วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปฏิรูปตำรวจ 2

ต่อจากความเห็นที่นายตำรวจเสนอความเห็นการ “ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ” ของรัฐบาลว่า การเสนอให้ตำรวจขึ้นกับจังหวัด ที่ผ่านมาได้พยายามทุกวิถีทาง ที่ขอแยกออกจาก กระทรวงมหาดไทย และขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรี โดยตรง จะทำให้มีการทำงานคล่องตัว มีนายน้อยลง รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง (ปฏิรูปตำรวจ 1)

เดิมเป็นกรมตำรวจ เดี๋ยวนายกฯ รองนายกฯ เดี๋ยวรัฐมนตรีช่วย เดี๋ยวปลัด มท. เดี๋ยวรองปลัด มท.

ตำรวจปวดตัว

ตำรวจรับผิดชอบด้านความมั่นคง และอำนวยความยุติธรรม จะต้องอาศัยความ “เป็นมืออาชีพ” ไม่ใช่ใครมาสั่งก็ได้ โดยที่ไม่เข้าใจหรือรู้เรื่องตำรวจ

ในระดับจังหวัดผู้ว่าราชการสั่งได้แต่ในจังหวัดของตัวเอง อะไรที่เป็นคดีสำคัญ หรือมีภารกิจรับเสด็จต่อเนื่องมีตำรวจภาคและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่บูรณาการกำลัง มีมิตร มีรุ่น มีเหล่า ที่จะให้ประสานงานกัน

อะไรที่เกินกำลังจังหวัด ภาคจะเข้าไปกำกับดูแล อะไรที่เกินกำลังภาระ สำนักงานตำรวจแห่งชาติลงไปจัดการ จะเห็นได้ว่าคดีใหญ่ๆ ไม่ว่าคดีฆ่า 8 ศพ ที่จังหวัดกระบี่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งมือสืบสวนสอบสวนลงมาทำคดี ผบ.ตร.ยังลงมาดูแลด้วยตัวเอง

ผู้ว่าราชการจังหวัดงานเยอะ จะมีเวลาที่ไหนมาดูแลตำรวจ ระดับจังหวัดมีผู้บังคับบัญชาระดับ พล.ต.ต.มีวุฒิภาวะสูง แต่ที่เลวร้ายที่สุดเอาตำรวจไปขึ้นกับท้องถิ่น หรือ อบจ.ทุกวัน ร้อยละ 60 เปอร์เซ็นต์ผู้บริหารท้องถิ่นทำธุรกิจสีเทา หากให้มาสั่งตำรวจ ให้ความดีความชอบตำรวจได้

เป็นข้อคิดกับ คสช. หรือคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ใครจะรู้เรื่องตำรวจดีกว่าตำรวจ ทุกวิชาชีพมีศาสตร์ของตัวเอง แต่ทำไมตำรวจต้องเอาคนนั้นคนนี้ เอาวิชาชีพนั้นนี้มาปฏิรูปตำรวจ

มีพรรคการเมืองบางพรรคโจมตีตำรวจว่าซื้อขายตำแหน่ง สมัยที่บริหารประเทศ “ลืมไปแล้วหรือ”

อย่าเอาอคติมาทำลายองค์กรตำรวจ

ตำรวจไทยมีภารกิจตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 มีการพัฒนาหน่วยงานตลอดมา สิ่งที่คิดว่ามีปัญหา ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ มีเพียง 2 ด้านคือ 1.การซื้อขายตำแหน่ง กับ 2.เงินเดือนกับสวัสดิการเท่านั้น

คนไม่ดีมีทุกองค์กร ช่วยกันตรวจสอบกำจัดมันออกไป เท่านั้น เคยดูผลวิจัยหน่วยที่คอร์รัปชันมากที่สุดไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นที่ดิน ไม่คิดปฏิรูปกันบ้าง

โกงกัน ตำบล จังหวัด เท่าไร งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่โดนมาตรา 44 มากที่สุด เป็นท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง หวังว่า การปฏิรูปตำรวจ ขอให้เกิดประโยชน์กับตำรวจและประชาชน

ขออย่าให้เอาอคติมาเป็นตัวตัดสิน.

“เพลิงพยัคฆ์”
pluengpayak@thairath.co.th