วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้งปม'ผอ.อ้อย' หายตัวเอี่ยวปล่อยกู้เงินให้คนมีสี ทนายแนะญาติสู้ให้สุด (คลิป)

ผ่านไป 48 วัน ญาติเชื่อ 'ผอ.อ้อย' ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เร่งตามหาร่าง เผยติดตามคดี แต่ก็ยังไม่คืบหน้า พร้อมตั้งปม น่าจะเกี่ยวกับการปล่อยกู้เงินให้คนมีสี ขณะที่ทนายมือฉมังคดีน้องพลอย แนะ 'ญาติ' สู้ให้ถึงที่สุด

นางแหลม อุ่นอ่อน มารดาของ นางสาวจุฑาภรณ์ อุ่นอ่อน หรือ ผอ.อ้อย ผู้อำนวยการกองการศึกษา อบต.ชำ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยผ่านรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ ว่า ผ่านไปแล้ว 48 วันตนก็หวังว่าจะเจอลูก อย่างไรก็ต้องหาให้เจอ อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกัน ตอนนี้ลูกสาวผอ.อ้อย อายุ 8 ขวบ นั้นถามถึงแม่ทุกวัน ซึ่งตอนนี้หลานยังอยู่กับย่า หลานบอกคิดถึงแม่

ขณะเดียวกัน หลานก็ถามว่าทำไมแม่ไม่โทรมา เห็นรูปแม่ก็ร้องไห้ เวลาใครโทรมาก็จะดูว่าเป็นแม่ใช่ไหม เราก็โกหกไปว่า แม่ไปอบรม ตอนนี้ก็ไม่ให้ดูโทรทัศน์ ถ้าเห็นรูปแม่ก็น้ำตาไหล เวลาไปอบรม ผอ.อ้อยจะโทรหาลูกวันละ 3 เวลา

สำหรับความคืบหน้าของคดีนั้น ตนมีข้อสงสัยเพิ่มว่า อาจจะไม่ใช่ ร้อยเอก คนเดียวที่เกี่ยวข้อง น่าจะมีคนอื่นด้วยที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของผอ.อ้อย ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ผอ.อ้อย มีช่วงเวลาเครียดๆ บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้บอกเรื่องอะไรให้พ่อแม่ฟัง 

"แม่ยังมีความหวังว่าจะเจอผอ.อ้อย ตอนนี้ แม่ทำใจแล้ว คิดว่าลูกไม่น่าจะมีชีวิตอยู่แล้ว ทุกวันนี้จุดธูปบอก ถ้าตายแล้วก็มาบอกแม่นะ ทุกวันนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะคิดถึงลูก เหตุการณ์หลายอย่างมันทำให้เรารู้ว่า ลูกเราไม่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินที่ตอนนี้ในบัญชีไม่เหลือเงินแม้แต่บาทเดียว หรือรถที่หายไป รวมถึงการปลอมตัวมาคุยไลน์กับแม่"

นายบัวกัน อุ่นอ่อน ผู้ใหญ่บ้านโนนเจริญ ต.เสาธงชัย อาของผอ.อ้อย กล่าวว่า ส่วนคดีความนั้น ในพื้นที่ก็ไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าใดนัก เหมือนคดีความเจอตออะไรบางอย่าง ญาติๆ มองว่ามันน่าจะคืบหน้ากว่านี้ ในข่าวว่ามีพลเรือนเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น โอนลอยรถ ก็มีคนเข้ามาเกี่ยว 3-4 คน แต่ก็ไม่เห็นอะไรเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าน่าจะเกี่ยวกับการปล่อยกู้เงินให้กับคนมีสี ตามข่าวเคยออกไปก่อนหน้านี้ 

ขณะเดียวกัน การเจอศพที่ฝั่งลาวก็คล้ายกับการปล่อยข่าวลือ หรือบางครั้งก็ติดขัดด้านการสื่อสารระหว่างผู้ประสานงาน ทำให้การทำงานยาก และช้าลง ซึ่งญาติเองก็อยากไปเห็นด้วยตา ว่าใช่ผอ.อ้อยหรือไม่ 

ทั้งนี้ เชื่อว่าคนที่ก่อเหตุอุ้ม ผอ.อ้อยหายไปน่าจะมี 3-4 คน ซึ่งมีพลเรือนเข้ามาเกี่ยวข้อง ดูได้จากการโอนลอยรถยนต์ของผอ.อ้อย และการลงนามมอบอำนาจจากผอ.อ้อย ซึ่งที่ผ่านมา ตำรวจชุดสืบ ก็แค่บอกว่าคืบหน้า แต่ไม่ได้บอกว่าไปถึงไหน ซึ่งตอนนี้ทางญาติ ได้ขอให้ตำรวจเข้ามาคุ้มกัน มาดูแล  

ทนายความรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เปิดเผยว่า จากที่ติดตามข่าวของผอ.อ้อย ประเด็นเรื่องการเงิน ชู้สาวนั้นยังทิ้งไม่ได้ และการก่อเหตุเชื่อว่าจะต้องวางแผนกันเป็นอย่างดี เช่นการส่งไลน์มาขอเงินญาติ ซึ่งเขาก็ทิ้งร่องรอยไว้บ้าง ที่สำคัญทางตำรวจชุดสืบสวนจะต้องมีข้อมูล  

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยากจะแนะนำญาติ คือ ต้องไปติดตามความคืบหน้าของคดี ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ข้อสังเกตคดีผอ.อ้อย กับน้องพลอย คล้ายกันแต่ พื้นที่ที่ก่อเหตุอยู่ติดชายแดน ถ้าข้ามเขตไปแล้วจะอย่างไรต่อ กรณีนี้ผอ.อ้อย ญาติยังไม่รู้เลยว่าคดีเป็นอย่างไร ต้องให้ผู้การจี้ให้ ต้องไปที่ตำรวจ แล้วมาขยายผล ถ้าหากมีทหารมาเอี่ยว ก็ต้องดูกันอีกที

"เรื่องราวส่วนตัว ของ ผอ.อ้อย พ่อแม่จะต้องรู้บ้างเพื่อติดตามคดี จริงๆความคืบหน้าของคดีก็เปิดได้ ฟังแล้วว่านี้เป็นความคืบหน้า ซึ่งครอบครัวผอ.อ้อย ต้องรู้ แต่ต้องไม่กระทบต่อรูปคดี แต่เราต้องรู้ ไปถามที่ผู้การจังหวัด ไม่เช่นนั้น ก็จะไม่คืบ"

ขณะเดียวกัน การค้นหาเรื่องการหาผอ.อ้อยอยู่ตรงไหน ในพื้นที่ มองว่าไม่ได้ทำคนเดียว จะมีเบาะแสหลงเหลือ ถ้าผู้ต้องสงสัยไม่พูดอะไร แต่จะมีหลักฐานหลงเหลือบ้าง ถ้าเป็นจังหวัดไม่คืบ ก็ต้องไปสำนักงานตำรวจ 

"ชุดสืบอาจจะมีเบาะแสมากกว่านี้ แต่เราก็ต้องมีความชัดเจน เคสนี้นักข่าวไปตาม แต่ไม่มีอะไรคืบหน้าเลยไม่รู้ว่า คืบหน้าหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า คดีนี้ไม่คืบหน้าเลย เพราะไม่มีความชัดเจน คดีที่ผู้ต้องสงสัยทหาร ทำค่อนข้างยากมาก เป็นงานท้าทายตำรวจ และตำรวจทำได้เพราะเราต้องมีหลักฐานมัดตัวชัดเจน ถ้าคดีนี้เงียบจะมีความคดี อยากเจอผอ.อ้อย ต้องสู้ สิ่งที่ต้องทำคือ คุยกับตำรวจ อย่าเพิ่งกลับศรีสะเกษ ให้ไปหลายๆ ที อย่าให้เงียบ ทางญาติไม่รู้เรื่องอะไรเลย ข้อมูลทุกอย่าง ไม่รู้ว่าแม้กระทั่งจะไปหาใคร ทำอย่างไร มีคนช่วยแม่ตามจนกว่าจะเจอ ผอ.อ้อย ถ้ากลับศรีสะเกษ ก็จะไม่มีคนช่วยตาม"