วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

งานวิจัยไทยแลนด์ 4.0 หมดยุคยาดีเก็บบนหิ้ง

หมดยุค “ยาดีเก็บไว้บนหิ้ง” ถึงเวลา “วิจัย 4.0” เชิญผู้ที่สนใจไปพิสูจน์ได้ที่งาน “มหกรรมงานวิจัยฯ” เน้นผลงานที่ใช้ได้จริง ซึ่งเป็นจุดแตกต่างสำคัญของการสร้างแนวคิดใหม่เกี่ยวกับ “งานวิจัย” ที่เดินหน้าเข้าสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0” อย่างแท้จริง

“เตาแก๊สประหยัดพลังงาน”...ในยุคราคาก๊าซแอลพีจีลอยตัว

น.ท.ชูพงศ์ ไชยหลาก หัวหน้าแผนกวิจัย และตรวจทดลอง กองวิทยาการ กรมพลาธิการทหารอากาศ เล่าให้ฟังว่าเริ่มแนวคิดนี้จากกำลังของกองทัพอากาศ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีโรงเลี้ยง ประกอบอาหารให้กับทหาร ซึ่งเดิมเตาแก๊สแบบทั่วไปจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการสิ้นเปลืองพลังงาน...ก็เลยมีการพัฒนาระบบหัวจ่ายให้ลดการใช้พลังงานแก๊สหุงต้ม

ช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น...คล้ายๆกับการออกแบบระบบหัวจ่ายในรถยนต์ และการเรียงตัวของอากาศ...เชื้อเพลิงในเครื่องบินผ่านหัวจ่ายที่ทำให้แรงดันแก๊สสูงขึ้น ทำให้ดูดก๊าซออกจากถังได้มากขึ้น

ผลที่ได้รับ...ลดช่องว่างของการสูญเสียแก๊สไปกับระบบหัวจ่ายแบบเดิม และได้มากถึงกว่า 50% เลยทีเดียว...รวมถึงนวัตกรรมงานวิจัยชิ้นนี้นอกจากจะใช้ในกิจการของกองทัพอากาศแล้ว ยังใช้กับกิจการร้านค้าต่างๆได้อีกด้วยซึ่งหากใครสนใจก็สามารถติดต่อมาได้

ถัดมางานวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชื่อว่า “เครื่องตรวจรางรถไฟ” เครื่องนี้สำคัญยังไง มีประโยชน์แค่ไหน? ผศ.ดร.สืบสกุล พิภพมงคล จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ คุยให้ฟังว่า แต่เดิมทางคณะฯ มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบเครื่องมือตรวจเส้นทางอยู่แล้ว จากนั้นก็เห็นว่ารถไฟมีสิ่งที่จะต้องตรวจหลายอย่างเพราะเป็นระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญกับผู้โดยสาร ที่แต่ละคราวมีเป็นจำนวนมาก

...สภาพทางเลขาคณิตของทางรถไฟ มีผลอย่างมากต่อความปลอดภัยโดยตรง

คณะฯจึงออกแบบวิธีการตรวจผ่านเซ็นเซอร์ที่จะเช็กว่าหัวรางส่วนบนตามปกติแล้ว จะต้องมีเชฟ มีขนาดตามที่กำหนด ซึ่งเมื่อใช้ไปก็จะมีความสึกหรอ ส่งผลให้ช่องว่างระหว่างทางกว้างขึ้น ซึ่งใช้เลเซอร์ตรวจเช็กได้ โดยสภาพรางที่เป็นหินเป็นดิน (ไม่ใช่คอนกรีต) ซึ่งรถไฟ... แตกต่างจากพวกรถไฟฟ้า (บีทีเอส) ที่วางบนคอนกรีตจะมีปัญหาแตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของความยุบตัว การทรุดตัว ส่งผลให้รางสองข้างเอียงไม่เท่ากัน

“เครื่องมือในโครงการนี้ก็จะตรวจสอบแล้วแสดงผลว่า ระดับของรางเป็นไปตามแนวระนาบตามมาตรฐานหรือไม่...ส่วนเรื่องระดับที่ต่างกันนั้น สามารถตรวจสอบได้ไกลเป็นสิบกิโลเมตร โดยอ้างอิงผ่านค่ามาตรฐานเพื่อตรวจสอบทั้งระบบและสามารถต่อยอดไปถึงเรื่องของรถไฟความเร็วสูงที่จะมีในอนาคตอีกด้วยเพราะใช้หลักการเดียวกัน”

น่าสนใจอีกว่า ประโยชน์ของโครงการนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับ “อุทกภัย” ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศและในจังหวัดที่มีรางรถไฟที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม...เกิดการทรุดตัว เครื่องมือนี้ก็สามารถลงไปใช้งานได้ทันที เพราะจะวัดได้ว่าทรุดเกินจากมาตรฐานหรือไม่ โครงการนี้เมื่อทำเสร็จแล้วทาง วช.ก็ตั้งใจว่าจะส่งมอบต่อให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่สามารถนำไปใช้ได้เลย ส่วนจะใช้ในครั้งนี้หรือช่วงไหนก็แล้วแต่ความเหมาะสม

สองตัวอย่างเรียกน้ำย่อย...นับจากวันวานจนถึงวันนี้ หลายๆ นวัตกรรม ที่ถูกประดิษฐ์คิดค้นออกมาเป็นเรื่องที่หลายๆคนคาดไม่ถึง ว่า “นี่คือฝีมือคนไทย” และเป็น “ฝีมือคนไทย” ที่นำไปใช้เพื่อคนไทยและเพื่อพัฒนาประเทศไทย นอกจากจะต้องใช้ได้จริงแล้ว ยังต้องเหมาะกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง 3 หน่วยงานหลักที่กลายมาเป็นหัวหอกในการเดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยไทย ที่เน้นไปที่การเติมเต็มศักยภาพ มุ่งหน้าสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” คือ...

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ในปีนี้จัดเต็ม จัดหนักผ่านสุดยอดนวัตกรรมผลงานที่จะนำมาแสดงในงาน “Thailand Research Week ครั้งที่ 12” ระหว่างวันที่ 23-27 สิงหาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์-บางกอกคอนเวนชัน แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) บอกว่า งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติปีนี้ 3 หน่วยงานผนึกกำลังร่วมกันจัดงานนำเสนอผลงานวิจัยที่โดดเด่นพร้อมๆกัน

เรียกได้ว่าเป็น “สัปดาห์แห่งงานวิจัย” หรือ “Thailand Research Week” ซึ่งจะประกอบไปด้วยงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2560 โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติหรือ วช. การประชุมวิชาการน้ำมันรำข้าวนานาชาติ โดยมหาวิทยาลัยนเรศวร และ สวก. และการประชุมนิทรรศการ 25 ปี สกว.

ไฮไลต์ที่น่าสนใจ จะมีผลงานการวิจัยรวมกันนับพันผลงาน ...เน้นเรื่องของงานวิจัยที่จะแตกต่างออกไปจากครั้งก่อนๆมาคืองานวิจัยที่นำมาแสดงนั้นจะต้องใช้งานได้จริงและใช้ได้เลย

“ใช้ได้ทั้งในรูปแบบเชิงวิชาการ เชิงการช่วยเหลือสังคม และในแบบของคอมเมอร์เชียล เพื่อต่อยอดไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างสตาร์ตอัพ ทางธุรกิจ...การต่อยอดไปสู่แนวทางไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งในงานจะมี ผลงานการวิจัยสำคัญๆต่อเศรษฐกิจของประเทศราวร้อยรายการ”

อีกผลงานตัวอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง “นวัตกรรมป้องกันกำจัดยุง” แน่นอนว่าหลังอุทกภัย แม้จะผ่านพ้นไป แต่เรื่องของน้ำขัง แหล่งเพาะพันธุ์ยุงก็จะยังคงอยู่ และเป็นต้นเหตุของโรคอันตรายอย่าง “ไข้เลือดออก”

ผลงานวิจัยนี้เป็นของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่มีชื่อว่า LeO–Trap ดร.อภิวัฏ ธวัชสิน รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข หนึ่งในทีมผู้คิดค้น อธิบายว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้มีลักษณะรูปร่างคล้ายโอ่งน้ำขนาดจิ๋ว ผลิตจากพลาสติกสีดำ ฝาสูง มีช่องว่างให้ยุงเข้าไปภายในได้

LeO–Trap...มีการเคลือบสารสกัดที่มีกลิ่นดึงดูดเฉพาะยุงลายให้เข้ามาวางไข่ เพียงแค่เติมน้ำที่ผสมสารกำจัดลูกน้ำยุงซีโอไลท์ไว้ก็จะช่วยกำจัดลูกน้ำยุงได้แล้ว

“สารสกัดจากหอยลายเป็นการค้นพบได้โดยบังเอิญ เนื่องจากซื้อหอยลายเตรียมไว้ทำอาหารมื้อเย็น จึงได้นำไปแช่น้ำเพื่อรักษาความสดของหอยลาย แต่พบว่ามียุงที่เลี้ยงไว้เพื่อการทดลองที่หลุดลอดออกมาไปลอยตายอยู่ในอ่างที่แช่หอยลาย จึงได้นำหอยลายมาทำการวิจัยพบว่า...หอยลายที่แช่น้ำจะปล่อยเมือกที่เป็นกรดอะมิโนหลายชนิดออกมาซึ่งมีกลิ่นที่สามารถดึงดูดยุงให้เข้ามาตอมได้”

ปัญหามีว่า...การจะนำน้ำที่แช่หอยลายมาใช้งานเลยก็จะทำให้เกิดกลิ่นเน่าเสีย ไม่เป็นผลดีกับคน จึงได้นำน้ำแช่หอยลายทำให้อยู่ในรูปของไมโครแคปซูลแล้วนำไปเคลือบในภาชนะ...แล้วนำไปตั้งไว้ตามจุดต่างๆ

ผลที่ได้ปรากฏว่า ภายในหนึ่งสัปดาห์สามารถกำจัด “ลูกน้ำยุง” และ “ยุง” ได้อย่างน้อย 500 ตัว ซึ่ง LeO-Trap หนึ่งชิ้นใช้งานได้ 3 เดือน...สารดึงดูดที่เคลือบไว้ก็จะหมดอายุ แต่สามารถใช้งานต่อได้ด้วยการติดแผ่นสติกเกอร์ที่เคลือบสารดึงดูดยุงให้ใช้งานได้ต่อ

“งานวิจัยในยุค 4.0” ฝีมือคนไทย...ทำจริง ใช้งานได้จริง มีประโยชน์ แถมต่อยอดเชิงธุรกิจได้อย่างมีอนาคตสดใส เราๆท่านๆควรได้ไปดูให้เห็นกับตา “งานวิจัยยาดีที่เอาลงมาจากหิ้ง” เป็นเช่นนี้เอง.