วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยแลนด์โอนลี่ ปฏิรูปรถเมล์ยุค4.0

สัปดาห์ที่ผ่านมา ขสมก.และกรมการขนส่งทางบกโชว์กึ๋น “ปฏิรูปรถเมล์ยุค 4.0” ได้สับสน...สาสมใจ ประชาชนคนโหนรถเมล์จริงๆ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ว่า คสช.ได้หารือเรื่องการปฏิรูปรถโดยสารในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เป็นปัญหาค้างคามานาน ไม่ว่าจะเป็นการเดินรถขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) หรือรถร่วมบริการ

นอกเหนือจากการให้บริการประชาชนที่ดีแล้ว หมายเลขสายของรถที่อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ คงทำให้ประชาชนอาจเกิดความสับสนในการเดินทาง ขสมก.ยังไม่ได้ทำแผนที่ชัดเจนกับประชาชน คสช.ยังไม่เชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะลงตัว จึงขอให้กลับไปทำแผนมาให้ชัดเจน แล้วสร้างการรับรู้เป็นระยะๆ

แต่...ผลลัพธ์ที่ปรากฏตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เละตุ้มเป๊ะ! แม่นราวกับตาเห็น เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าคือ ความสับสนอลหม่านของประชาชนคนโหนรถเมล์

การปฏิรูปรถเมล์วันนี้สะท้อนวิชั่นของผู้บริหาร ขสมก.เสียจริง สรุปสั้นๆ...คนขึ้นรถเมล์อยากได้รถเมล์ดี จอดทุกป้าย ไม่แซงซ้ายป่ายขวา ไม่ไล่ผู้โดยสารลงกลางถนน รถวิ่งระยะทางยาวเพื่อจะไม่ต้องจ่ายค่ารถ หลายต่อ รถมาตรงเวลา กระเป๋ากับคนขับไม่เหน็บแนมผู้โดยสาร ฯลฯ

แต่ทว่า ขสมก.ไม่ทำเรื่องนี้ ไปทำเรื่อง...เปลี่ยนชื่อรถ เปลี่ยนสีรถ ตั้งชื่อสายรถเมล์เป็นภาษาอังกฤษหัวท้าย ซึ่งทั้งหมดไม่เกี่ยวเลยกับการปรับปรุงบริการเพื่อประชาชน

ถึงตรงนี้คำถามมีว่า...ประชาชนได้ประโยชน์ตรงไหน?

ซ้ำร้ายเมื่อเปิดเว็บไซต์ ขสมก.ก็ยิ่งชี้ชัดว่า ขสมก.ไม่เคยแก้ไขการให้บริการที่ดีแก่ประชาชน ข้อมูลในนี้ชัดเจนว่าประชาชนคนโหนรถเมล์ไม่พอใจการให้บริการของ ขสมก. มีเรื่องร้องเรียนมากกว่า 1,700 เรื่อง

สะท้อนให้เห็นว่า ขสมก.ต้องปรับปรุงคุณภาพ และการบริการ ไม่ใช่เปลี่ยนชื่อสายรถเมล์เพี้ยนๆแบบนี้...พักเรื่องการบริหารจัดการวิชั่น ขสมก.ยุค 4.0 เอาไว้ก่อน หากยังจำได้ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ครม.เห็นชอบมาตรการสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนในโครงการเพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560

โดยสวัสดิการเบื้องต้น ได้แก่ รถเมล์...รถไฟฟรี, การลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า, การซื้อสินค้าในร้านธงฟ้า โดยจะใช้งบประมาณราว 4 หมื่นล้านบาท และจะเริ่มมอบสวัสดิการดังกล่าวผ่านบัตรผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้...นั่นหมายความว่า โครงการรถเมล์ฟรีจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายนนี้ และในวันที่ 1 ตุลาคม คณะรัฐมนตรีและ คสช.จะมอบบัตรให้แก่ผู้มีรายได้น้อยได้ใช้แทนเงินสดโดยเฉพาะการใช้สอย การเดินทางประจำวัน

นับเป็นหนึ่งในผลงานที่ต้องจารึกไว้บนแผ่นดินไทยว่า รัฐนาวาภายใต้การบริหาร ของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สร้างผลงานครั้งประวัติศาสตร์ ใส่ใจประชาชนคนไทยผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ความปรารถนาของท่านนายกฯอาจไปไม่ถึงฝั่งฝัน ไม่สมราคาคุยของนายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม กับนายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม ที่เคยแถลงไว้ในวันลงนามสัญญาเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ อีทิกเก็ต รถเมล์กรุง 2,600 คัน วงเงิน 1,665 ล้านบาท ระยะสัมปทาน 5 ปี

กล่าวออกหน้า...แทนผู้ชนะประมูลจะต้องดำเนินการติดตั้งให้ครบ 800 คันให้แล้วเสร็จ เพื่อรองรับการใช้บัตรผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลจะเริ่มต้นโครงการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

จากการสำรวจ...การรถไฟแห่งประเทศไทยติดตั้งแล้วพร้อมใช้ระบบแล้ว แต่ที่ ขสมก.วันนี้ออกอาการร่อแร่ได้ข่าวมาแว่วๆว่ายังติดตั้งได้ไม่ถึง 100 คัน เคาต์ดาวน์เหลือเวลาอีกไม่ถึง 40 วัน...เป็นไปได้หรือที่จะเป็นไปตามเป้าหมาย 800 คัน ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ คสช.อาจล้มไม่เป็นท่า ดับฝันนายกฯลงกลางคัน?

เรื่องต่อมาเหมือนหนังฉายซ้ำแต่เป็นเรื่องใหญ่ผลประโยชน์วงเงินนับพันล้านบาท...เป็นเรื่องขบวนการปล่อยข่าวโจมตี กรณีบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เข้าร่วมวงซื้อซองประกวด จัดซื้อรถ NGV 489 คัน ไม่ว่า...จะเป็นเรื่องแบล็กลิสต์ ที่ถูกประกาศให้เบสท์รินฯเป็นผู้ทิ้งงาน แต่ภายหลังอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายของกระทรวงคมนาคมเองออกมาฟันธงว่า เบสท์รินฯไม่ได้เป็นผู้ทิ้งงาน...เพราะมีรถครบจำนวนตามสัญญาแต่ติดขัดด้านภาษีเป็นคดี ความระหว่างผู้นำเข้าบริษัท ซุปเปอร์ซาร่าจำกัด กับกรมศุลกากร

แถมรักษาการ ผอ.ขสมก. ผู้เร่งรีบแถลงออกสื่อประกาศให้เบสท์รินฯ เป็นผู้ทิ้งงานนั้นดำเนินการผิดขั้นตอน ถูกฝ่ายกฎหมายของบริษัทยื่นฟ้องตามมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ได้รับความเสียหายไปแล้วนั้น

“สกู๊ปหน้า 1” อยากจะฟันธงว่า การประมูลครั้งล่าสุดนี้...ที่กำหนด ราคากลางไว้ที่ 3,389,710,819.50 บาท คงต้องล้มลงสมตามเจตนาของใครหลายคน เนื่องจากราคากลาง 3 พันกว่าล้านเป็นราคาที่ขัดใจใครต่อใครหลายๆคนที่คาดหวังกับจำนวนเงินส่วนต่างกว่า 600 ล้านบาท

พยายามใช้ทุกวิถีทางดันราคากลางขึ้นไปเกินกว่า 4,000 ล้านบาท ทั้งๆที่รู้ว่าผิดหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด

แต่...การที่ต้องยอมเปิดประมูลด้วยราคาที่เบสท์รินฯชนะในราคา 3 พันกว่าล้านในครั้งนี้ ก็เพื่อหาเหตุจำเป็นแย้งไปที่ ป.ป.ช.ยอมให้ขึ้นราคากลางไปที่ 4 พันกว่าล้านให้ได้ มีความพยายามปั้นประเด็นรับส่งลูกกันเป็นทีม ส่งไม้ต่อกันเป็นระดับชั้น หาเหตุว่า...“ราคานี้ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีผู้เข้าร่วมประมูล”

สุนทร ชูแก้ว ทีมกฎหมายผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทเบสท์รินฯ เปิดประเด็นว่า ขสมก.หรือใครก็ตามที่กำลังใช้ความพยายามผลักดันราคากลางรถ NGV 489 คัน ที่กำลังจะมีการประมูลจาก 3 พันกว่าล้าน เป็น 4 พันกว่าล้าน ขอเรียนว่าราคาที่เบสท์รินฯชนะนั้นเป็นราคาที่รวมภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆครบถ้วนแล้ว

“ขสมก.” “ภาครัฐ”...ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อรถเมล์แพงไปมากกว่านี้

ทนายสุนทรขอตั้งคำถามที่ผู้บริหาร ขสมก.และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ต้องตอบประชาชนคนโหนรถเมล์ให้หายคาใจคือ 1.ถ้าผลการประมูลตามราคากลาง 3 พันกว่าล้านครั้งนี้มีอันต้องล้มลงจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ขสมก.จะทำอย่างไรต่อไป? 2.ถ้าเป็นไปตามคาด ขสมก.จะเร่งผลักดันให้เปิดประมูลขึ้นมาอีกครั้ง แล้วอ้างเหตุกับสังคมว่าราคากลาง 3.3 พันล้านต่ำเกินไปไม่ถูกใจใครบางคน จึงขอกำหนดราคากลางใหม่ที่ 4 พันกว่าล้านตามเป้าที่วางไว้ แล้ว...สมมติบริษัทเบสท์รินฯเป็นผู้ชนะการประมูลในราคา 3.5 พันล้าน หรือ 3.8 ล้าน จะเป็นเรื่องน่าแปลกที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือไม่ ที่ราคา 3.3 พันล้าน ขสมก.ไม่ซื้อ แต่จะซื้อที่แพงกว่า

3.ถ้าการประมูลสำเร็จ มีผู้ชนะการประมูลไปแล้ว สมมติว่าวันข้างหน้าศาลตัดสินเด็ดขาดให้เบสท์รินฯชนะคดี ขสมก.จะทำอย่างไร? กับรถ 489 คันที่ปฏิเสธไม่ยอมตรวจรับ 4.สมมติว่าผู้ชนะการประมูลเป็นรถยี่ห้อดังจากประเทศญี่ปุ่น แล้วทำสัญญากับ ขสมก.ระบุว่าจะเป็นรถประกอบขึ้นที่อินโดนีเซียเพื่อใช้สิทธิตามสนธิสัญญาอาเซียนปลอดภาษี แต่กลับนำรถเข้าทั้งคันจากญี่ปุ่น ขสมก.จะปฏิเสธการตรวจรับรถหรือไม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงเฝ้าวนเวียนถาม ขสมก.อยู่ร่ำไปจนกว่า ศาลจะตัดสิน หรือจนกว่าจะได้คำตอบจากใครบางคน...คนที่ต้องการซื้อรถเมล์ NGV ในราคา 4 พันล้าน.