วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปวดมากอันตราย! รู้หรือไม่ ทำไมผู้หญิง ‘ปวดท้องเมนส์’ หนักเบาไม่เท่ากัน?

แพทย์ ไขข้อข้องใจปวดท้องเมนส์หนัก-น้อย ไฉนไม่เท่ากัน พร้อมแนะสังเกตอาการปวดผิดปกติ หากปวดมาก ไม่รักษาให้ถูกวิธี เสี่ยงช็อกโกแลตซีสต์แตกในช่องท้อง อาจทำให้ปวดท้องแรงจนช็อกหมดสติ...

ศ.นพ.ภิเศก ลุมพิกานนท์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า การปวดประจำเดือนนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. ปวดโดยที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือพยาธิสภาพใดๆ ซึ่งเป็นการปวดบริเวณท้องน้อยที่สัมพันธ์กับรอบเดือน และมักจะเริ่มปวดตั้งแต่หญิงสาวเป็นประจำเดือนได้ราวๆ 1-2 ปีต่อเนื่อง

2. ปวดโดยที่มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือมีพยาธิสภาพของอวัยวะภายใน ซึ่งโรคที่พบบ่อยที่สุดก็คือ โรคช็อกโกแลตซีสต์ หรือโรคที่ทางการแพทย์เรียก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis)

“เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นั้น เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งปกติควรจะอยู่ภายในโพรงมดลูก แต่เยื่อบุโพรงมดลูกของผู้หญิงบางคนกลับไปเจริญเติบโตนอกมดลูก และตำแหน่งที่พบบ่อยสุดคือ รังไข่ และไม่ว่า เยื่อบุโพรงมดลูก จะอยู่ที่ใดก็ตาม ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ซึ่งในแต่ละเดือนจะมีเลือดออกจากเยื่อบุโพรงมดลูก ฉะนั้นเมื่อไปอยู่ที่รังไข่ เลือดก็จะออกที่รังไข่เช่นกัน แต่พอหลายๆ เดือนผ่านไป เลือดก็จะเข้าไปสะสม จนเกิดเป็นถุงน้ำหรือเป็นซีสต์ขึ้นมา ซึ่งเป็นสีน้ำตาลเหมือนช็อกโกแลต” ศ.นพ.ภิเศก กล่าว

ศ.นพ.ภิเศก ได้แนะวิธีสังเกตอาการของผู้ที่มีโอกาสเป็นช็อกโกแลตซีสต์ เอาไว้ ดังต่อไปนี้ 1. ผู้หญิงคนนั้นๆ จะมีอาการปวดแรงขึ้น ปวดนานขึ้น จากที่เคยปวดเพียงแค่วันเดียว แต่กลับปวดมากขึ้นติดต่อกันหลายวัน

2. จากเดิมที่กินยาแก้ปวดท้องประจำเดือนแล้วหายปวด แต่ภายหลังกินยาแก้ปวด แต่กลับเอาไม่อยู่แล้ว ลักษณะเช่นนี้ถือว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นช็อกโกแลตซีสต์

3. ในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงจะมีอาการเจ็บ เนื่องจากอวัยวะเพศชายไปถูกบริเวณเยื่อบุโพรงมดลูกของผู้หญิงที่ไปงอกอยู่บริเวณด้านหลัง และด้านล่างของโพรงมดลูก เพราะฉะนั้นหากมีอาการตาม 3 ข้อข้างต้น ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

“อันตรายของโรคช็อกโกแลตซีสต์ก็คือ วันดีคืนดี ช็อกโกแลตซีสต์อาจจะแตกขึ้นมา ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง โดยเลือดเก่าๆ ที่สะสมเอาไว้นั้นจะแตกอยู่ในช่องท้อง จนทำให้เกิดการอักเสบ และปวดท้องอย่างรุนแรง จนถึงขั้นช็อกหมดสติก็เป็นได้ และที่สำคัญ หากไม่รักษาอย่างถูกวิธี จะทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากอีกด้วย” ศ.นพ.ภิเศก กล่าว

ส่วนกรณีที่ผู้หญิงแต่ละคนมีอาการปวดไม่เท่ากันนั้น นพ.ภิเศก กล่าวว่า มาจากปัจจัยหลักๆ 3 ประการ คือ 1. พยาธิสภาพมากหรือน้อยไม่เท่ากัน (สภาพที่ร่างกายไม่สามารถรักษาสภาพสมดุลได้) 2. ความอดทนจากการปวดของผู้หญิงแต่ละคนไม่เท่ากัน และ 3. ผู้หญิงคนนั้นๆ ได้พยายามทำการรักษาให้หายจากอาการปวดหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ฝากเตือนไปยังผู้หญิงทุกคนเอาไว้ว่า “ผู้หญิงทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว และมีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกคน เพราะทุกวันนี้ ยังมีหญิงในไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยปีละ 3,000 คนในทุกๆ ปี ทั้งๆ ที่โรคนี้เป็นโรคที่วินิจฉัยได้ และรักษาให้หายขาดได้”.