถูกเจ้าของเต็นท์ดังกล่าวฉ้อโกงเงินมัดจำ และมีผู้เสียหายบางส่วนโพสต์ข้อความประจานการกระทำของเจ้าของเต็นท์ลงในสื่อโซเชียลมีเดีย จนเป็นกระแสดังตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 22 ส.ค. 2560 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. ได้เดินทางไปที่เต็นท์รถยนต์ Car Park เพื่อสอบปากคำ น.ส.ทัศนีย์ เช้าเจริญประกิจ อายุ 38 ปี เจ้าของเต็นท์ด้วยตนเอง โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ จะเปิดเผยว่า จากการอายัดรถในเต็นท์ทั้งหมดตรวจสอบ จำนวน 83 คัน พบรถยนต์ที่เข้าข่ายกระทำความผิดในเบื้องต้น จำนวน 23 คัน ประกอบด้วยรถที่ไม่ชำระภาษี 18 คัน และรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีอีก 5 คัน นอกจากนั้น ยังพบรถยนต์ 1 คัน ใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอมที่ไม่ได้ออกโดยกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรถทั้งหมดนี้จะต้องตรวจสอบหาที่มาที่ไปอย่างละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง ว่าทางเต็นท์ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ก่อนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกันต่อไป

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีนี้ทาง น.ส.ทัศนีย์ อ้างว่า ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ตำรวจจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในเบื้องต้นมีผู้เสียหายกว่า 60 ราย ที่ร้องทุกข์มาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้จึงจำเป็นจะต้องทำการตรวจสอบ โดยทุกภาคส่วนที่เดินทางมาปฏิบัติงานในวันนี้จะต้องทำความจริงให้ปรากฏ แต่ในเบื้องต้นเราพบความผิดที่สามารถดำเนินการกับ น.ส.ทัศนีย์ เจ้าของเต็นท์ได้แล้ว จำนวน 7 ข้อหา ทั้งตามหมายจับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ตามประมวลกฎหมายอาญา ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และ ตาม พ.ร.บ.ค้าของเก่า

“สำหรับข้อหาที่ถูกแจ้งความร้องทุกข์ คือ 1. เอาไปเสียซี่งเอกสารของผู้อื่น โดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ทำให้เสียทรัพย์ 2. ไม่มีฉลากสินค้า หรือมีฉลากแต่ฉลากสินค้านั้นไม่ถูกต้อง 3. เป็นผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วไม่จัดให้มีหลักฐานการรับเงินที่ถูกต้อง 4. ฉ้อโกงประชาชน 5. ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม 6. นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และ 7. ค้าของเก่าโดยใบอนุญาตขาดอายุ ซึ่งผู้ต้องหารายนี้จะถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และหากมีการขยายผลพบผู้กระทำความผิดเพิ่มก็จะดำเนินการกับผู้นั้นด้วย” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว

ต่อมา เมื่อเวลา 17.30 น. ผบก.สปพ. พร้อมคณะได้เดินทางไปที่ สน.หลักสอง หลังมีข้อมูลว่า ผู้เสียหายที่ทราบข่าวต่างพากันเดินทางไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนอีกเป็นจำนวนมาก เบื้องต้น พบผู้เสียหายทั้งชายและหญิง รวม 13 คน พากันหอบเอกสารที่เกี่ยวข้องเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ดำเนินคดีกับ น.ส.ทัศนีย์ เช้าเจริญประกิจ อายุ 38 ปี เจ้าของเต็นท์ ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ซึ่งทาง สน.หลักสอง ถึงกับต้องระดมกำลังพนักงานสอบสวนที่ไม่ได้เข้าเวรให้มาช่วยรับแจ้งความเพื่อความสะดวกรวดเร็วของทุกฝ่าย

จากการสอบถาม น.ส.กัลยา ศิริสิทธิ อายุ 25 ปี อาชีพมัคคุเทศก์ หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนเดินทางไปจองรถยนต์มือสองยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นแคปติว่า จากเต็นท์ดังกล่าว โดยมี น.ส.ทัศนีย์ เป็นผู้รับเรื่อง ให้ตนวางมัดจำเอาไว้ จำนวน 5,000 บาท แต่พอถึงวันไปทำสัญญาซื้อและรับสินค้า รถคันที่เต็นท์นำมาให้กลับมีสเปกไม่ตรงตามรุ่นที่ตกลงกันไว้แต่แรก ตนจึงขอเงินมัดจำคืนหลายครั้ง แต่ น.ส.ทัศนีย์ ก็บ่ายเบี่ยงไม่ให้เงินคืน โดยอ้างว่าจะพยายามหารถรุ่นที่ตรงตามข้อตกลงก่อนวางเงินมัดจำมาให้ กระทั่งเห็นข่าวว่าตำรวจบุกเข้าจับ น.ส.ทัศนีย์ เอาไว้แล้ว จึงตัดสินใจเดินทางมาแจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน.