วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุมม็อบเชียร์ปู จัดตร.4พัน-ฮ.3ลํา ใช้วงจรปิดเช็กบิล

วัฒนาไลฟ์ในศาล โชคดีแค่รออาญา

คสช.เตรียมพร้อมเต็มพิกัดรับมวลชน คาด 3.5 พันคนแห่ฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว “บิ๊กเจี๊ยบ” สั่งเช็กกล้องวงจรปิด หน้าศาลเก็บหลักฐานฟันคนทำผิดกฎหมาย ยันข่าวทหารบีบเซ็นสัญญาบล็อกม็อบข่าวโคมลอยเรียกคน สตช.จัดหนักระดม ตร. 4 พันนาย-ฮ.3 ลำ-กล้องซีซีทีวี 40 ตัวรับมือ ปัดวิทยุตำรวจสั่งการสกัดกองเชียร์ “ปู” ด้าน “บิ๊กตู่” ยก ครม.สัญจรกราบย่าโม อ้อนทหารไม่โกหก แต่อย่าไล่จะยิ่งไม่ไป ก่อนตายอยากให้โคราชบ้านเกิดและภาคอีสานเจริญ ปลื้มชาวบ้านส่งเสียงเชียร์จะเลือก “ประยุทธ์” ขู่เช็กบิลไล่สอบโรงสีรัฐบาลในอดีต เมินผลโพล 3 ปีคะแนนนิยมตก เด็ก ปชป.เหน็บให้ยอมรับความจริง จี้โละทิ้งทีมเศรษฐกิจ พงส.บก.ปอท.ขอศาลฝากขัง “วัฒนา” ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ห้าวไลฟ์สดคาห้องรับฟ้อง-ฝากขัง ละเมิดอำนาจศาลเจอคุก 1 เดือน ปรับ 500 รอลงอาญา

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียม พร้อมรับสถานการณ์ในวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เต็มพิกัด โดยคาดว่าจะมีมวลชนมาร่วมรับฟังคำพิพากษา 3,000-3,500 คน ซึ่ง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. กำชับเจ้าหน้าที่ควบคุมไม่ให้เกิดปัญหากดดันการทำหน้าที่ของศาล และตรวจกล้องซีซีทีวีให้อยู่ในสภาพพร้อมเก็บหลักฐานดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย

คสช.คาดมวลชน 3.5 พันแห่ฟังคดี “ปู”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 ส.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวภายหลังการประชุมสำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นประธาน ว่า ในวันที่ 25 ส.ค. ที่จะมีการอ่านคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.เฉลิมชัยได้กำชับให้แต่ละหน่วยงานกำกับดูแลการปฏิบัติเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้แล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ดูแลภาพรวมภายใต้การใช้กฎหมายปกติ มีกระทรวงมหาดไทย และ กกล.รส. สนับสนุน ฝ่ายความมั่นคงประเมินว่าจะมีประชาชนมาร่วมรับฟังความคืบหน้า ของคดีประมาณ 3,000-3,500 คน ทำให้พื้นที่รอบศาลไม่สะดวก ทั้งปัญหาการจราจร สภาพอากาศ ความแออัด กระบวนการอ่านคำพิพากษาอาจใช้เวลานาน จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเตรียมการรองรับให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ กำกับดูแล ไม่ให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกด้าน เพื่อให้ภาพรวมของเหตุการณ์เรียบร้อยที่สุด

สั่ง กกล.รส.ช่วยคุมขนข้าวสต๊อกรัฐ

รองโฆษก คสช. กล่าวอีกว่า เลขาธิการ คสช.ยังได้กำชับให้ กกล.รส. ดูแลคลังข้าวสารในสต๊อกของรัฐและร่วมตรวจสอบการระบายข้าว ช่วยควบคุมการขนย้ายข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคให้เป็นไปตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนด มีความโปร่งใส สังคมเกิดความเชื่อมั่น กกล.รส.กองทัพภาคที่ 1-3 ได้ช่วยสนับสนุนการขนย้ายข้าวในพื้นที่ 9 จังหวัดแล้ว 45 ล้านตันเศษ คงเหลือข้าวรอการขนย้ายอีก 22 ล้านตันเศษ

ตรวจซีซีทีวีเก็บหลักฐานฟันผิด

รายงานข่าวจาก คสช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุมได้หารือโดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบหลักดูแลสถานการณ์ ทั้งจัดระเบียบจราจรอำนวยความสะดวกประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บริเวณหน้าศาล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาบรรยากาศกดดันการทำหน้าที่ของศาล พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบไม่ให้เสี่ยงต่อการกระทำผิด พร้อมอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย 9 ผู้พิพากษา ผบ.ทบ.ยังเป็นห่วงประชาชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจด้วย เนื่องจากขณะนี้สภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตก อากาศร้อนอบอ้าว เกรงว่าผู้สูงอายุจะได้รับผลกระทบ จึงสั่งการ ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมรถพยาบาลอำนวยความสะดวก เนื่องจากการรอคำพิพากษาของศาลอาจใช้ เวลานานอาจทำให้เกิดเป็นลมหน้ามืด ขอให้ช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ให้ประสานงานกับ กทม.ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าศาลและพื้นที่ใกล้เคียงให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นหลักฐานต่อผู้ฝ่าฝืนและทำผิดกฎหมาย เพราะอาจเกิดเหตุสุดวิสัยในวันที่ 25 ส.ค.

ชี้ข่าวโคมลอยให้เซ็นสกัดม็อบ

รายงานข่าวจาก คสช. เผยด้วยว่า ส่วน กกล.รส.ทั้ง 4 กองทัพภาค ผบ.ทบ.เน้นย้ำให้ดูแลความสงบเรียบร้อยตามความรับผิดชอบ ไม่มีการสกัดกั้นหรือกีดกัน ส่วนกระแสข่าวทหารบังคับให้ประชาชนเซ็นหนังสือยินยอมร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ไม่ให้นำมวลชนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในพื้นที่ภาคเหนือนั้น ผบ.ทบ.ไม่ติดใจอะไร และกองทัพภาคที่ 3 ได้ชี้แจงว่าไม่มีการดำเนินการเป็นเพียงข่าวโคมลอย เพื่อจุดประเด็นให้คนเดินทางมาให้กำลังใจอดีตนายกฯ กองทัพภาคที่ 3 เชื่อว่าประชาชนภาคเหนือเข้าใจต่อเหตุการณ์เป็นอย่างดี พร้อมให้ กกล.รส.ดูแลคลังเก็บข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวให้เรียบร้อย หลังฝ่ายการเมืองระบุถึงความไม่โปร่งใสในการระบายข้าวของรัฐบาลจากอาหารคนกินไปสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คนบริโภค

จัดเต็ม ตร.4 พัน ฮ. 3 ลำ กล้อง 40 ตัว

ที่ บช.น. พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. กล่าวว่า ในวันที่ 25 ส.ค.จะใช้ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน 24 กองร้อย รวม 3,700 นาย และฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบและตำรวจจราจร 300 นาย รักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกจราจร มีการกำหนดพื้นที่เขตศาล 15,995 ตารางเมตร และพื้นที่ประชาชนที่มาให้กำลังใจ 1,500 ตารางเมตร คาดว่ามีประชาชนมาราว 3,000 คน จัดกำลังตำรวจดูแลวางแผงเหล็กกั้นไม่ให้รุกกล้ำเข้าในเขตอำนาจศาล และระวังมือที่สามสร้างสถานการณ์ รอบอาคารศาลติดกล้องวงจรปิด 40 ตัว บันทึกภาพผู้บุกรุกและฝ่าฝืนยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย เพื่อเป็นหลักฐานดำเนินคดี บริเวณจุดคัดกรองติดตั้งเครื่องตรวจอาวุธ 3 เครื่อง พร้อมเตรียมรถควบคุมผู้ต้องขัง 20 คัน เฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ รถพยาบาล 4 คัน รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ปัดวิทยุตำรวจสั่งบล็อกมวลชน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เป็นผู้รับผิดชอบภาพรวม ประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน จะใช้กำลังตำรวจดูแลความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ฝ่ายการข่าว สำหรับสื่อสังคมออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์ว่า วิทยุตำรวจในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สั่งสกัดมวลชนที่มาให้กำลังใจ พร้อมให้รายงานทุกวัน ระหว่างวันที่ 21-26 ส.ค. เป็นการออกคำสั่งเพื่อเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ตามปกติ ส่วนการร่วมตั้งจุดตรวจจุดสกัดกับฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ได้มีการบูรณาการร่วมกันตามปกติอยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์และอำนวยการจราจร ไม่ได้สกัดกั้น การขนมวลชนต้องดูเจตนาผู้ประกอบการว่าขนมวลชนเพื่อปลุกระดมหรือไม่

ศาล รปภ.เข้มรถเข้าข้างศาลปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นัดฟังคำพิพากษาคดีโครงการจำนำข้าวและระบายข้าววันที่ 25 ส.ค.เวลา 09.00 น. ในคดีที่อัยการสูงสุดฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯเป็นจำเลย ความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวและข้อหาอื่น มูลค่าเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท กับคดีที่อัยการสูงสุดฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวกับพวก รวม 28 คน เป็นจำเลย ในความผิดตาม พ.ร.บ. ฮั้วฯ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจวางมาตรการรักษาความปลอดภัยไว้แล้ว จะเปิดให้รถเข้าทางประตูหลักศูนย์ราชการข้างศาลปกครอง ส่วนสื่อมวลชนที่จะเข้ามาศาลต้องแจ้งทะเบียนรถให้เจ้าหน้าที่ศาลทราบ เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบ คาดว่าศาลจะอ่านคำพิพากษาคดีนายบุญทรงก่อน ไม่ว่าจำเลยจะมาครบหรือไม่

“บิ๊กป้อม” มั่นใจ 25 ส.ค.ไม่มีป่วน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ในวันตัดสินคดีโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ฝ่ายความมั่นคงมั่นใจว่าสถานการณ์ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้จนถึงวันที่ 25 ส.ค. จะไม่มีปัญหาการสร้างความ ปั่นป่วนใดๆ และไม่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อถามว่าได้ประเมินหรือไม่ว่าสถานการณ์หลังจากวันที่ 25 ส.ค.จะเป็นอย่างไร พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนยังไม่รู้ ไม่แน่ใจเช่นกัน เมื่อถามว่ามีปัจจัยอะไรทำให้มั่นใจเช่นนั้น พล.อ.ประวิตรตอบว่า “เอาน่า ไม่มี ก็ไม่มี คนจะมาเยอะอย่างไรในวันนั้น ผมมั่นใจว่าเขาจะไม่ได้มาเพื่อปั่นป่วน จะมาก็มา ถ้าจะมีคนป่วน ก็มีเพียงไม่กี่คน”

“บิ๊กตู่” ยก ครม.สัญจรกราบย่าโม

อีกด้าน เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เดินทางขึ้นเครื่องบินไปยังท่าอากาศยานทหารกองบิน 1 ต.หนองไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ในวันที่ 21-22 ส.ค. จากนั้นนายกฯเดินทางด้วยรถยนต์อัลพาร์ทสีขาว ทะเบียน กย 1111 นครราชสีมา ไปกราบสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี พร้อมเดินลอดซุ้มประตูชุมพลและสักการะศาลเจ้าพ่อไฟ (ฮ่วยติ) ก่อนทักทายประชาชนที่นำดอกกุหลาบสีขาวมามอบให้กำลังใจ ตะโกน “รักลุงตู่” โดยนายกฯกล่าวขอบคุณว่า “บ้านเมืองอยู่กับทุกคน คนอีสานน่ารักอยู่แล้ว เดี๋ยวผมจะทำงานให้ไม่ต้องห่วง” ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยสุดเข้มงวด เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 2,000 นายกระจายทุกจุด

เมิน 3 ปีเรตติ้งตก

ต่อมาเวลา 09.15 น. พล.อ.ประยุทธ์และคณะ เดินทางต่อไปยังศาลาอเนกประสงค์ สวนสาธารณะเทศบาลตำบลหัวทะเล มี นายนายวิเชียร จันทร-โณทัย ผวจ.นครราชสีมา ข้าราชการ ประชาชนกว่า 300 คน มาให้การต้อนรับ เพื่อรับฟังรายงานผลการพัฒนาจังหวัด และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนประชาชน โดยนายกฯกล่าวว่า วันนี้ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนดชะตากรรมบ้านเมือง มีหน้าที่เลือกสรรนักการเมืองเข้ามาเป็นรัฐบาล ดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่ให้ทุจริต “เมื่อวานผมไม่สบายใจ มีโพลบอกประชาชนส่วนใหญ่ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่อยากให้มีการทุจริต และ 32 เปอร์เซ็นต์ เห็น ว่าให้โกงได้ แต่ขอให้แบ่งปัน ไอ้โพลแบบนี้ทำที่ไหนอยากรู้นัก เดี๋ยวไปหามาด้วย เขียนแบบนี้ท้อแท้จริงๆ และโพลที่บอกว่าวันนี้คะแนนลุงตู่ลดลง เหลือ 7.4 จากปีก่อนอยู่ที่ 7.5 ลดลงเรื่อยๆ แต่ผมไม่ได้สนใจ เพราะคนไทยนิสัยขี้เบื่อ ปีแรกชื่นชม ปีที่สองเบื่อหน่าย ปีที่สามยิ่งเบื่อใหญ่ เหมือนดูละคร ที่เปลี่ยนไปดูดาราหน้าใหม่ แต่รัฐบาลไม่ใช่ดารา รัฐบาลไม่ได้สร้างละคร ทำแต่เรื่องจริง ผมเกิดที่โคราช ก่อนตายผมอยากให้เมืองโคราช ภาคอีสานและทุกภาคเจริญ มีความสุข” นายกฯกล่าว

ปลื้มชาวบ้านบอกเลือก “ประยุทธ์”

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า เราจะสู้กันวันนี้เลย เพื่อเอาคนโน้นคนนี้มา ยังไม่ถึงเวลา วันนี้ต้องมีเปลี่ยนแปลง ขอให้ถึงเวลาก่อนแล้วค่อยว่ากันมา ใครจะไปเลือกตั้งยกมือไม่ต้องกลัว ถ้ามีการเลือกตั้งได้ก็ต้องไป ถ้าทุกคนไม่ไปหรือคิดว่าไปแล้วไม่ได้คนดีจะได้คนห่วยมาตลอด เพราะคนดีไม่ไปเลือก เลือกใครก็ได้ แค่ขออย่าเลือกผิดอีก ใครมีคนในใจที่จะเลือกแล้วไหนลองยกมือ จะเลือกใครมาเป็นรัฐบาล ปรากฏว่ามีประชาชนตะโกนขึ้นว่า “จะเลือก พล.อ.ประยุทธ์” นายกฯจึงกล่าวต่อว่า “ถ้า เลือกผมต้องขอบคุณ พูดไปพรุ่งนี้สื่อคงล่อผมเละแน่ ยังไม่รู้จะเข้าไปอยู่ได้อย่างไร เพราะไม่ได้เป็นคนลงไปให้เลือกตั้ง ก็ดูต่อแล้วกัน นั่นเป็นเรื่องชะตากรรมบ้านเมือง และอย่าให้ใครมาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นธรรม ไปดูกฎหมายลูกด้วยว่าเขาเขียนว่าอย่างไร ถ้าเอารัฐธรรมนูญมาทะเลาะกันไม่มีวันจบ เพราะรัฐธรรมนูญไม่มีบทลงโทษ ไม่มีบทบังคับ ขอให้ทุกคนสร้างสมดุล อย่ามองการเมืองอย่างเดียว ใครจะผิดจะถูก ทะเลาะเบาะแว้งก็ปล่อยเขา “คนไทยรักกันผมก็รู้ เหมือนที่คุณรักผม ใครรังแกผมท่านก็ไม่ชอบ แต่ต้องรักให้ถูกวิธี ถ้าผมทำผิดไม่ต้องรักผม อย่างดารารักๆ เลิกๆ ไปให้กำลังใจเขากลับมาดีกัน แต่ตัวเองสามียังทิ้งอยู่เลย ที่พูดอย่าน้อยใจ ใครที่ถูกสามีทิ้งมาบอกตน เพราะกฎหมายระบุไว้ต้องมีภรรยาคนเดียว กิ๊กก็มีไม่ได้”

ขู่ไล่ตรวจสอบโรงสี รบ.ในอดีต

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เมื่อเช้าไปกราบย่าโมที่ตนเคารพนับถือ เอาเหรียญมาด้วย ทั้งนี้นายกฯได้นำเหรียญย่าโมออกจากกระเป๋าเสื้อมาโชว์ พร้อมกล่าวว่า คนอีสานมีเหรียญนี้หรือยัง อย่ารู้จักอย่างเดียวต้องเคารพไว้ในใจด้วย ยืนยันไม่เคยคิดจะตัดค่ารักษาพยาบาลฟรี มีแต่จะทำให้ดีขึ้น ส่วนข้าราชการต้องปรับปรุงระบบ ต้องดูแลเอาไปฆ่าทิ้งไม่ได้ ที่ไม่ดีอาจมีบ้างต้องช่วยกันดู เพราะเลือกมาเอง ข้าราชการท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใครให้เงินไม่ต้องเลือก ส่วนโรงสีที่รัฐบาลอดีตฝากข้าวไว้เสียค่าเช่า เดี๋ยวจะไปตรวจทั้งหมดว่าสร้างมาตอนไหน สร้างมายังไง คุ้มค่าหรือไม่ แล้ววันนี้ทำอะไร ทั้งโรงสีข้าวชุมชนและสหกรณ์ พวกนี้รวยกันมาเท่าไหร่แล้ว เชื่อพรุ่งนี้ตนโดนด่าเละแน่แต่ต้องทำ

อ้อนทหารไม่โกหก แต่อย่าไล่ยิ่งไม่ไป

“ทั้งหมดนี้คืออนาคตของประเทศ คนอีสาน ชาวโคราช คิดถึงกันบ้างเด้อ ทหารพูดอะไรโกหกไม่ได้หรอก คำมั่นสัญญาที่ต้องทำ ฟังเพลงหรือเปล่า มีคนบอกว่าไหนบอกขอเวลา 3 ปี ยังไม่เห็นไปสักที ต้องไปตามขั้นตอน ไปได้ก็ไป อย่าไล่ตนถ้ายิ่งไล่ยิ่งไม่ไป” นายกฯกล่าว จากนั้นนายกฯไปเป็นประธานมอบเอกสารที่ดินทำกินตามโครงการของกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 3 แปลง รวม 2,095 ไร่ให้เกษตรกร 185 ราย

“หนุ่มอีสาน” ประชิดตัวยื่นหนังสือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกันที่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. พบปะและรับประทานอาหารกลางวัน (Working Lunch) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชนและผู้บริหารท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีทีม รปภ.รักษาความปลอดภัยเข้ม ขณะนายกฯออกจากห้องรับรองปรากฏว่า นายสมพร จันทรังสี ชายวัยกลางคน ได้เข้าประชิดตัวนายกฯและควักเอกสารซองสีน้ำตาลที่ซ่อนไว้ในเสื้อยื่นให้กับนายกฯ โดยที่มุมซองดังกล่าวมีโลโก้ระบุว่า “คนอีสานสีแดง” ซึ่งนายกฯได้รับเอกสารดังกล่าวก่อนอ่านหน้าซองแล้วพับเก็บ ขณะที่นายกฯแสดงท่าทีไม่พอใจทีม รปภ.ที่ปล่อยให้คนเข้ามาประชิดตัวได้

นั่งรถอีแต๊กเยี่ยมชาวบ้านโนนแดง

ต่อมาเวลา 15.20 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมคณะเดินทางถึงศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านหนองขี้เหล็ก หมู่ 4 ต.วังหิน อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา โดยมีนายประยุทธ์ คำแหง นอภ.โนนแดง นายประพัทธพงศ์ พราหมณี นอภ.บัวใหญ่ นายยศธร บูรณะบัญญัติ นายกเทศมนตรีตำบลวังหิน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ อ.โนนแดง และราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมกว่า 200 คน ร่วมให้การต้อนรับ จากนั้นคณะนายกฯได้เยี่ยมชมกิจกรรมนโยบายรัฐบาล และนั่งรถอีแต๊กเยี่ยมราษฎรรวมทั้งหน่วยงานต่างๆ สำหรับ อ.โนนแดง เป็นพื้นที่กันดารมาก ฤดูแล้งก็แล้งซ้ำซาก ไม่มีพื้นที่เก็บน้ำไม่ว่าจะเป็นอ่างเก็บน้ำหรือแก้มลิง ฤดูฝนมีฝนตกหนัก และน้ำขังเป็นเวลานาน

ลั่นปรองดองเกิดแน่ต้องไม่รอใครสั่ง

จากนั้นนายกฯและคณะเดินทางไปศูนย์การเรียนรู้และขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านหนองขี้เหล็ก ต.วังหิน อ.โนนแดง โดยขึ้นรถอีแต๊กเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆตามนโยบายรัฐบาล เยี่ยมชมการเลี้ยงวัวและให้หญ้าวัว พร้อมพูดกับวัวว่า “อยู่ในคอกเดียวกันอย่าทะเลาะกันนะลูก” และเยี่ยมชมการเลี้ยงกบโดยได้อุ้มกบขึ้นมาพร้อมปล่อยมุกพูดกับกบว่า “ชาติหน้าขอให้เกิดมาเป็นกบตัวเมียนะ ผมจะได้เป็นเจ้าชายกบ” ก่อนคืนให้กับเจ้าของพร้อมกำชับว่า “อย่าเอาไปต้มกินแกล้มเหล้านะ” ทั้งนี้ เมื่อนายกฯเดินทางมาที่ศาลาอเนกประสงค์บ้านหนองขี้เหล็ก โดยได้หันมายิ้มพูดกับผู้สื่อข่าวว่า “ฉันดีใจ มีความสุข ฉันชอบชีวิตแบบนี้ ชอบมาแบบนี้” จากนั้นนายกฯรับฟังปัญหาและกล่าวถึงการแก้ปัญหารัฐบาลว่า เราไปบังคับก็ทำกันไม่ได้ต้องทำด้วยความรู้สึกจะได้มีความสุข ถ้านั่งรอเฉยๆ รอรัฐบาลเอาเงินมาให้ราคาสูงๆไม่มีทางเป็นไปได้ เรื่องสินค้าเกษตรต้องสร้างความร่วมมือระหว่างกันนี่คือปรองดอง ไม่ต้องให้ใครมาสั่งปรองดองนี่คือการปฏิรูปจากที่นั่งคอยเฉยๆเพราะให้เงินทุนมาแล้วโดยให้มากกว่านี้จะเอาเงินที่ไหนมาให้ทุกหมู่บ้าน ส่วนกำนัน ผู้ใหญ่ อบต. ก็ต้องปฏิรูปตัวเองต้องทำเพื่อประชาชนอย่าทุจริตโกงกิน

ยกสินค้าตลาดย่าโมมีมาตรฐาน

นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมตลาดย่าโม จ.นครราชสีมา พร้อม พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และคณะว่า จากการตรวจสอบสารปนเปื้อนในอาหาร พบว่ามีมาตรฐานพอสมควร เจ้าหน้าที่คอยสุ่มตรวจสารปนเปื้อนอยู่เป็นประจำ เช่น เชื้อรา ฟอร์มาลิน สารฟองขาวและอื่นๆ ส่วนการตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายชุดสังฆทานพบว่า มีมาตรฐาน แต่ที่ทักท้วงผ้าอาบน้ำฝนของพระสงฆ์ ควรจะหนาพอสมควร ขณะเดียวกัน ได้ตรวจสอบเครื่องสังฆทานตามร้านต่างๆ พบว่ามียาแก้เมาอยู่ด้วยจึงได้ทักท้วงและสอบถามจากทางร้าน พบว่าเป็นยาแก้เมารถ

“ไก่อู” แจงไม่ได้ใช้งบฯจ้างสื่อทำข่าว

ที่ศาลากลาง จ.นครราชสีมา พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯและรักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวถึงกรณีนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุจะตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือสื่อมวลชนติดตามทำข่าวรัฐมนตรีในการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจรที่ จ.นครราชสีมาว่า ผู้ว่าการ สตง.คงเข้าใจผิดเป็น การเชิญสื่อฯมาพูดคุยเพื่อขอความร่วมมือไปทำข่าว หรือสกู๊ปเท่านั้น อะไรที่เป็นเรื่องเด่นขอให้ส่งมาให้ช่องเอ็นบีทีออกอากาศด้วย ไม่ได้มีการใช้งบประมาณว่าจ้าง ผู้ว่าฯการ สตง.ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ไปฟังเขามาอีกที ยืนยันกรมประชาสัมพันธ์ใช้งบฯตามระเบียบราชการ รวมถึงการใช้งบฯไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบของ สตง. เพราะการใช้งบฯของกรมประชาสัมพันธ์เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 อยู่แล้ว

“มัลลิกา” จี้รับความจริงโละทีม ศก.

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า รับไม่ได้ที่นายกฯหงุดหงิดไม่พอใจผลสำรวจโพลความนิยมรอบ 3 ปีของรัฐบาลชุดนี้คะแนนตกต่ำทุกด้าน สะท้อนยืนยันว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องยังต้องแก้ไข นโยบายของทีมเศรษฐกิจทั้งหมดไปผิดทาง ไม่ประสบความสำเร็จ นายกฯควรปรับปรุงทีมเศรษฐกิจ จะรักษาสภาพรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือจะรักษาคุณภาพชีวิตประชาชน นายกฯต้องยอมรับว่าทีมเศรษฐกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ทำให้นายกฯและรัฐบาลทหารตกต่ำตกลง ความร่ำรวยและรายได้ส่วนใหญ่ไปอยู่ที่บริษัทใหญ่โตในตลาดหุ้น คนจนซื้อของคนรวย คนรวยซื้อของคนรวย ส่วนคนรวยไม่ซื้อของคนจนและคนรวยไม่นำเงินออกมาใช้ในวังวนเศรษฐกิจรากหญ้า นายกฯกรุณาฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ปรารถนาดีต่อท่าน ไม่อยากให้เสียของเสียเวลา เรื่องปากท้องชาวบ้านขอให้ยอมรับความจริง ถ่ายทอดให้คณะทำงานของท่านคิดให้ตกผลึก

“วัชระ” บี้ตามปืนพันกระบอกคืนรัฐ

เมื่อเวลา 11.00 น. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องนายกฯติดตามอาวุธปืนสงครามที่หายไปจากคลังของค่าย ตชด. อส. และการชุมนุมของคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 52 คือ ปืน เอ็ม 16 ปืนเอชเค 33 และปืนเอ็ม 79 รวม 885 กระบอก ที่หายจาก ตชด.จ.อุดรธานี หนองคาย และเลย ปี 53 ช่วงการชุมนุมของ นปช.มีการยึดปืนเอ็ม 16 ปืนทราโว่ และปืนลูกซอง รวม 68 กระบอกของทหารที่ถนนราชดำเนิน และปี 56 ยุคที่นายวินัย บัวประดิษฐ์ เป็น ผวจ.นครราชสีมา มีปืนเอ็ม 16 และปืนเอชเค 33 หายจากคลังของอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จ.นครราชสีมา สังกัดกระทรวงมหาดไทยอีกกว่า 100 กระบอก รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,053 กระบอก จึงขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปตรวจสอบที่ค่าย อส. อ.จอหอ สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและสั่งลงโทษผู้เกี่ยวข้อง ติดตามนำอาวุธคืนหน่วยงานรัฐให้ได้ และขอเรียกร้องถึงนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.ให้ช่วยติดตามอาวุธปืนที่หายไปด้วย วันที่ 22 ส.ค.จะไปยื่นเรื่องต่อ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อให้ช่วยตามหาด้วย เชื่อว่ายังถูกซุกซ่อนอยู่ใน กทม.และยังหาไม่พบอีกหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ ได้ขนย้ายบางส่วนนำไปขายให้ผู้กว้างขวางรายหนึ่งที่ จ.เชียงราย ที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว เกรงว่าจะมีบุคคลผู้ไม่หวังดีอาจจะนำอาวุธมาใช้ในช่วงอ่านคำพิพากษาในคดีจำนำข้าวในวันที่ 25 ส.ค.

ชง ก.ม.ศาลรัฐธรรมนูญให้ สนช.

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.ว่า กรธ. จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 28 ส.ค. ได้ซักถามคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินว่ามีจุดต้องแก้ไขอย่างไร ในส่วนของ คตง.จะไม่มีเซ็ตซีโร่ เนื่องจากการสรรหาใช้หลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เว้นแต่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินต้องให้ คตง.ชุดใหม่เป็นผู้สรรหา ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ กรธ.พิจารณาเสร็จแล้วอยู่ระหว่างส่งตัวร่างฯให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา คาดว่าจะส่งให้ สนช.ภายในเดือน ก.ย. กรธ.ยืนยันว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะดำรงตำแหน่งต่อไปได้ภายหลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้จะต้องไม่มีคุณสมบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ 2560

เปิดเวทีฟังความเห็นปฏิรูป ตร.4 ภาค

ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ เป็นประธานการประชุม ภายหลังการประชุมนายมานิจ สุขสมจิตร กรรมการปฏิรูปตำรวจ ให้สัมภาษณ์ว่า คณะอนุกรรมการปฏิรูปตำรวจทั้ง 4 ชุด ได้รายงานผลการศึกษา อาทิ การแต่งตั้งโยกย้าย อำนาจหน้าที่ สังกัดหน่วยงานใน สตช.แต่ยังไม่ลงมติ ประธานขอให้คณะอนุกรรมการไปหาข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนการรับฟังความเห็นการปฏิรูปตำรวจวันที่ 24 ส.ค. พล.อ.บุญสร้างจะเป็นประธานรับฟังความเห็นนัดแรกที่โรงแรมเซ็นทราแจ้งวัฒนะ จากนั้นจะเปิดเวทีรับฟังกระจายตามภูมิภาคอาทิ วันที่ 4 ก.ย. ที่โรงแรมทวินโลตัส จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 7 ก.ย. โรงแรมเชียงใหม่ ภูคำ จ.เชียงใหม่ วันที่ 21 ก.ย. โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น และเปิดตู้ ปณ.193 www.thaipolicereform.org, www.reform.police.go.th ส่วนคณะอนุกรรมการด้านวิชาการจะรวบรวมผลงานทางวิชาการที่เคยทำในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจจาก สปช. สปท. ตลอดจนวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ ผลการศึกษาจากต่างประเทศ มาประกอบด้วย กรอบเบื้องต้นที่ประชุมกำหนดว่า การปฏิรูปการแต่งตั้งโยกย้ายต้องได้ข้อสรุปในเดือน ธ.ค.60 ส่วนเรื่องอื่นต้องแล้วเสร็จเดือน เม.ย.61

“ชัชวาลย์” นั่ง ปธ.กฎหมาย 4 ชั่วโคตร

ที่รัฐสภามีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับส่วนรวม พ.ศ. ...สนช.เพื่อพิจารณาเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ของคณะ กมธ. โดยที่ประชุมมีมติเลือก พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นประธาน กมธ. ส่วนรองประธาน กมธ.จำนวน 3 คน ประกอบด้วย 1. ร.ต.ต. พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร 2.นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง 3.พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ นายเจริญศักดิ์ ศาลากิจ เป็นเลขานุการ นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ เป็นโฆษก กมธ. ที่ปรึกษา กมธ. จำนวน 6 คนคือ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ นายกล้านรงค์ จันทิก พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร และนายมหรรณพ เดชวิทักษ์

“สุรชัย” ดัน กมธ.เข้าข่าย ก.ม.ปราบโกง

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมายสี่ชั่วโคตรที่ สนช.มีมติรับหลักการไปว่า ผู้ยกร่างกฎหมายฉบับนี้คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ส่วนผู้เสนอร่างกฎหมายให้ สนช.พิจารณาคือ ครม.สาระสำคัญกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ส่วนข้อเสนอที่ระบุให้ สนช.ที่เป็น กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในวาระ 2 และ 3 อยู่ในข่ายห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามร่างกฎหมายนี้ด้วยนั้นเห็นด้วย จะเสนอต่อที่ประชุมว่า กมธ.ที่จะพิจารณาร่างกฎหมายนี้ต้องอยู่ในข่ายห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนตามร่างกฎหมายนี้เหมือนกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย ทั้งไม่มีตำแหน่งทับซ้อนทางผลประโยชน์ในเอกชน การห้ามดำรงตำแหน่งอื่นๆในเอกชนหลังพ้นหน้าที่ไปไม่ถึง 2 ปี

“เกียรติ” หวั่นตีขลุมเขียนไม่ชัด

นายเกียรติ สิทธีอมร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกฎหมาย 4 ชั่วโคตรว่า ได้ยินเสียงบ่นจากนักธุรกิจและนักการเมืองว่ารายละเอียดกว้างมากทั้งทางตรงทางอ้อม ญาติพี่น้อง คู่สมรส คนสนิทโดนหมด จะตีความกันอย่างไรปฏิบัติยาก คนตั้งใจดีน่าจะทำงานให้บ้านเมืองได้ ต้องคิดว่าจะติดร่างแหไปด้วยหรือไม่ ครอบครัวอาจกลัวไม่อยากเข้ามาช่วยงานการเมืองได้ กลับกันคนที่ตั้งใจจะโกงคงไม่กลัวคิดไว้หมดแล้วว่าจะซิกแซ็กอย่างไรถึงจะเอาตัวรอดได้ ควรจะเขียนให้ชัดเจนว่ากรณีใดบ้างเข้าข่ายต้องถูกตรวจสอบ ให้ทำง่ายไม่ใช่ไปเน้นความเชื่อมโยงจะส่งผลให้ตีความแบบตีขลุมหรือบางกรณีอาจกลั่นแกล้งกันได้ หลักคิดในต่างประเทศต้องมีมูลเหตุก่อนถึงจะตรวจสอบ ไปดูหลักฐานที่เกี่ยวข้อง มีเส้นทางการเงินที่ชัดเจน มีเจตนา และมีพฤติกรรมเชื่อมโยงจะมีความผิด

ศาล รธน.ถกรับไม่รับคำร้อง สนช.

นายพิมลธรรม พิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลธรรมนูญ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องจากประธาน สนช. ที่ส่งความเห็นของ สนช. 34 คนขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน มีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในประเด็นที่ สนช.มีมติให้คุ้มครองผู้ตรวจการแผ่นดินปัจจุบันให้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ ซึ่งน่าจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 273 ที่บัญญัติให้การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดเป็นไปตามร่างกฎหมายลูกดังกล่าว ไม่น่าจะหมายถึง อยู่จนครบวาระ โดยจะนำคำร้องเข้าสู่การพิจารณาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 23 ส.ค. ว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ คำร้องดังกล่าวเป็นคำร้องแรกที่ สนช.ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 (1) เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ามีข้อความขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ศาลสืบพยาน “มาร์ค” ฟ้อง “ธาริต”

ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญานัดตรวจหลักฐานคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอกับพวกเป็นจำเลยที่ 1-4 ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา กรณีเมื่อ ก.ค. 54-13 ธ.ค.55 จำเลยสรุปสำนวนกล่าวหานายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ข้อหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าโดยเจตนาจากการออกคำสั่ง ศอฉ.กระชับพื้นที่การชุมนุมของ นปช. โจทก์เห็นว่าการแจ้งข้อหาบิดเบือนข้อเท็จจริงและอำนาจสอบสวนเป็นของ ป.ป.ช.ไม่ใช่ดีเอสไอ ศาลสอบคำให้การจำเลยให้การปฏิเสธ ทนายโจทก์แถลงนำพยานเข้าสืบ 8 ปาก ใช้เวลา 5 นัด ส่วนทนายจำเลยแถลงนำพยานเข้าสืบ 13 ปาก ใช้เวลา 8 นัด ศาลนัดสืบพยานโจทก์ปากแรกวันที่ 6 มี.ค.61 และสืบพยานจำเลยปากแรกวันที่ 27 มี.ค.61

“วัฒนา” ละเมิดศาลเจอคุก 1 เดือน

วันเดียวกัน พ.ต.ท.กฤช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา พนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. นำนายวัฒนา เมืองสุข อายุ 60 ปี อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาคดีปลุกปั่นและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไปขออำนาจศาลฝากขังกรณีโพสต์ข้อความ “หมุดที่หายเป็นสมบัติของชาติ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค.-1 ก.ย.โดยนายวัฒนาได้สวมเสื้อมีข้อความรังเกียจเผด็จการที่หน้าอก ขณะนั่งรอนายวัฒนาได้ไลฟ์สดเฟซบุ๊กที่ห้องงานรับฟ้อง-ฝากขัง ศาลสั่งให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวนายวัฒนาไปไต่สวนฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30, 31 และประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี และให้ลบโพสต์ ถือว่าเป็นคนแรกที่ถูกดำเนินคดีลักษณะนี้ ต่อมาศาลอาญาพิจารณาคำร้องและหลักทรัพย์ 2 แสนบาท ที่ขอปล่อยชั่วคราว ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวนายวัฒนาโดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขการประกันตัว

ห้าวไม่หวั่นคนควรกลัวคือเผด็จการ

ภายหลังได้ประกันตัว นายวัฒนากล่าวว่า ระหว่างอยู่ในศาล ไม่ทราบว่ามีข้อห้ามการไลฟ์เฟซบุ๊ก ก่อนหน้าถามเจ้าหน้าที่ว่าใช้โทรศัพท์ได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่บอกว่าใช้ได้ ทำให้ถูกศาลลงโทษ แต่ไม่มีเจตนาเป็นความเข้าใจผิด ส่วนคดีที่ บก.ปอท.มีทั้งหมด 3 สำนวน เมื่อเช้าวันที่ 21 ส.ค. มีหมายส่งมาที่บ้านอีก ต้องกลับไปดูว่าดำเนินคดีอะไรอีก ตอนนี้รู้สึกไม่หวั่นกลัว แต่คนที่ควรกลัวคือพวกเผด็จการ ส่วนวันพิพากษาของคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯนั้น ศาลไม่ได้กำหนดเงื่อนไขให้ตนลดการเคลื่อนไหว สามารถใช้เสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีผลต่อคำพิพากษา ทุกคนมาให้กำลังใจอย่างสงบ คนที่ทำให้วุ่นวายคือรัฐบาล ไม่ใช่ประชาชน การที่รัฐบาลสร้างบรรทัดฐานที่ผิดไว้ จะก่อให้เกิดความเสียหายระยะยาว ยอมไม่ได้จะขอสู้ต่อไป

5 นักวิชาการมอบตัวฝืนคำสั่ง คสช.

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ สภ.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ นายชยันต์ วรรธนะภูติ ผอ.ศูนย์ภูมิภาคศึกษาฯ ม.เชียงใหม่ นายธีรมล บัวงาม บก.สำนักข่าวประชาธรรม นางภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนอิสระ นายชัยพงษ์ สำเนียง นศ.ปริญญาเอก นายนลธวัช มะชัย นศ.ปริญญาตรี ม.เชียงใหม่ เข้าพบ พ.ต.อ.อดุลย์ สมนึก ผกก.สภ.ช้างเผือก ตามหมายเรียกข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 เรื่องมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หลังถูก พ.อ.สืบสกุล บัวระวงศ์ รอง ผบ.มทบ.33 เข้าแจ้งความกรณีเข้าร่วมงานประชุมวิชาการนานาชาติไทยศึกษา วันที่ 15-18 ก.ค.60 และที่หน้างานมีป้ายข้อความ “เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร” มีนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อาจารย์ นักวิชาการ และนักสิทธิมนุษยชน เครือข่ายชนเผ่ากว่า 200 คนมาให้กำลังใจ ผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตำรวจสอบปากคำพิมพ์มือลงบันทึกประจำวัน ก่อนปล่อยตัวและนัดมาพบพนักงานสอบสวนอีกครั้งวันที่ 1 ก.ย.