วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โอกาสคนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาล

นพ.สงวน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยพูดกับทีมเศรษฐกิจ ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่มีนโยบายจะยกเลิกระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเราเรียกกันสั้นๆ ว่าบัตรทอง

แต่สิ่งที่เป็นปัญหากระทบกับเงินในกระเป๋ารัฐบาลก็คือ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจนรัฐต้องจัดหาจากส่วนกลางไปเพิ่มเติมให้ โดยเหตุผลเพราะมีการบริหารจัดการด้านการเงินที่ไม่ถูกต้อง ขณะที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับการร้องเรียนไปยังรัฐบาลมากว่ามีอิสระในการใช้จ่ายเงิน เพราะมีสิทธิซื้อโน่นนี่นั่นได้หมด จนเป็นเสมือน “คนกลาง” ที่กระทรวงสาธารณสุขอยากตัดออก

นั่นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงนามคำสั่ง คสช.เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2560 ยุติการถกเถียงกันในเรื่องนี้ โดยให้การรับ-จ่ายเงิน การรักษากฎเกณฑ์ และวิธีการต่างๆเป็นไปตามเงื่อนไขที่ รมว.กระทรวงสาธารณสุขประกาศ โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

ขณะเดียวกันก็ให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยระบุสาระสำคัญให้ผู้ที่ไปขึ้นทะเบียนคนจน 14 ล้านรายเท่านั้น ที่มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลในระบบนี้ ขณะที่มีตัวเลขผู้ไปใช้สิทธิสูงถึง 49 ล้านคน

นั่นหมายความว่า เจตคติหรือทัศนคติอันเป็นความเชื่อมั่น และความศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อความพยายามที่จะให้คนไทยทั้งประเทศมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึงกัน...ได้ถูกแปรเปลี่ยนไป!!

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2533 แพทย์ชนบทคนหนึ่งชื่อ สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ มองเห็นความทุกข์ยากของคนไทยในท้องถิ่นห่างไกลในการเข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะคนจนที่ไม่มีเงินในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล ได้เริ่มทำการวิจัยและศึกษาความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดการยกร่างกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติขึ้น

แต่รัฐสภาในขณะนั้นไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงทำให้กฎหมายฉบับนี้มีอันต้องตกไป

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้คนไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า นพ.สงวนได้ทำงานวิจัยของเขาต่อไป พร้อมกับหาคำตอบเกี่ยวกับการนำงบประมาณรัฐบาลมาใช้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการเหมาจ่าย และความพยายามจะให้มีส่วนร่วมในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล

นั่นทำให้มีโมเดลของระบบ “30 บาทรักษาทุกโรค” ออกมา

ก่อนการเลือกตั้งปี พ.ศ.2544 นพ.สงวนนำโมเดลของเขาไปเดินสายเสนอให้พรรคการเมืองต่างๆ นำเอานโยบายนี้ไปเสนอประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้ง และด้วยความเป็นแพทย์ชนบทด้วยกัน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ก็หาช่องทางนำ นพ.สงวนไปพบกับอดีตนายกฯขณะนั้นสำเร็จ

โมเดล 30 บาทรักษาทุกโรคของเขาได้รับการตอบรับ และเดินหน้าสู่ความเป็นนโยบายประชานิยม

ด้วยแรงผลักดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งถูกนำออกมาเป็นนโยบายในการหาเสียงเกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จ และเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น จากเดือน เม.ย. 2544 รัฐบาลได้เปิดนำร่องระบบนี้ใน 6 จังหวัดได้แก่ พะเยา นครสวรรค์ ปทุมธานี สมุทรสาคร ยโสธร และยะลา

ต่อมาในเดือน ต.ค.ปีเดียวกัน ได้เพิ่มอีก 15 จังหวัด และขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข เขียนบันทึกถึงเรื่องนี้ไว้ว่า หลักการของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือ การทำให้ประชาชนทั่วประเทศ มีระบบรักษาพยาบาลรองรับ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ โดยใช้แนวคิดการแยกผู้ซื้อบริการและผู้ขายบริการรักษาพยาบาลออกจากกัน

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการจัดตั้ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ถืองบประมาณในการจัดซื้อ บริการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศในฐานะผู้มีสิทธิเข้าถึงการรักษา ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุข จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการบริการรักษาพยาบาลให้ดำเนินไปตามโมเดลนี้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเดิมเคยเป็นผู้ถือเงิน และบริหารงบประมาณด้านสาธารณสุขประเทศยังมีความเห็นคัดค้านในเรื่องการมอบเงินให้ สปสช.เป็นผู้ดำเนินการแทน แม้จะมีบทเฉพาะกาลที่ยืดอายุการโอนงบประมาณไปผ่านกระทรวงสาธารณสุขก่อนจ่ายตรงไปยังสถานพยาบาลอยู่แล้ว

แต่ สปสช. ก็ยังยืนอยู่ต่อไปได้ด้วยแรงสนับสนับสนุนของรัฐบาลในการเดินหน้าโมเดลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ในคำอรรถาธิบายเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผู้ซื้อบริการ หรือคนไข้ กับผู้ขายบริการ คือโรงพยาบาลนั้น

สิ่งสำคัญคือ ทำให้เกิดการตรวจสอบการใช้เงินของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเดิมอยู่ในฐานะที่เป็นทั้งผู้ถือเงิน-กุมงบประมาณ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้จัดบริการรักษาพยาบาลเองด้วย กรณีนี้อาจไม่เอื้อให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลด้านการรักษาพยาบาลประชาชนได้เท่าที่ควร

แต่หากแยก สปสช.ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อ สปสช.จะเป็นหน่วยงานที่ดูแลประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลให้กับประชาชนโดยตรงได้ดีกว่า

เมื่อประชาชนเกิดปัญหาการรับบริการขึ้น ก็สามารถร้องเรียนไปยัง สปสช.โดยตรงเพื่อให้ตรวจสอบสถานพยาบาลได้ เรียกว่าทำให้เกิดการตรวจสอบที่ชัดเจน

การทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อบริการการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของภาครัฐ หรือเอกชนโดยมองประโยชน์ และการเข้าถึงของประชาชนเป็นหลัก เป็นสิ่งที่เหมาะที่ควรกว่า เพราะหากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีโรงพยาบาลอยู่ในสังกัดทั่วประเทศเป็นผู้ดำเนินการเอง อาจทำให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนได้

ในฐานะเจ้าของโรงพยาบาล และผู้ถืองบประมาณ ย่อมมีความรู้สึกไม่อยากให้เงินออกนอกระบบตัวเองโดยที่ต้องบริหารโรงพยาบาลของตัวเองให้อยู่รอดด้วย

สำหรับงบประมาณในการดำเนินงานเบื้องต้นนั้น เริ่มกำหนดในอัตราเหมาจ่ายที่ 1,202.4 บาทต่อคนต่อปี ใช้งบประมาณรัฐขณะนั้นปีละไม่มาก อยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาทเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับเพิ่มอัตราการเหมาจ่ายขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

โดยในปี พ.ศ.2557 อัตราการเหมาจ่ายต่อหัวต่อคนต่อปีอยู่ที่ 2,895 บาท คำนวณตามอัตราเงินเฟ้อ และสิทธิประโยชน์ที่มีการปรับเพิ่ม โดยวิธีการจ่ายงบประมาณก็ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในส่วนผู้ป่วยนอกจะเป็นการจ่ายแบบเหมาจ่ายรายหัว ขณะที่ผู้ป่วยในจะใช้วิธีการจ่ายตามน้ำหนักและภาวะโรค

นอกจากนี้ ยังมีการแยกบางโรคเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนรักษาพยาบาลต่างหาก อย่างกองทุนเอดส์ กองทุนโรคไต เป็นต้น เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ไทยเริ่มต้นและดำเนินการนี้เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จมาตลอดระยะเวลา 16 ปี ทั้งยังพลิกโฉมหน้าครั้งสำคัญของการบริหารงบประมาณในระบบสาธารณสุขของประเทศ ส่งผลให้คนทั้งประเทศเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และไม่ถูกจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายเหมือนในอดีตนั้น

ทีมเศรษฐกิจ อยากจะใช้คำพูดว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้ สำคัญเกินกว่าจะเป็นนโยบายหาเสียง หรือประชานิยมอีกต่อไป เพราะโมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์ถึงความสำเร็จมาแล้วมากมาย ทั้งยังได้รับการกล่าวถึง และยกย่องจากบุคคลในระดับโลกจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการสหประชาชาติ ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ที่ชื่ออมาตยา เซน ซึ่งพูดถึงโครงการนี้โดยเจาะจงว่าเป็นของประเทศไทยและเป็นโครงการ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนคนไทยลงอย่างมาก

ยังมีหนังสือที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ของหน่วยงานที่ชื่อ Center For Global Development หรือ ศูนย์กลางการพัฒนาระดับโลก ด้วยที่ระบุว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ถือเป็นโครงการที่ท้าทายที่สุดในการปฏิรูปวงการสาธารณสุขเท่าที่เคยทำกันมา สิ่งที่ประเทศไทยได้ดำเนินการต่อเนื่องมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อคนในประเทศ ทั้งยังเป็นบทเรียนในระดับโลกด้วยเป็นสำคัญ

ในเจตคติจากผู้ร่วมผลักดันให้เกิดระบบนี้ ระบุข้อแรกที่เริ่มต้นจากปรัชญาที่ว่าหลักประกันสุขภาพก็เหมือนกับการประกันอุบัติเหตุ ประกันอัคคีภัย ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าทั้งชีวิตเราไม่เคยป่วยเจ็บเลย วันหนึ่งต้องจากไป ก็จะจากไปอย่างนอนหลับสบาย...

นั่นเป็นชีวิตที่ดีที่สุด มีความสุข ไม่ต้องคอยเสียเวลาเข้าโรงพยาบาล...อาจมีคนไปใช้บริการรักษาพยาบาลพร่ำเพรื่อ แต่เชื่อเถอะว่าส่วนน้อย

ข้อต่อมาคือ เราและเพื่อนๆ หลายคน ซึ่งเป็นแพทย์ชนบท มักพบเสมอว่า ผู้ป่วยที่เป็นผู้ยากจน หรือเป็นชนชั้นกลาง สุดท้ายเมื่อต้องรักษาอะไรที่ยากและค่าใช้จ่ายสูงมากๆ จะมีทางเลือกอยู่ 2 ทางคือ ยอมตายเพราะไม่มีเงิน กับยอมล้มละลาย ขายบ้าน ขายที่นาหมด จำนองบ้านกับนายทุน เพื่อนำเงินมารักษาตัว พ่อแม่ หรือลูก

ในหลักการก็คือ เราต้องการเป็นกำแพงให้ผู้ยากไร้ใช้พิงหลัง คือ ชีวิตทั้งชีวิต ถ้าหากถึงจุดหนึ่งแล้วคุณไปต่อไม่ได้ เราจะเป็นกำแพงพิงหลังให้กับคุณ คุณต้องไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วย!

ถ้าดูจากการมาใช้บริการในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่คนยากจนเป็นหวัดแค่เล็กน้อย จะไม่มารักษาเพราะเสียเวลา จะไปคลินิก และร้านขายยาเพื่อซื้อยากินเอง คนที่จะมาโรงพยาบาลจริงๆจะเป็นคนที่รู้สึกไม่ไหว และคิดว่าอาการแบบนี้ค่ารักษาแพงแน่ อาทิ โรคเรื้อรัง โรคมะเร็ง โรคที่ต้องล้างไต ฟอกไตเป็นประจำ ต้องผ่าตัดหัวใจเสียเป็นแสน แบบนั้นจึงจะมาใช้ 30 บาท ส่วนคนรวย ไม่ต้องกลัวหรอก เขาไม่มาใช้บริการนี้แน่

30 บาท จึงไม่ใช่โครงการเฉพาะคนยากจน คนชั้นกลางก็มาใช้ได้ เช่น รักษาโรงพยาบาลเอกชนหมดไปหลายล้านบาทแล้ว จนไม่มีเงินรักษา จึงมาขอให้ 30 บาทรักษาทุกโรคช่วย โครงการก็ยินดี เป็นต้น

ใครที่คิดว่าเรื่องล้มละลาย หมดเนื้อหมดตัว เพราะเอาเงินไปรักษาอาการเจ็บป่วยของตัว พ่อแม่ ผัวเมีย หรือลูก ไม่ใช่เรื่องจริง ก็สามารถไปถามไถ่ หรือหาข้อมูลทั้งหลายได้จากโรงพยาบาลทุกแห่ง รวมทั้งในโลกโซเชียลได้

วัตถุประสงค์ของโครงการคือ ถ้าคุณจะต้องล้มละลายจากการเจ็บป่วยของพ่อแม่ หรือของคนในครอบครัว คุณมาใช้ 30 บาท เพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้โดยที่ครอบครัวไม่ต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ นั่นคือ หลักการที่เราจะต้องทำ แน่นอนเราต้องดูแลผู้คนไม่ให้ล้มละลายจากการเจ็บป่วยให้ได้

ปรับแนวคิดสปสช.-สาธารณสุข มุ่งสู่ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ

ส่วนการเรียกร้องให้คนชั้นกลางร่วมจ่ายเงิน 30% ของการรักษานั้น ถ้าหากค่ารักษาแพงมากๆเขาก็คงไม่มีเงินจ่ายเหมือนกัน เช่น ถ้าค่ารักษาเป็นล้านบาท ให้เขาร่วมจ่าย 300,000 บาท เขาก็ไม่รู้จะหาเงินจากไหน

ความคิดของการให้เขาร่วมจ่าย จึงเป็นทางออกที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก!

ข้อที่ 3 ในระบบรักษาพยาบาล ต้องยอมรับว่ามีการวัดมูลค่าการรักษาพยาบาลค่อนข้างแตกต่างกันมาก เช่น พาราเซตามอลขององค์การเภสัชกรรมมีราคาไม่กี่สตางค์ แต่ไทลินอลเม็ดละ 1 บาท หรือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีห้องพิเศษที่สวยงาม นั่นก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ของการรักษาพยาบาล

เพราะฉะนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ยกตัวอย่าง Low Cost Airlines ซึ่งแต่ก่อนการขึ้นเครื่องบินทุกคนจะคิดว่าแพง แต่แอร์เอเชียใช้คำว่า “ใครๆก็บินได้” เพราะเราต้องการความรวดเร็ว ปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องมีอาหารกินก็ได้ เขาจึงใช้คำว่า no frills คือ ตัดของที่ไม่จำเป็นทิ้งไปให้หมด

การรักษาพยาบาลก็เหมือนกัน ต้องคำนึงถึงความจำเป็นของการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะเรื่องต้นทุนที่ไม่จำเป็นในระบบบริการสุขภาพ ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลในอินเดียที่ทำการรักษาผ่าตัดตาชื่ออราวิน เป็นโรงพยาบาลที่มีการผ่าตัดต้อกระจกตามากที่สุดในโลก ซึ่งผ่ามาแล้วกว่า 4 ล้านคน

โรงพยาบาลนี้ได้รับรางวัลจากรัฐบาลอินเดียว่าเป็น Innovative awards เป็นโรงพยาบาลที่ได้รับรางวัลจากมูลนิธิ Gate Foundation ของมหาเศรษฐีบิล เกตต์ และภรรยาของเขานั่นเอง

ที่นั่นการผ่าตัดต้อกระจกตามีราคาถูกมาก หมอจากโรงพยาบาลได้ร่วมธุรกิจกับนักธุรกิจเพื่อสังคม ผลิตเลนส์สำหรับดวงตาในราคาเพียง 2 เหรียญ หรือ 70 บาทเท่านั้น เหมือนเมื่อก่อน การผ่าตัดหัวใจดูเป็นเรื่องไกลเกินฝัน แต่วันนี้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดมีเครื่องมือที่สามารถผ่าตัดหัวใจแบบเปิดได้แล้ว

สุดท้ายที่ทำให้เราฉุกคิดก็คือ การกระจายทรัพยากรในอดีตมีความไม่เหมาะสม ตัวอย่างที่อำเภอลำปลายมาศ บุรีรัมย์ มีประชากร 200,000 คน มีโรงพยาบาล 30 เตียง 1 โรง มีหมอ 3 คน ขณะที่อำเภอ กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ มีประชากรเท่ากัน มีโรงพยาบาล 60 เตียง 1 โรง มีหมอ 4-5 คน ทีนี้ถ้าเทียบกับอ่างทอง สิงห์บุรี มีโรงพยาบาลจังหวัด 1 โรง และมีอำเภออีก 4-5 โรง รวมๆกันแล้วมี 300-400 เตียง ขณะที่ มีประชากรเท่ากัน แต่มีหมอ 100 คน

นี่ไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำธรรมดา แต่มันทำให้หมอแต่ละพื้นที่ทำงานหนักไม่เท่ากัน ดังนั้นตอนที่ทำ 30 บาท จึงคิดว่าไม่ใช่แค่ให้หลัก ประกันสุขภาพแก่คนไทยเท่านั้น แต่ต้องทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วย...

เราจึงใช้หลักการเหมาจ่ายรายหัว ประชาชนอยู่ที่ไหน เงินต้องไปที่นั่น ถ้าตีเป็นรายหัว 3,000 บาท นับ 200,000 คนก็จะตก 600 ล้าน บาท นี่คือหลักประกันที่เราต้องทำ และคุณไม่ต้องกลัวว่าจะล้มละลาย

ส่วนที่พูดกันมากว่า เงินที่ใช้จ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านี้มากเกินไปเงินรัฐมีไม่พอ จริงๆถ้าจะเทียบกันดู ก็ใช้แค่ 1% ของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ซึ่งไทยมีขนาดราว 14 ล้านล้านบาท ใช้เพียง 1% ก็เพียง 140,000 ล้านบาท และปีล่าสุดก็ใช้ไปเพียง 4-5% ของงบประมาณ รายจ่ายประเทศเท่านั้น

งบประมาณในส่วนนี้จะมีการปรับทุกปี บนเงื่อนไขของการต่อรองระหว่างสุขภาพกับสำนักงบประมาณจะเอาตัวเลขมาดูกันว่าต้องปรับเท่าไหร่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ สปสช.ควรแก้ไขก็คือ เปลี่ยนแนวคิดตัวเองอย่างน้อย 3 ประการ 1.โฟกัสเข้าสู่จุดที่ตนเองกำลังทำอยู่คือ เป็นผู้ซื้อบริการ Purchaser ส่วนกระทรวงสาธารณสุขคือ ผู้ให้บริการ Provider คุณดูแลบริการของคุณดีหรือยัง โรงพยาบาลมีประสิทธิภาพหรือไม่ และกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมเพียงใด

ในฐานะเป็นตัวแทนประชาชน และรัฐบาลในระบบ Single Player สปสช.เป็นผู้จ่ายแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเป็นระบบที่คนอเมริกันกำลังพูดกันมากและจะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างมากในอีกไม่นานนี้ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่อย่าเปลี่ยนระบบนี้เพียงลำพังตน เพราะมีเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การบริหารสาธารณสุข การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ ฟื้นฟูดูแลผู้ป่วยก่อนตาย เป็นต้น

หน้าที่ของ สปสช.คือ ทำให้หลักประกันสุขภาพที่ประชาชนจะได้รับ จากเงินภาษีที่เสียไปนั้นต้องได้ประโยชน์สูงสุด บริหารตรงนี้ให้ดี และคิดเสมอว่า เงินทุกบาทควรใช้เพื่อการรักษาพยาบาล 2.ใช้เทคโนโลยีเพื่อเก็บข้อมูลผู้ป่วย และสถิติการรักษาได้ดีเพียงใด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองคนในการบริหารจัดการ 3.สปสช.ควรเปลี่ยนทัศนคติว่า โรงพยาบาลไม่ใช่ลูกจ้าง

ที่สำคัญควรเอาโรงพยาบาลบ้านแพ้ว สมุทรสาคร มาเป็นตัวอย่าง เพราะบ้านแพ้วเป็นโรงพยาบาลเดียวที่ทำงบแสดงฐานะการเงิน รายรับรายจ่าย งบกำไรขาดทุน ผลประกอบการประจำปีสำเร็จ เมื่อ เปลี่ยนตัวเองเป็นองค์การมหาชนสำเร็จ โรงพยาบาลนี้ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงินไม่พอ หรือขาดแคลนหมอ

จริงๆแล้วแค่ทำให้โรงพยาบาลรัฐเป็นองค์การมหาชนในที่ที่พร้อม และเหมาะสม ประเทศไทยเราก็สามารถเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ “Medical Hub” ได้โดยที่ไม่ต้องเสียบุคลากรออกไปนอกระบบเลย

ลองคิดดูซิว่า ถ้า สปสช.สามารถทำให้ชาวบ้านเลือกโรงพยาบาลได้ง่ายขึ้น หรือคัดกรองโรงพยาบาลที่ไม่ดีออกไปเพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพ ทำให้โรงพยาบาลทุกแห่งต้องดูแลผู้ป่วยให้ดีขึ้น มันจะคุ้มค่ากันไหม และถ้าทำให้โรงพยาบาลในกรุงเทพฯของรัฐเป็นองค์การมหาชนได้หมด โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯจะเริ่มรู้ว่ามีคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้เกิดโรงพยาบาลที่มีการบริการทุกระดับประทับใจมากขึ้นมาอีกอย่างน้อย 20-30 แห่งทันที

สงครามทุกสงครามมีทั้งโอกาสที่จะชนะและแพ้ได้ ถ้ารู้ว่าจะชนะก็สู้กันไป แต่ถ้ารู้ว่าอย่างไรเสียก็แพ้แหงๆ อย่าไปสู้เลย

ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าสุดท้ายมนุษย์ต้องตาย แม้หมอจะมีหน้าที่ต้องพิชิตโรคร้าย แต่การรักษาพยาบาล ก็ย่อมต้องมาถึงจุดหนึ่งที่ต้องหยุดเช่นกัน.

ทีมเศรษฐกิจ