วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจครีเอทีฟระดับโลก 'เกรียงไกร กาญจนะโภคิน' กลางงาน Astana Expo 2017

ที่สุดของงานระดับโลก 1 ใน 3 ก็ต้องหมายรวมถึงงานนี้ด้วย กับงาน "World Expo" หรือ "งานนิทรรศการนานาชาติ" โดยปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศคาซัคสถาน ภายใต้ชื่องานว่า Astana Expo 2017 โดยมีคอนเซ็ปต์ที่ว่า "Future Energy" หรือ "พลังงานแห่งอนาคต" ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเราเอง ก็ได้มีโอกาสไปจัดศาลาเพื่อแสดงนิทรรศการพร้อมกับประเทศอื่นๆ อีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลกด้วย ซึ่งก็มีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย กดชมบรรยากาศงาน ที่นี่ 

ทั้งนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ก็ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมชมงานนี้เช่นกัน จากคำเชิญของบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด บริษัทผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นผู้จัดสร้าง "Thailand Pavilion" หรือ "ศาลาไทย" แต่ก่อนอื่นเราขอสรุปเรื่องราวที่คุณๆ ต้องรู้ 5 ข้อ มาให้อ่านกันก่อน เพื่อทำความเข้าใจถึงงานนี้ และก่อนที่จะเราจะไปเปิดใจคนคิด คนทำ และคนสร้างสรรค์ศาลาไทยนี้ขึ้นมา เรียกได้ว่า รู้ลึก รู้จริง และท้าทายอย่างมากทีเดียว

1. การแสดงนิทรรศการนานาชาติ หรือที่เราเรียกว่า World Fair หรือ World Expo เป็นชื่อของงานแสดงนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นมหกรรมที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์อันดับ 3 ของโลก รองจากการจัดแข่งขันกีฬาโอลิมปิค และฟุตบอลโลก  

2. องค์การนิทรรศการนานาชาติ หรือ BIE เป็นองค์กรที่รับรองการจัดนิทรรศการนานาชาติ โดยงานเอ็กซ์โปจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1851 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร สำหรับงานนี้จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ในทุกๆ 5 ปี แต่ก็มีหลายครั้งที่ 2-3 ปี ก็มีการจัดงานขึ้นด้วย

3. World Expo จัดขึ้นครั้งแรกตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 ของประเทศไทย อังกฤษจัดงานนี้ขึ้นเพื่อโปรโมทสินค้าที่อยู่ในฝั่งยุโรป โดยมีทุกประเทศฝั่งยุโรปจะเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้เพราะนวัตกรรมส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นที่ยุโรปนั่นเอง อย่างกระแสไฟฟ้าที่คนทั้งโลกรู้จัก ก็เริ่มมาจากงานนี้

4. สิ่งที่น่าสนใจในงาน World Expo คือ "Pavilion" หรือ "ศาลา" ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เข้าร่วมแสดงในงานนี้ โดยแต่ละประเทศก็จะนำสิ่งที่น่าสนใจของประเทศตน นำมาแสดงโชว์ในงานนี้ด้วย

5. คุณรู้หรือไม่ มหกรรมพืชสวนโลก หรืองานแสดงนิทรรศการนานาชาติ ก็ต้องได้รับรองมาตรฐานจาก BIE อย่างงานพืชสวนโลกที่ประเทศไทยจัดขึ้นในปี 2006 และปี 2011 ที่จังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง

ทีนี้เรามาฟังคำสัมภาษณ์จากผู้ชายที่ชื่อว่า "เกรียงไกร กาญจนะโภคิน" นักครีเอทีฟระดับโลก จะบอกแบบนี้ก็คงไม่เว่อร์ไป เพราะบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ที่คุณเกรียงไกรบริหารอยู่นั้น ติดอันดับ 7 ของโลก ในการเป็นผู้นำการตลาดเชิงสร้างสรรค์ เรียกง่ายๆ ว่า บริษัทแบรนดิ้ง ทุกคนจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

ครีเอทีฟคนเก่งนี้ พูดถึงเรื่องต่างๆ ไว้อย่างน่าสนใจ ใครที่ได้อ่านบทความนี้ รับรองคุณจะได้ไอเดียไปต่อยอดอย่างแน่นอน ไปฟังพร้อมๆ กัน

งานนี้เกิดมา 100 กว่าปีแล้ว 

เราได้เห็นนวัตกรรมในโลก เช่น เรื่องของกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว ก็เป็นการประมูลกันระหว่างโทมัส เอดิสัน กับ เทสล่า แบบนี้แหล่ะ ที่ทำให้โลกได้รู้จักกระแสไฟฟ้า สินค้าอื่นๆ รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ในงาน World Expo มาตลอดเป็นร้อยปี แต่พอหลังจากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นยุคที่ 2 ยุคของ Culture Exchange (การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม) จนมาถึงปัจจุบัน เราเข้าสู่ยุค Nation Branding (การสร้างแบนด์ให้กับประเทศของตัวเอง)

อีเวนต์ขับเคลื่อนประเทศ

ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว หลายๆ ประเทศเขาใช้อีเวนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ในการสร้าง เอ็กโปรเจอร์ของประเทศ อย่างญี่ปุ่นที่แพ้สงครามโลกในปี 1945 ต่อมาปี 1964 ญี่ปุ่นเลือกที่จะเปิดประเทศอีกครั้ง ด้วยการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน โดยเค้าจะพูดเรื่องสันติภาพ แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นซ่อนไว้ ก็คือเป็นการเปิดตัวชินกังเซ็น ที่สร้างเสร็จและเปิดตัวทันในงานโอลิมปิคพอดี นี่คือวิธีการของเขา โดยการใช้อีเวนต์ขับเคลื่อนประเทศ ขณะที่จีนเอง ก็เตรียมตัวเป็นกว่า 10 ปี เพื่อจะเป็นเจ้าภาพ World Event 

พี่จีนบิด 3 งานใหญ่

ถามว่ารู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง? เรามีโอกาสได้คุยกับรัฐบาลจีน เค้าบอกเลยว่า ต้องการเปิดตัวประเทศแบบยิ่งใหญ่อลังการ คือให้คนทั้งโลกเปลี่ยนความคิดไปเลย จากภาพที่จีนเคยเป็นประเทศยากจน คนขี่จักรยานเยอะๆ เราไม่เคยเห็นภาพคนจีนรวยเลย คนทั้งโลกก็เห็นภาพเดียวกัน แต่รัฐบาลจีนก็ไปประมูลเพื่อจะจัดโอลิมปิคที่กรุงปักกิ่งในปี 2008 และในปี 2010 ก็จัด World Expo ที่เซี่ยงไฮ้ พร้อมกับเป็นเจ้าภาพเอเชียนเกมส์ที่กวางโจว

เปลี่ยนภาพลักษณ์

งานพืชสวนโลกที่จีนจัดขึ้น ก็ซึ่งเป็นอีกหนึ่งซีรีย์ที่เค้าลองทำดู เรียกว่าเป็นงานซ้อม และพอมาถึงพิธีเปิดงานโอลิมปิคนั้น ทั้งโลกก็ต้องตะลึง และภาพลักษณ์ของจีนก็เปลี่ยนไป สายตาคนทั้งโลกก็เปลี่ยนไปเช่นกัน นี่คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการใช้อีเวนต์ หรือ World Expo

ถุยน้ำลาย ต่อคิว ใส่ชุดนอน

สิ่งที่จีนต้องการในการจัดงานต่างๆ คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ให้กับประเทศของตน นั่นคือ Culture Change ซึ่งเค้าบอกว่ารายได้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ แต่เค้าต้องการให้คนจีนเปลี่ยนตัวเอง การถุยน้ำลาย เค้าไม่รู้หรอกว่ามันเป็นสิ่งที่โลกรับไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่ผิด เค้าก็ใช้งานเหล่านี้เปลี่ยนวิธีคิดของคนในชาติเค้า ไม่ว่าจะเป็นเลิกถุยน้ำลาย การต่อคิว และการเลิกใส่ชุดนอนออกไปนอกบ้าน เพราะการใส่ชุดนอนออกมานอกบ้านนั้นเป็นการโชว์รวย คือถ้าคนจีนคนไหนใส่ชุดนอน แปลว่าคนนั้นเป็นคนมีฐานะ 

ไทยมีโอกาสมั้ย?

เหมือนกับคาซัคสถานเอง เค้าก็ขับเคลื่อนประเทศด้วยงานนี้ เปิดประเทศตัวเองให้โลกรู้จัก โดยใช้งานอีเวนต์มาเปิดตัวประเทศ ซึ่งคำถามผมคือ เมื่อไหร่ประเทศไทยเรา จะได้เป็นเจ้าภาพอีเวนต์ใหญ่ๆ บ้าง?

จัดแล้วเจ๊งก็มี!

ผมว่ามันไม่มีคำตอบ เพราะเราไม่มีหน่วยงานใดที่จะคิดในเชิงกลยุทธ์ สมมติว่าฝ่ายกีฬาบอกจะจัดฟีฟ่า จัดโอลิมปิค ต้องถามว่า เราต้องมีสนามใหญ่แค่ไหน พอจุคน 7 หมื่นคนมั้ย สร้างสนามแล้วมีเงินหรือเปล่า รัฐบาลโอเคหรือไม่ จากนั้นก็ต้องดูว่า เสร็จงานแล้วสนามจะใช้ประโยชน์อะไร ทำอะไรต่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้มั้ย ที่พักที่สร้างขึ้นอีก ใช้คนงานเท่าไหร่ เสร็จงานจะทำอย่างไร ปล่อยรกร้างหรือ เราก็เห็นตัวอย่างประเทศที่จัดงานแบบนี้แล้วเจ๊งเหมือนกัน

เมืองหลวงใหม่ของคาซัคสถาน

ในเวลา 15 ปีข้างหน้า ประเทศไทยไม่มีอะไรเลย เพราะก็ไม่มีหน่วยงานแนะวิธีว่า ประเทศไทยควรจะทำอะไร ทำตอนไหน จังหวะไหน ขณะที่จีนหรืออัสตานานี่ชัดเจนมาก เค้าย้ายเมืองหลวงมาจากอัลมาตี้ แล้วต้องการให้คนรู้จัก และเค้าต้องการทำให้เมืองหลวงอย่างอัสตานา กลายเป็นดูไบแห่งภูมิภาคนี้ นี่คือวัตถุประสงค์ของเขา ที่เค้าใช้อีเวนต์ขับเคลื่อนประเทศ

ลองจัดงานดนตรี EDM มั้ย?

งาน Tomorrow Land งานเทศกาลดนตรี EDM ที่ตั๋วถูกขายหมดเพียงไม่กี่นาที อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่น่าสนใจมาก ถ้าผมเป็นหน่วยงานรัฐ ผมจะเลือกงานนี้ เพราะงานนี้เป็นเอกชน เค้าอยากจัดในเอเชีย เค้าสนใจในไม่กี่ประเทศ คือ อินเดีย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศไทยก็ตัวเลือกหนึ่งที่เค้าสนใจมากกว่าประเทศอื่นๆ

ต้องการจัดที่ไทย

ผมไปประชุมกับ Tomorrow Land เขาอยากมาประเทศไทยมาก มีประเทศที่เสนอตัวว่า ถ้าไทยให้เท่าไหร่ เค้าพร้อมจะให้ 3 เท่า แต่สิ่งที่ทางผู้บริหารเค้าบอก เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่ เขาต้องการมาประเทศไทย เพราะเค้าเห็นว่าไทยมีสถานที่เที่ยวมากมาย ที่จะไปทำให้คนที่เดินทางมางาน Tomorrow Land ไปท่องเที่ยวได้ต่อ มีอาหาร มีทุกอย่างที่เหมาะสมกับงานเค้า ซึ่งจริงๆ รัฐบาลเราก็ควรหันมาสนใจ เพราะอีเวนต์นี้ที่เราพอจะจัดได้ ส่วนอีเวนต์ใหญ่ๆ ลืมไปได้เลย เพราะต้องใช้เงินประมูลมหาศาล

อีเวนต์ช่วยเศรษฐกิจ

คือคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่า อีเวนต์มันช่วยประเทศได้อย่างไร ถ้าเราคิดง่ายๆ เวลาที่มีคนเข้ามาเมืองไทยจำนวนมากๆ ในเวลาพร้อมๆ กัน เวลาเดียวกัน เศรษฐกิจมันขับเคลื่อนนะครับ ทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็มีรายได้ ผมว่าเราต้องเลือกมองเรื่องการจัดประชุม หรือนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็คแล้ว 

เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

เราควรมองไปที่คุณภาพ มากกว่าปริมาณ ถ้ามานอนข้าวสาร ห้องราคาไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ามาเวิล์ดคลาส มันจะช่วยสร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศได้มากกว่าจริงๆ และคำว่าอีเวนต์มันก็ครอบคลุมหมด ทั้งดนตรี กีฬา และความบันเทิง เราจึงไม่จำเป็นต้องมีอีเวนต์ของตัวเองก็ได้ นำเข้ามาก็ได้ แล้วมันก็สร้างเศรษฐกิจให้กับประเทศ ถามว่าเค้ามาแล้ว เค้าจบที่มาดูเหรอ? มันไม่ใช่ เค้าก็มากิน มาพัก มาเที่ยวต่อทั้งนั้น ลองไปคิดดู

ไทยติดท็อป 5 

อย่างงาน World Expo มันจำเป็นต้องมีการวางแผนที่ดี ไม่ใช่แต่มีงาน ดูการจัดงานครั้งนี้ ประเทศไทยเราก็โด่งดังอย่างมาก เราได้รับความสนใจอยู่ในระดับท็อป 5 เราไม่ได้มีเงิน หรือใช้เงินลงทุนมากเหมือนประเทศต่างๆ ที่ทุ่มทุนมหาศาล แต่เค้ากลับไม่ประสบความสำเร็จ รายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก

พาไปดูศาลาไทย

ถามว่าทำไมเราอยู่สุดซอย เพราะงานนี้ก็โยนกันไปโยนกันมาหลายครั้ง แล้วก็ไม่ตัดสินใจว่าตกลงกระทรวงไหนเป็นคนทำ แล้วพอมาตัดสินใจว่าเป็นกระทรวงพลังงาน แต่เวลากลับเหลือน้อยแล้ว ก็เลยได้ที่สุดซอย แล้วก็พอเป็นแบบนี้ มันก็ทำให้หน้าบ้านเราเล็กมาก แต่ก็ดีเพราะถ้าพื้นที่ใหญ่ เราก็อาจไม่รู้ว่าจะทำยังไง

กระทรวงครีเอทีฟแห่งประเทศไทย

ผมทำมาเยอะ ทำวิจัยมามาก ผมรู้ระบบงานเหล่านี้ดี ว่ามันจะช่วยประเทศเราได้อย่างไร จริงๆ ผมอยากให้บ้านเราจัดตั้งหน่วยงานที่มารับผิดชอบจริงจัง เพื่อทำหน้าที่สร้างแบรนดิ้งให้กับประเทศ เวลาเราไปประชุมกับทั่วโลก เราจะเห็นได้ชัด ว่าเค้าคิดอะไร จะทำอะไร มันดีต่อประเทศเค้าอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ อยากให้มีกระทรวงครีเอทีฟไปเลย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยของเรา

นี่คือมุมมองของประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ฟังแล้วก็เข้าใจมากขึ้น เห็นภาพมากขึ้น สำหรับใครที่อยากไปดูฝีมือของนักครีเอทีฟมือทองคน ก็รีบๆ จองตั๋วเดินทางไปประเทศคาซัคสถานด่วนๆ เพราะงาน Astana Expo 2017 ยังจัดถึงวันที่ 10 ก.ย.นี้.