วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผ่าแผนปฏิรูปไม่ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 : สำลักความเสี่ยงเจอตอ

การยกเครื่องประเทศไทยบนกำมือของคณะกรรมการปฏิรูปด้านต่างๆ

ประกอบด้วยด้านการเมือง ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ด้านกฎหมาย ด้านกระบวนการยุติธรรม ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม ด้านพลังงาน ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ตามปฏิทินการทำงานได้ล็อกเงื่อนเวลา เปิดให้มีการประชุมร่วมกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขการจัดทำร่างแผนการปฏิรูป 30 วัน เพื่อตั้งแท่นให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 15 วัน

แล้วก็เริ่มจัดทำแผนปฏิรูปประเทศทันที มีกติกาชัดเจนให้มีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ

พร้อมขีดเส้นให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และกำหนดผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังให้บรรลุผลในระยะเวลา 5 ปี

งานเร่งด่วนจะต้องยกร่างแผนการปฏิรูปประเทศภายในเวลา 8 เดือน คาดเดือน เม.ย.2561 จะคลอดออกมาประกาศใช้ และยังมีหน้าที่คอยติดตามดูแลหน่วยงานของรัฐให้ปฏิบัติตามแผนการปฏิรูป ถ้าพบเห็นหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตาม ก็สามารถตักเตือนได้

ถ้ายังไม่เชื่อฟังอีกให้รายงานนายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อใช้มาตรการทางกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสามารถกำหนดบทลงโทษต่างๆ

ถ้าไม่เพียงพอสามารถใช้มาตรการฟ้องสังคม โดยออกประกาศหรือแจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎร หรือส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดการตามกฎหมาย

แล้วการปฏิรูปประเทศจะเดินไปถึงฝั่งฝันได้แค่ไหน ติดตามมุมคิดของ นายสุจิต บุญบงการ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธานสภาพัฒนาการเมือง ผ่านการให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่าที่ผ่านมาสังคมเป็นห่วงการพัฒนาประเทศกลับไปกลับมาไม่ต่อเนื่อง

เพราะรัฐบาลบางยุคใช้แผนการพัฒนาประเทศ โดยยึดกรอบของราชการเป็นหลัก รัฐบาลบางยุคปฏิเสธแผนที่เสนอจากราชการ

เป็นที่มาจะต้องมียุทธศาสตร์ชาติและมีกลุ่มบุคคลรับผิดชอบ โดยเฉพาะโลกยุคใหม่จะต้องมีทิศทางชัดเจน หากนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ผู้นำของเราไม่ค่อยกล้าประกาศ เพราะกลัวอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน ต่างกับผู้นำต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่กล้าประกาศ

พอมาถึงยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล้าประกาศทำแผนปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปหรือคนรุ่นต่อไปนำไปปฏิบัติ แม้นักการเมืองจะตั้งข้อครหาว่า เป็นอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่พรรคการเมืองต้องทำตามที่หาเสียงเอาไว้

ขณะที่ผมอยากเห็นการปฏิรูปเดินหน้าและเป็นรูปธรรม ตามที่กำหนดเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งค่อนข้างมีขั้นตอน ครอบคลุม และการปฏิรูปหลายเรื่องสังคมอยากให้เกิดขึ้น

แต่เมื่อดูโครงสร้างการปฏิรูปที่ทำเป็นแท่งๆ ควรมีวิธีหลอมรวมให้ทุกแท่งเป็นกรอบเดียวกัน เพื่อพุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน เพราะการปฏิรูปทุกด้านเชื่อมโยง เกี่ยวข้องกันและกัน

เช่น ด้านการเมือง จะต้องเกี่ยวข้องกับมติด้านเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน สังคม การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉะนั้นไม่อยากให้การปฏิรูปแต่ละแท่งคิดเฉพาะในกรอบด้านที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ ให้คิดทุกมิติเชื่อมโยงกับแท่งอื่นๆด้วย

ขอให้คณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านมีปฏิสัมพันธ์กันในทางราบก่อนที่จะพุ่งขึ้นไปข้างบน

เฉกเช่นการปฏิรูปประเทศไทยครั้งใหญ่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีเป้าหมายชัดเจนจะปฏิรูปด้านใด เช่น ด้านบริหารราชการแผ่นดิน ก็ตั้งกระทรวง ทบวง กรม พร้อมเดินหน้าทำให้เป็นรูปธรรมและทันสมัย

ฉะนั้น ขอย้ำว่าคณะกรรมการปฏิรูปอย่ามองเฉพาะมิติด้านของตัวเอง ให้มองไปมิติด้านอื่นๆด้วย

อย่าลืมว่าจะคิดปฏิรูปทุกเรื่องไม่ได้ ขอให้กำหนดก่อนหลังและเชื่อมโยงแต่ละด้านให้สอดคล้องกัน

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า มี วิธีการอย่างไรที่จะให้แต่ละคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านหล่อหลอมการปฏิรูปให้เชื่อมโยงกัน เพื่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศ นายสุจิต บอกว่า รัฐบาลจะต้องกำหนดลงมาว่า ให้แต่ละแท่งออกแบบการปฏิรูปที่เชื่อมสอดประสานงานกัน

เพื่อไม่ให้การปฏิรูปกว้างเกินไป การปฏิรูปทำได้มากมาย แต่อะไรที่สำคัญมากจะต้องรีบทำให้เกิดขึ้น กำหนดให้ชัดเจน ทุกแท่งกำหนดให้สอดคล้องกัน ไปด้วยกัน ไม่ใช่เดินไปคนละทิศคนละทาง

ผลการปฏิรูปอย่าออกมาช้าจนเกินไป มีการปฏิรูปหลายด้านที่ควรรีบดำเนินการให้เป็นรูปธรรมทันที ชัดเจน จับต้องได้ และมีผลระยะยาว หากทำได้จะเป็นหลักในการปฏิรูปด้านอื่นๆด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่

ปัญหาคือรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อการปฏิรูปจะทำงานยาก นายสุจิต บอกว่า ถ้ามองจากความเป็นจริงในต่างประเทศ คนที่คิดปฏิรูปกับคนที่จะปฏิรูปต้องเป็นคนคนเดียวกัน

หาก คสช.อยากปฏิรูปและคิดจะปฏิรูป แต่ให้คนอื่นมาทำ แม้มีกรอบให้เดินตามกฎหมาย ก็ไม่มีหลักประกันว่าเขาจะทำแบบเต็มใจ เบี้ยวได้ก็เบี้ยว ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้นักการเมืองยอมรับจะประนีประนอมกันอย่างไร

วันนี้ต้องยอมรับว่าผมมีความกังวล เพราะการปฏิรูปมีอุปสรรคเยอะ แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว จะทำอย่างไรให้แต่ละฝ่ายไปด้วยกันได้เมื่อเลือกตั้งเสร็จจะทำอย่างไรให้กลุ่มต่างๆมีความรู้สึกยอมรับในระดับหนึ่งว่าการปฏิรูปมันดีต่อประเทศ

แต่ปัญหาคือการปฏิรูปประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น นายสุจิต บอกในฐานะที่ปรึกษาและกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความปรองดอง ในคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและ

การสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า ทราบว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอการสร้างความปรองดองให้นายกรัฐมนตรีไปแล้ว ไม่ทราบว่าท่านเซ็นหรือยัง

ต้องยอมรับว่าการปรองดองตามสภาพความเป็นจริงทำได้ระดับหนึ่ง

เพราะความคิดแตกแยกฝังรากลึก การเริ่มต้นปรองดองทำได้แค่ระดับบนก่อน

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เคยบอกว่า ขอให้หลังการเลือกตั้งแล้วเกิดความสงบ อย่าเกิดความวุ่นวายเหมือนก่อนหน้านี้ได้หรือไม่

ไม่ใช่พอได้รัฐบาลชุดใหม่ อีกฝ่ายก็ออกมาเดินขบวนชุมนุม อยากให้แต่ละฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกัน แต่ไม่ได้ไปเปลี่ยนความคิด จะชอบใครก็ได้ ขอให้เคารพกติกากันหน่อย ความแตกต่างทางความคิดของคนทั้งประเทศจะให้เหมือนกันคงลำบาก

ความคิดสุดโต่งจะก่อให้เกิดความลำบาก

เหมือนสถานการณ์การประท้วงครั้งใหญ่ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อกลุ่มไวท์เนชันแนลลิสต์หรือกลุ่มขวาจัด แสดงความไม่พอใจการย้ายอนุสาวรีย์วีรบุรุษชาวใต้ ซึ่งเป็นผู้นำกองทัพคอนเฟดเดอเรชันต่อสู้กับฝ่ายเหนือ เห็นได้ชัดเจนความคิดสุดขั้วในสหรัฐอเมริกายังมีอยู่ จนออกมาสร้างความเสียหาย ซึ่งไม่ถูกต้อง

ในสังคมไทยก็ไม่ต้องการความคิดเห็นแบบสุดขั้ว เพราะเป็นชนวนก่อกวนความสงบเรียบร้อย

สังคมไทยคิดแตกต่างได้ แต่อย่าคิดต่างแบบสุดขั้ว

ความปรองดองที่เรามอง หลังการเลือกตั้งใหญ่จะคิดยังไงก็ช่าง แต่อย่าสุดโต่ง อย่าใช้กำลัง

ความคิดต่างกันยังมีอยู่ แต่มันไปด้วยกันได้ ขอให้ประคับประคองประเทศไปด้วยกัน

พวกที่มีอำนาจไม่ควรใช้อำนาจกอบโกยให้ตัวเองและพรรคพวก

ไม่เช่นนั้นพวกสุดขั้วก็จะมีมากขึ้นและออกมาเคลื่อนไหว

การปฏิรูปต้องคำนึงด้วยว่า อย่าใช้อำนาจหาประโยชน์

ขอให้ทำเพื่อประชาชน ไม่เช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อการปฏิรูป.

ทีมการเมือง