วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตรียมรับมือไฟฟ้าดับ

โดย หมัดเหล็ก

การขยายตัวทาง ด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่คาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจจะเริ่มขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากความชัดเจนในการบริหารปกครองประเทศ โดยเฉพาะ ตามโรดแม็ปที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2561 ทำให้มีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น ดังนั้น ปัจจัยในการลงทุนทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือการเกษตร เทคโนโลยี จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ความสำเร็จ

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลได้มีการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ การปฏิรูปด้านพลังงาน จะต้องสอดคล้องกับทิศทาง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ มีปัญหาแค่จุดใดจุดหนึ่ง เป้าหมายการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจจะสะดุดลงทันที

ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับ ประเทศไต้หวัน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เกิดไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ จากอุบัติเหตุ ก๊าซธรรมชาติขัดข้อง ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 6 เครื่อง ของโรงไฟฟ้าตาตัน ที่มีกำลังผลิตรวม 4,000 วัตต์ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ ไต้หวัน ต้องหยุดจ่ายไฟทันที ส่งผลกระทบกับประชาชนจำนวนกว่า 6.68 ล้านครัวเรือน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ในขณะที่ อุณหภูมิของประเทศไต้หวัน อยู่ที่ประมาณ 36 องศา รวมระยะเวลาที่ไฟดับจนกระทั่งกู้สถานการณ์กลับมาได้ประมาณ 5 ชั่วโมง สร้างความเสียหายในเบื้องต้นกว่า 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นมหาศาลขนาดไหน ไม่ต้องไปคิดให้เมื่อยตุ้ม ส่งผลให้ รัฐมนตรีเศรษฐกิจของไต้หวัน ต้องยื่นใบลาออกทันที จากการขุดคุ้ยของ สื่อมวลชนในไต้หวัน ก่อนหน้านี้รัฐบาล มีแผนที่จะยกเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จำนวน 6 โรง ภายในปี 2568 จึงต้องทยอยปิดการผลิตไฟฟ้าโดยพลังงานนิวเคลียร์ออกจากระบบทำให้ระบบไฟฟ้าสำรองต่ำถึงขั้นวิกฤติ

นอกจากนี้ นโยบายพลังงานไฟฟ้าของไต้หวัน ต้องการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานทดแทน โดยลดกำลังผลิตจากถ่านหิน นิวเคลียร์ และน้ำมัน ภายในปี 2025 ทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของไต้หวันในอนาคต ซึ่งก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ ประธานหอการค้าไต้หวันและนักธุรกิจ หลายรายได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายเลิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว แต่รัฐบาลและ รมว.กระทรวงเศรษฐกิจยืนยันจะไม่ยกเลิกนโยบายดังกล่าว

เมื่อเร็วๆนี้ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน พูดถึงพลังงานสำรองในประเทศไทย มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงไฟฟ้าเช่นกัน เพราะปัจจุบัน มีการใช้ก๊าซผลิตไฟฟ้ามากกว่าร้อยละ 60 ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งถ้าปริมาณก๊าซจาก อ่าวไทยและเมียนมา เกิดขัดข้อง จะทำให้ไทยเกิดความเสี่ยงด้านพลังงานไฟฟ้า แต่เผอิญว่าไทยมีไฟฟ้าสำรองสูงกว่าร้อยละ 30 ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นส่วนดีในการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าวได้

เรื่องของการใช้พลังงานไฟฟ้าในอนาคตต้องมองในระยะยาว ประเทศเพื่อนบ้านที่เรานำเข้าไฟฟ้าโดยตรง หรือก๊าซ หรือวัตถุดิบที่ใช้ผลิตไฟฟ้าอื่นๆมีปริมาณลดลง ขณะที่มีความต้องการมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านก็มีการพัฒนาสู่การแข่งขันตลอดเวลา ถ้าวันหนึ่งประเทศไทยต้องขาดแคลนไฟฟ้าขึ้นมากะทันหันจะรับมือกันอย่างไร

ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th