วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขุมทรัพย์ทองคำดำ

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงและร่างประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม ออกตามความในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 รวมทั้งมีการแก้ไขเพิ่มเติมรวม 4 ฉบับ ที่ถือเป็นกฎหมายและหลักเกณฑ์ สำหรับการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมในรอบใหม่

จึงถือเป็นการปลดพันธนาการที่ล่าช้ามานาน เพื่อให้สามารถ เดินหน้า ไปสู่การประมูลแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ในอ่าวไทย ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 คือแหล่งเอราวัณ ของบริษัทเชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.

โดยแหล่งปิโตรเลียมทั้ง 2 แหล่งข้างต้น ขณะนี้ได้ใช้รูปแบบการให้สัมปทานแก่ภาคเอกชน เป็นผู้ลงทุนสำรวจและผลิตครบวงจร ภาครัฐไม่ต้องลงทุน เพื่อป้องกันความเสี่ยง หากจะเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุนกับภาคเอกชนในยุคเมื่อ 30-40 ปีก่อนหน้านี้

เนื่องจากแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย มีลักษณะเป็นกระเปาะๆ ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดเล็ก จึงต้องพึ่งพาให้ภาค เอกชนที่มีศักยภาพเป็นผู้ลงทุน ซึ่งข้อดีของระบบนี้คือภาครัฐ ได้ผลประโยชน์จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียม ภาษีเงินได้ต่างๆ เป็นการตอบแทน

เหตุผลที่การเปิดประมูลรอบใหม่ของ 2 แหล่งดังกล่าว เป็นการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) เนื่องจากในอ่าวไทยเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่จะพบปิโตรเลียมมากกว่า 50% ของพื้นที่ ซึ่งสาระสำคัญฯของระบบแบ่งปันผลผลิตก็คือ กำหนดให้ผู้รับสัมปทาน ส่งค่าภาคหลวงให้แก่รัฐ โดยหักจากผลผลิตรวมของปิโตรเลียมในอัตรา 10% โดยให้หักจากเงินที่ได้จากการขาย หรือจำหน่ายผลผลิตรวมของปิโตรเลียม และยื่นแบบแสดงรายการนำส่งค่าภาคหลวง พร้อมการนำส่งค่าภาคหลวง เป็นสกุลเงินบาทและเป็นรายเดือน ต่อกรมเชื้อเพลิง ธรรมชาติ ตามที่กฎหมายกำหนด

ขณะเดียวกัน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคาดว่าจะสามารถเปิดประมูล ได้ในเดือน ก.ย.–ต.ค.นี้ และจะคัดเลือกผู้ชนะการประมูลได้ในเดือน มี.ค.–เม.ย.2561

ล่าสุดเจ้าของสัมปทานรายปัจจุบันทั้งเชฟรอนและ ปตท.สผ.ก็ได้ประกาศสงคราม แย่งชิงขุมทรัพย์ทองคำดำในอ่าวไทย โดยพร้อมจะเทหมดหน้าตัก เสนอผลตอบแทนให้ภาครัฐแบบสู้ไม่ถอย เพื่อรักษาฐานการลงทุนเอาไว้ต่อไปอีก 20 ปี แข่งขันกับผู้เล่นหน้าใหม่ๆที่ทยอยประกาศตัว อาทิ บริษัทพลังงานจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และอีกหลายชาติในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าคนไทยอาจคุ้นเคยกับคำว่าระบบสัมปทาน และไม่คุ้นเคยกับคำว่าระบบแบ่งปันผลผลิต แต่ในข้อเท็จจริงประเทศไทยก็มีการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิตคู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ ในแหล่งก๊าซธรรมชาติเจดีเอ ที่อยู่บนพื้นที่คาบเกี่ยวของไทยและมาเลเซีย ที่มีการร่วมมือกันก่อตั้งองค์กรร่วมทุนไทย-มาเลเซีย ร่วมกันพัฒนาพื้นที่ปิโตรเลียมบนพื้นฐานของการแบ่งปัน ผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

สอดคล้องกับคำยืนยันของ นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่ระบุว่า ไม่ว่าจะมีการใช้ระบบใด ภาครัฐก็มีความพร้อมและมีความชำนาญในการดูแลผลประโยชน์ของแผ่นดิน แม้ว่าระบบแบ่งปันผลผลิต อาจจะติดขัดด้วยข้อจำกัดในการที่เอกชนต้องทำงานร่วมกับภาครัฐ ที่บางขั้นตอนที่อาจเสี่ยงต่อความล่าช้าในการตัดสินใจร่วมกันในการดำเนินงาน ก็จะสามารถแก้ไขได้ เพราะเรามีแหล่งเจดีเอเป็นต้นแบบของระบบแบ่งปันผลผลิตอยู่แล้ว รวมทั้งภาครัฐก็จะเร่งกำหนดกติกาต่างๆเพื่อให้เกิดการดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น หรือไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสำรวจและปิโตรเลียม
อย่างแน่นอน

ที่สำคัญไม่ว่าจะใช้ระบบประมูลแบบใด ภาครัฐก็จะมีรายได้จากภาษีต่างๆ ตลอดจนค่าภาคหลวงปิโตรเลียมตามเดิม แต่หัวใจของมันก็คือ ระบบแบ่งปันผลผลิต จะทำให้ภาครัฐเข้าไปมีบทบาทกำกับดูแลแหล่งสัมปทานได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันประเทศที่เจริญแล้ว อาจมองว่าระบบนี้เป็นการเข้าไปกำกับดูแลที่อาจเสี่ยงต่อการเพิ่มต้นทุนของเอกชน ที่ไม่คุ้มค่ากับประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มากนัก ทำให้ในหลายๆประเทศ จึงนิยมใช้ระบบสัมปทาน

“ข้อสงสัยที่ว่ารายเก่ามีความได้เปรียบผู้เข้าประมูลรายใหม่หรือไม่ ผมยอมรับว่ามีในระดับหนึ่งเพราะเขาอยู่ในพื้นที่มา 30 ปี ชนิด ที่ว่าหลับตาเดินยังได้ แต่ภาครัฐก็ขอย้ำว่าจะให้ความยุติธรรมแก่ผู้ประมูลทุกราย ด้วยการกำหนดเงื่อนไขของการแข่งขันให้ดีที่สุด เพื่อลดข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกันให้น้อยที่สุดหรือไม่ให้มีเลย”

เพราะนี่คือใบเบิกทางก่อนเข้าสู่การประมูลสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 21 ในอนาคต.

เกรียงไกร พันธุ์เพชร