วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 มาตรฐานของสหรัฐฯ

ผมตาม ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ไปบรรยายให้กรม พัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่ชะอำเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีคนถามอาจารย์นอกเวลาเรื่อง สาเหตุการก่อการร้ายของโลกที่แรงขึ้น ผมได้ยินอาจารย์สนทนากับผู้ถามว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินนโยบายแบบ 2 มาตรฐานของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ บอกโลกว่าตนหนุนประชาธิปไตย แต่ประชาชนประเทศไหนเลือกผู้นำที่เคร่งศาสนาอิสลาม ก็มักจะโดนสหรัฐฯแกล้ง ส่วนเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ จะเห็นว่าสหรัฐฯ จะเป็นจะตายกับการมีนิวเคลียร์ของอิหร่านและเกาหลีเหนือ แต่กับประเทศพันธมิตรอย่างอิสราเอล สหรัฐฯกลับเฉยๆ สหรัฐฯตะโกนก้องร้องบอกโลกว่าตัวเองหนุนการค้าเสรี แต่ทรัมป์กลับมีนโยบายกีดกันการค้า แม้แต่กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเม็กซิโกก็ยังกีดกัน

สิบกว่าปีที่แล้ว สหรัฐฯโจมตีจีนเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่กับซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นลูกค้าอาวุธรายใหญ่ สหรัฐฯกลับเอาหูไปนา เอาตา ไปไร่ ในปัญหาที่เกิดขึ้นในซาอุฯ ที่มีปัญหาคล้ายจีน หรืออย่างตอนที่คูเวตโดนอิรักบุก สหรัฐฯเจ้ากี้เจ้าการเข้าไปช่วยคูเวตซึ่งมีน้ำมันและเป็นลูกค้าอาวุธรายใหญ่ของตน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกันในบอสเนีย สหรัฐฯกลับเฉยๆ เป็นเพราะบอสเนียไม่มีน้ำมัน และไม่เคยซื้ออาวุธสหรัฐฯ

นโยบายของสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์แห่งชาติเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือเป็นไปตามหลักศีลธรรม สหรัฐฯพร่ำบอกให้ประเทศอื่นยึดหลักคุณธรรมและหลักกฎหมายตามมาตรฐานอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการสิทธิมนุษยชน ซึ่งสหรัฐฯเชื่อว่ามาตรฐานของตนเองถูกต้อง ใคร ไม่ทำตามมาตรฐานสหรัฐฯ ประเทศนั้นผิด

สิ่งที่สหรัฐฯพร่ำสั่งสอนประเทศอื่นก็กลายเป็นนโยบายของพรรคการเมืองหลักของสหรัฐฯ ทั้ง 2 พรรค ทั้งรีพับลิกันและเด็มโมแครต แต่พอปัญหาเกิดขึ้น 2 พรรคนี้จะใช้เครื่องมือแก้ไขปัญหาแตกต่างกัน พรรคเด็มโมแครตจะใช้เครื่องมือทางการทูต ไม่ว่ายุคของคลินตันหรือยุคของโอบามา กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ ต้องทำงานกันหนัก ส่วนพรรครีพับลิกันจะใช้การทหารเป็นเครื่องมือ สงครามใหญ่ๆ มักจะเกิดในยุคของประธานาธิบดีที่มาจากพรรครีพับลิกัน นโยบายด้านสงครามของพรรครีพับลิกันคือ การทำสงครามเพื่อป้องกันสงคราม

นโยบายนี้นี่แหละครับ ที่ทำให้การก่อการร้ายเพิ่มมากขึ้น

นอกจากอิสราเอล สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งสหรัฐฯถือว่าเป็นประเทศวงในของตนเองแล้ว สหรัฐฯ ไม่เคยคบประเทศไหนอย่างจริงใจ หลายครั้งสหรัฐฯ ถือว่าประเทศอื่นเป็นเพียงนั่งร้าน เมื่อก่อสร้างเสร็จก็รื้อนั่งร้านทิ้ง ผู้อ่านท่านยังจำสงคราม 8 ปี ระหว่างอิรักกับอิหร่าน พ.ศ.2523–2531 ได้ไหม ครับ ตอนนั้นสหรัฐฯ ต้องการใช้ซัดดัมไปทำลายการปกครองของอิหร่าน ซึ่งใช้หลักศาสนาอิสลามมาปกครองประเทศ พอสงครามสงบจบลง สหรัฐฯก็เป็นศัตรูกับอิรักและล้มรัฐบาลซัดดัม

ตอนที่ปากีสถานลักลอบมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯก็แซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ บีบบังคับปากีสถานทุกเรื่อง แต่พอเกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรดเมื่อ 9 กันยายน 2544 สหรัฐฯต้องการผ่านดินแดนปากีสถานเข้าไปในอัฟกานิสถานเพื่อไล่ล่าตอลิบาน สหรัฐฯ ก็ประกาศยกเลิกมาตรการบีบบังคับทางเศรษฐกิจและหันไปช่วยเหลือปากีสถานอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ประเคนให้ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์และความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจโดยที่ไม่ได้นึกถึงเรื่องที่ปากีสถานลักลอบมีอาวุธนิวเคลียร์เลยแม้แต่น้อย

การก่อการร้ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเกิดมาจาก The Pro-Israel Lobby หรือกลุ่มพวกนิยมอิสราเอล ที่มีบทบาทในนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ประธานาธิบดีแทบทุกคนมักจะเกรงใจ AIPAC หรือ The American Israel Public Affairs Committee แปลเป็นไทยก็น่าจะเป็นคณะกรรมการอเมริกันอิสราเอลเพื่อกิจการสาธารณะ ซึ่งกลุ่มนี้มีอิทธิพลสูงในสภาคองเกรส เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง สื่อมวลชน นักวิชาการชั้นนำ ฯลฯ

กลุ่มที่ทรงอิทธิพลเป็นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ คือ The American Association of Retired Persons สมาคมผู้เกษียณอายุอเมริกัน กลุ่มที่ทรงอิทธิพลอันดับ 2 ก็นี่แหละครับ AIPAC

กลุ่มนี้ประชุมแต่ละครั้งจะมีแต่พวกสมาชิกที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูง

เรื่องของคณะกรรมการอเมริกันอิสราเอลเพื่อกิจการสาธารณะที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับการเพิ่มขึ้นของการก่อการร้าย วันหน้าผมจะนำมาเขียนรับใช้กันเพิ่มเติมครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com