วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความจริงที่นายกฯยังไม่รับรู้

เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง

สุภาษิตโบราณที่ผมยกขึ้นมานี้ว่ากันให้ตรงความหมายก็คือ “ไม่ได้รังเกียจจริงๆ” ซึ่งน่าจะตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ระหว่างนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา กับสื่อมวลชน

เนื่องมาจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลและอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่เชิญแต่ละสำนักเน้นไปที่สื่อโทรทัศน์มาร่วมประชุมเพื่อจัดคิวทำข่าวการประชุม ครม. สัญจรที่โคราช

ด้วยขอความร่วมมือให้แต่ละช่องเกาะติดรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเพื่อนำภาพและข่าวเพื่อส่งให้ช่อง 11 ของรัฐบาลนำไปเสนอในเครดิตของแต่ละช่อง

ก็เลยเกิดปัญหาเกิดปฏิกิริยาจากองค์กรสื่อที่เห็นว่าการนำเสนอข่าวควรจะต้องมีความเป็นอิสระ

นั่นแหละที่ทำให้นายกฯไม่ค่อยจะพอใจตัดพ้อทำนองว่าต่อไปก็ไม่ต้องตามมาทำข่าวอีกแล้ว อยากทำอะไรก็ทำกันไป

ว่ากันตามเหตุตามผลแล้วเรื่องนี้ที่จะโทษก็โฆษกของท่านนายกฯเองแหละครับ...มีตำแหน่งใหญ่ทั้ง 3 ตำแหน่ง ที่ควรจะทำอะไรให้เข้าท่าเข้าทางมากกว่านี้

การสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนนั้นถือว่ามีความสำคัญยิ่งเพื่อเป็นการส่งข่าวสาร ผลงานของรัฐบาลให้ได้รับทราบ

ทุกวันนี้รัฐมีเครื่องมือครบเครื่อง ทั้งวิทยุ ทีวีไม่รู้กี่ช่องต่อกี่ช่องในการนำเสนอข่าวสาร แต่ทำไมจึงคิดว่าข่าวไม่ถึงชาวบ้าน

แล้วจะโทษใครล่ะ...?

การทำหน้าที่ของแต่ละหนังสือพิมพ์ แต่ละทีวี ซึ่งทุกวันนี้มีจำนวนมากมาย หนำซ้ำยังมีสื่อออนไลน์ที่ใครมีมือถือก็เป็น “นักข่าว” สื่อสารกันได้อยู่แล้ว อีกทั้งการนำเสนอเป็นเรื่องต่างคิดต่างมุม

นี่คือสิ่งที่โฆษกรัฐบาลจะต้องนำไปคิดกับความเปลี่ยนแปลง

ความจริงอยากจะพูดว่าเวลาการนำเสนอข่าวที่ดีตรงไปตรงมาของสื่อต่างๆ ไม่เห็นมีคนของรัฐบาลกล่าวชมกันบ้างล่ะ

เอาเข้าจริงแล้วที่นายกฯคิดว่าสื่อไม่นำเสนอข่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์ของชาวบ้านนั้น ผมไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

เพียงแต่ข่าวแต่ละข่าว แต่ละเนื้อหาก็ไม่ต่างไปจากที่ผ่านมาคือมีครบหมดเพียงแต่จะแยกไปอยู่ในหน้าต่างๆ เช่น หน้าการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น

ยิ่งปัจจุบันรัฐบาลชุดนี้ที่นายกฯเป็นศูนย์รวมข่าวทุกอย่างมันก็เลยพุ่งไปที่ทำเนียบมากกว่า ยิ่งท่านนายกฯเป็นคนชอบพูด ตอบได้ทุกเรื่องและเชื่อถือได้

เมื่อกำหนดบทบาทอย่างนี้มันก็ช่วยไม่ได้ ข่าวจึงต้องออกมาจากศูนย์กลางเยี่ยงนี้

ยิ่งรัฐมนตรีแต่ละท่านนั้นบางทีกระทรวงมีผลงาน มีเรื่องที่น่าสนใจ มีเรื่องที่เป็นประโยชน์แต่ก็ไม่ออกมาเปิดเผยหรือแถลงให้รับรู้กัน

คล้ายๆกับว่าไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มั่นใจ หวั่นไหวอะไรสักอย่าง

จะบอกอะไรให้ท่านนายกฯทราบเอาไว้สักเรื่องว่ารัฐมนตรีบางคนของท่านนั้นเวลาจะแถลงข่าวทำไมรู้ไหมครับ...

ต้องโทร.ไปบอกนักข่าวที่เคยคุ้นเคยกันมาก่อนสมัยมีตำแหน่งเก่า

เพื่อให้ช่วยบอกนักข่าวที่ประจำกระทรวงนั้นเพื่อแจ้งให้ทราบว่ารัฐมนตรีจะแถลงข่าวเรื่องนั้นเรื่องนี้นักข่าวจึงไปทำข่าว

ขนาดนักข่าวประจำกระทรวงรัฐมนตรีของท่านยังไม่คุ้นเคย ยังไม่รู้จักมักคุ้น...แบบนี้มันเกิดอะไรขึ้น เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่เริ่มต้นรัฐบาล...นี่ก็ 3 ปีผ่านไปแล้ว

ผมว่าสื่อส่วนใหญ่ต้องการนำเสนอข่าวสร้างสรรค์ แต่ที่เป็นอย่างนี้มันเพราะอะไรล่ะ?

“สายล่อฟ้า”