วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้งกรรมการปฏิรูป 11 ชุด ทำไม “ยี้” มากกว่า “เฮ”?

โดย ซูม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลของ “ลุงตู่” ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้าน รวม 120 คน โดยลงประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาด้วย ถือเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลของผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นอย่างยิ่ง

แต่สำหรับประชาชนทั่วๆไป รวมทั้งสื่อมวลชนและนักการเมืองเก่าๆ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่จะมีความเห็นในเชิงลบต่อรายชื่อกรรมการปฏิรูปชุดนี้ หรือถ้าไม่ถึงขนาดลบก็จะรู้สึกเฉยๆ ไม่ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดีแต่ประการใด

ทั้งๆที่ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี ในการที่ประเทศไทยของเราจะมีคนมาช่วยคิดช่วยหาและเสนอแนะวิธีที่จะปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองและประชาชนชาวไทยในอนาคต

ที่สำคัญเป็นการแต่งตั้งตาม พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 ที่กำหนดให้มี แผนปฏิรูประดับชาติ และให้ร่างแผนแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2561

ซึ่งคณะกรรมการในด้านต่างๆที่ตั้งขึ้นงวดนี้จะต้องมาร่างแผนปฏิรูปในส่วนของตนให้แล้วเสร็จพร้อมกับนำมายำรวมกันเป็นแผนระดับชาติภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

สาเหตุที่ปฏิกิริยาส่วนใหญ่ออกมาในเชิงลบหรือไม่ก็เฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายเท่าที่อ่านจากข่าวและบทความต่างๆ พอสรุปได้ว่า เป็นเพราะรายชื่อที่ประกาศครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นคนหน้าเดิม

หลายๆคนมีความผูกพันหรือไม่ก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าผูกพันกับบุคคลที่เป็นศูนย์อำนาจของรัฐบาลนี้

บางคนก็อายุมากไป ถูกมองว่าหัวเก่าจะไปปฏิรูปอะไรกับเขาได้

หลายๆคนหน้าเดิม ความจริงก็ไม่ค่อยมีผลงานที่ประทับใจเท่าไรนัก เมื่อมีการตั้งกลับมาอีกจึงมีเสียงร้องยี้พร้อมกับคำถามที่เราได้ยินตลอดสัปดาห์ที่แล้วว่า “เมืองไทยมีคนเก่งเพียงเท่านี้เองหรือ?”

เพื่อนผมรายหนึ่งวิเคราะห์ให้ฟังว่าปฏิกิริยาเชิงลบครั้งนี้ น่าจะมีสาเหตุไม่มากก็น้อย ที่มาจากคำว่า “ปฏิรูป” นั่นเอง

เพราะเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นคำ “เฝือ” หรือ “เฟ้อ” ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ขาดความน่าเชื่อถือ

เรามีการปฏิรูปในเรื่องโน้นเรื่องนี้มาไม่รู้กี่สิบเรื่อง ล้วนเป็นเรื่องสำคัญทั้งสิ้น แต่ไม่มีเรื่องไหนประสบความสำเร็จเลย

เพื่อนผมยกตัวอย่าง การปฏิรูประบบราชการ ที่ทำกันมานานมาก ไม่ต่ำกว่า 20 ปีเป็นอย่างน้อย ปฏิรูปการศึกษา นี่ก็นานมากๆ

ยังมี ปฏิรูปครู, ปฏิรูปตำรวจ ฯลฯ ซึ่งก็ทำกันมานานและก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นผลสำเร็จ

ยิ่งปฏิรูปหลายๆเรื่อง ก็แสดงว่าเรามีปัญหาหลายๆปัญหา และแต่ละปัญหาก็ล้วนเรื้อรัง เหมือนคนเป็นโรคเรื้อรัง รักษาเท่าไรก็ไม่หายกันเสียที

พอคราวนี้ประกาศมาอีก 11 ด้าน จึงเกิดความรู้สึกว่า เรามีโรคเรื้อรังที่จะต้องเยียวยารักษากันอีกถึง 11 โรคเชียวเหรอเนี่ย--เพื่อนผมสรุป

ครับ! ฟังๆแล้วทุกฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ก็พอมีเหตุมีผลที่จะทำให้รู้สึกเฉยๆ หรือรู้สึกในเชิงลบภายหลังการประกาศเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม

สำหรับผมเองแม้จะเป็นคนหนึ่งที่ชาชินกับคำว่าปฏิรูป และได้ยินคำนี้มาเป็นเวลา 50 กว่าปีเช่นกัน จนรู้สึกเหมือนคนดื้อยาและไม่ค่อยศรัทธาในคำว่า “ปฏิรูป” ไปด้วยก็ตาม

แต่เมื่ออ่านรายชื่อทุกชุดจนจบ ผมก็เห็นรายชื่อใหม่ๆที่พอจะเป็นความหวังอยู่พอสมควร แม้คนเก่าๆบางคนก็ยังเป็นคนแก่ที่กระฉับกระเฉง และมีประวัติที่น่าเชื่อถืออยู่หลายๆท่าน

โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ผมชอบตั้งแต่ท่านประธาน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ไปจนถึงกรรมการอย่าง กอบศักดิ์ ภูตระกูล, อิสระ ว่องกุศลกิจ, เทวินทร์ วงศ์วานิช, ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์, ชาติศิริ โสภณพนิช, สมชาย หาญหิรัญ ฯลฯ

มีคนอาวุโสมาแซมบ้าง แต่ก็อาวุโสแบบยังกระฉับกระเฉง และสมองยังเป็นเลิศอย่าง ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เพื่อนผมที่เคยเป็นอดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ และเป็นนักเขียนสำนวนน่ารักน่าอ่าน

ชุดอื่นๆผมไม่มีความเห็น ขออนุญาตไม่ยินดียินร้ายด้วยก็แล้วกัน แต่ชุดนี้ผมว่าโอเคนะ และหวังว่าจะเป็นชุดที่ทำให้คำว่า “ปฏิรูป” กลับมาเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง

ขอให้กำลังใจชุดนี้สักชุดก็แล้วกัน...สู้สู้นะครับชุดปฏิรูปเศรษฐกิจ!

“ซูม”