วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จิ้งหรีดตายผิดปกติ อย่า! ใช้ยาปฏิชีวนะ

ปัจจุบันมีผู้สนใจเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อการค้าเพิ่มมากขึ้น แต่ด้วยสภาพอากาศแปรปรวน ร้อนเกินไป หนาวจัด น้ำท่วม ทำให้จิ้งหรีดเกิดความเครียดอ่อนแอ เจ็บป่วย ล้มตาย และเมื่อมีการตายอย่างผิดปกติ เกษตรกรมักจะใช้ยาปฏิชีวนะในการแก้ปัญหาด้วยเชื่อว่าจะกระตุ้นให้จิ้งหรีดแข็งแรงเจริญเติบโตได้เร็ว

แต่จากการตรวจพิสูจน์โดย สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน พบว่า สาเหตุการตายผิดปกติของจิ้งหรีดส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส 2 ชนิด Cricket irido virus ที่ทำให้เกิดโรคท้องบวม และ Cricket paralysis virus ทำให้เกิดโรคอัมพาตจิ้งหรีด ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษาได้

นายสัตวแพทย์ อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ แจ้งเตือนเกษตรไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะในจิ้งหรีด นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเป็นการเพิ่มต้นทุน และทำให้เกิดยาปฏิชีวนะตกค้าง ส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้ ดังนั้น เมื่อพบการตายที่ผิดปกติของจิ้งหรีด ควรปรึกษาสัตวแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยง

โดยเก็บตัวอย่างจิ้งหรีดบ่อที่ป่วยตาย ทั้งตัวเป็นและตัวตาย รวมกันไม่น้อยกว่า 50 ตัว ใส่ถุงพลาสติก รัดปากถุงให้แน่น รีบแช่เย็นและนำส่งห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ประจำภูมิภาค

เก็บจิ้งหรีดป่วย วัสดุหลบซ่อน และเศษซากที่เหลือ นำไปเผาหรือฝังดินกลบให้ลึกไม่น้อยกว่า 2 เมตร โรยทับด้วยปูนขาวทั้งก่อนและหลังกลบ เพื่อป้องกันสัตว์ชนิดอื่นมาขุดคุ้ย ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้รับอนุญาตจากกรมปศุสัตว์เท่านั้น ทิ้งไว้ให้แห้งหรือนำไปตากแดด

พักการใช้บ่อเลี้ยงอย่างน้อย 3 เดือน หากวัสดุที่ใช้ในการทำบ่อเลี้ยงมีรูพรุน การทำความสะอาดมักไม่ได้ผล ต้องทำลายทิ้ง และไม่ควรนำไข่จิ้งหรีดจากชุดที่ป่วยไปขาย หรือขยายพันธุ์ต่อ ควรทำลายทิ้ง เพราะจะมีเชื้อไวรัสติดไปกับผิวของเปลือกไข่ จะทำให้โรคแพร่ระบาดขยายวงกว้างขึ้น

และก่อนที่จะนำไข่ชุดใหม่มาเลี้ยง ควรสุ่มส่งตรวจหาเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดจากห้องปฏิบัติการใกล้เคียง หลังจากที่ได้รับผลการตรวจยืนยัน ให้ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและปรับระบบการเลี้ยงใหม่ให้เหมาะสม หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ 0-2579-8908-14 ต่อ 406 ในวันและเวลาราชการ.