วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผบ.ทบ.รับมือ ถกหน่วยมั่นคง ชี้ชะตา-25ส.ค.

ประเมินสถานการณ์ แม่ทัพ3ปัดสกัดคน เข้ากรุงให้กำลังใจปู

แม่ทัพภาค 3 ปัดวางแผนสกัดมวลชนให้กำลังใจ “ยิ่งลักษณ์” เปล่า บีบให้แกนนำชุมชนเซ็นหนังสือยินยอม ชี้แค่ขอความร่วมมือด้วยวาจา ผบ.ทบ.เตรียมถกหน่วยงานความมั่นคงเตรียมความพร้อม ประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด สตง.ขู่ อปท. ใช้งบผิดเจอโทษถึงอาญา ยันพบข้อมูลเคลื่อนไหวอื้อ “เสี่ยตือ” เตือนอย่าใจแคบ มองมวลชนเป็นศัตรูเสี่ยงจุดไฟขัดแย้ง “วิษณุ” แจงสื่อไม่จำเป็นต้องทำตามแผนตีปี๊บรัฐของ “ไก่อู” พท.เย้ยรัฐทำผลงานดีสื่อก็สนใจทำข่าวเอง โผทหารถึงมือนายกฯ 21 ส.ค. ไม่พลิก “บิ๊กเข้”ข้ามห้วยนั่งปลัดกลาโหม “บิ๊กต๊อก” ผงาด ผบ.ทหารสูงสุด “บิ๊กนุ้ย” นั่ง ผบ.ทร.ตามคาด “บิ๊กแดง” ขยับเข้าไลน์ 5 เสือ ทบ. ขณะที่ “บิ๊กป้อม” ดันน้องรัก “บิ๊กอ้อม” ขึ้นผู้ช่วย ผบ.ทบ.รอชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. บูรพาพยัคฆ์ผงาดพรึ่บขยับกินตำแหน่งอื้อ โพลชี้ผลงานรัฐบาล-นายกฯตกต่ำลงทุกด้าน

ใกล้เข้าไปทุกขณะ สุดสัปดาห์นี้แล้วที่คดีปล่อยปละละเลยจนเกิดความเสียหายในโครงการจำนำข้าว ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย จะได้รับการพิพากษาจากศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยฝ่ายความมั่นคงยังคงจับตาระแวดระวังเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของมวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์

มทภ.3 ยันไม่มีลงนามบล็อกมวลชน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.กองทัพภาคที่ 3) กล่าวถึงกรณีนายจำรัส ลุมมา ประธานสมาพันธ์เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน ในฐานะแกนนำเกษตรกรผู้ปลูก ข้าว เผยกรณีเซ็นหนังสือยินยอมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ไม่ให้นำมวลชนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินคดีจำนำข้าว วันที่ 24-25 ส.ค. ที่กรุงเทพฯ ว่า ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแน่นอน ตรวจสอบแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการในลักษณะนั้น และยิ่งเป็นคนเมืองด้วยกัน เขาพูดคุยกันด้วยวาจาก็รู้เรื่อง เข้าใจกันมากกว่าทำหนังสือตกลง อย่างไรก็ตาม ทางการข่าวในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 พบว่า จะมีแกนนำขนมวลชนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงขอร้องว่า ถ้าพวกท่านเป็นแกนนำ เป็นแฟนคลับตัวจริง รักใคร่ชอบพอกัน จะเดินทางไปกรุงเทพฯ อยากให้ไปคนเดียว หรือสองคน เราไม่ว่า ไม่ห้ามปรามอะไร แต่ขอร้องอย่าชวนชาวบ้าน เด็กเล็ก คนเฒ่าคนแก่ไปด้วยเลย จะชวนเขาไปลำบากทำไม กลัวว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นไปละเมิดอำนาจศาล มันจะยุ่ง เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่ เพราะพื้นที่ตรงนั้นเป็นเขตพื้นที่อำนาจศาล จึงไม่อยากให้ โดนข้อหารู้เท่าไม่ถึงการณ์

ผบ.ทบ.ถกฝ่ายมั่นคงเตรียมพร้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์หน้า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.จะเรียกหน่วยงานความมั่นคง ประกอบด้วย กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ทั้ง 4 กองทัพภาค กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อประเมินสถานการณ์ในภาพรวม

สตง.ขู่ซ้ำ อปท.ใช้งบผิดโทษอาญา

ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการใช้งบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่อาจผิดวัตถุประสงค์ ว่า เป็นการป้องปราม เพราะ สตง.ได้รับข้อมูลว่าจะมีการนำประชาชนมาทำกิจกรรมในกรุงเทพฯ แอบแฝง ขัดต่อความสงบเรียบร้อย โดยใช้งบประมาณผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้กำชับแจ้งเตือนแล้ว ถ้าพบว่า อปท.ใดมีโครงการจะนำประชาชนเข้ามาใน กทม. โดยมีประโยชน์แอบแฝง ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยก็ไม่ควรทำ เชื่อว่าแนวทางนี้จะได้ผล สตง.จังหวัดก็จับตาดูร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ถ้าพบพฤติกรรมส่อเจตนาความผิดจะเข้าไปแนะนำ แจ้งเตือน แต่ถ้าตรวจสอบแล้วเป็นการเบิกจ่ายงบที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ก็จะมีความผิดทางอาญา ส่วนหน่วยงานใดทำไปแล้วกำลังตรวจสอบ ถ้าพบว่ากระทำความผิดจะเรียกคืนเงิน และดูรายงานการเดินทาง หากไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงจะแจ้งดำเนินคดีว่ารับรองเอกสารเท็จ

พบข้อมูลการเคลื่อนไหวอื้อ

นายพิศิษฐ์กล่าวว่า อปท.ต้องระวัง เช่น การอ้างว่าจะนำคนมาสนามหลวง แต่ถ้าไปปล่อยแถวรัชดาหรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆก็ผิดได้ เมื่อถามว่า มูลเหตุที่พบข้อมูลในเฟซบุ๊กนั้นก่อนจะแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบ สตง.ได้ตรวจสอบแล้วหรือยัง นายพิศิษฐ์ตอบว่า ข้อมูลทางเฟซบุ๊กนั้น อาจไม่ได้ระบุสถานที่ชัดเจน แต่ สตง.จังหวัดตรวจสอบแล้วพบความเคลื่อนไหวมากพอสมควร เราจึงป้องปรามในภาพรวม หากยังไม่ได้ผลก็จะดำเนินการ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงให้แกนนำเสื้อแดงลงนามในสัญญาว่าจะไม่มาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในวันที่ 25 ส.ค.นั้น เชื่อว่าเป็นมาตรการที่ดีในการช่วยดูแลบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวม คิดว่าไม่ใช่การกดดันประชาชน เพราะเป็นเรื่องของประเทศชาติไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

“ตือ” อัดรัฐใจแคบ–จุดไฟแตกแยก

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยพยายามขัดขวางประชาชนในท้องถิ่นไม่ให้เดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ไม่อยากเห็นรัฐบาลปิดกั้นหรือใจแคบ ถ้ารัฐบาลที่มาจากประชาชน มาจากการเลือกตั้งจะเข้าใจปัญหาเปิดโอกาสให้แสดงออกโดยการให้กำลังใจแบบสังคมไทย ถึงวันนี้ทุกคนต่างมีบทเรียนมาแล้วทั้งสิ้นว่าที่ผ่านมาการเผชิญหน้ากันไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่ประเทศเป็นคนแพ้ ทำไมต้องเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารไว้รองรับหลายพันคน เหมือนเอามาเตรียมป้องกันเหตุอะไรสักอย่าง เป็นการปรามาสผู้ที่จะมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ว่าจะก่อความวุ่นวาย เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาไม่ใช่คนไทยหรือ เขาไม่รักประเทศไทยอย่างนั้นหรือ ที่ผ่านมาก็มีการสรุปบทเรียนกันมาแล้ว

ปชป.แนะ “ปู” เชื่อพี่เขยเลิกกดดันศาล

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องนำคำพูดของนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่พูดหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีสลายชุมนุมว่า กระบวนการยุติธรรมเชื่อได้ พึ่งได้ มาชี้แจงและฉายซ้ำ เพื่อให้เห็นว่า คสช.ไม่มีอำนาจแทรกแซงคดี เมื่อพี่เขยบอกว่ากระบวนการยุติธรรมเชื่อถือได้ น้องภรรยาก็ควรจะยอมรับ ถ้ามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด จะไปกลัวทำไม จะไปเอามวลชนมากดดันศาลเพื่อประโยชน์อะไร การระดมให้กำลังใจ แจกดอกไม้ให้ดอกกุหลาบสีทั้งหลาย แต่เนื้อแท้คือการกดดัน แต่เชื่อว่าอรหันต์ตุลาการทั้ง 9 คน ไม่ได้หวั่นไหว ส่วนที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าผู้มีอำนาจออกอาการตื่นเต้นกับการสกัดมวลชนทั่วประเทศ จึงน่าสงสัยว่ารู้ผลคำพิพากษาล่วงหน้านั้น คิดว่าไม่น่าใช่ แต่เป็นเพราะพรรคเพื่อไทยร้อนรน รู้ว่าทำผิดอยู่แล้ว เลยกังวลออกมาพูดหรือไม่

เบรกยึดทรัพย์ “ปู” รอฟังศาลปกครอง

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทางปกครองในการยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากกรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวจนก่อให้เกิดความเสียหายว่า ขณะนี้กระบวนการไม่ได้หยุด แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ร้องขอทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ต่อศาลปกครอง ตอนนี้จึงยังไม่ทำอะไรต่อ สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการยึดทรัพย์ แต่ถ้าศาลปกครองจะฟังคำพิพากษาศาล ฎีกาฯ เป็นดุลพินิจของศาลปกครอง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล เมื่อถามว่า หากศาลฎีกาฯ ยกฟ้องคดีจำนำข้าวจะมีผลทางใดทางหนึ่งกับการยึดทรัพย์หรือไม่ นายวิษณุ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว เมื่อถามว่า เป็นห่วงสถานการณ์ในวันที่ 25 ส.ค.หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม บอกไม่ห่วง แล้วจะให้ตนห่วงอะไร

พท.แฉเกมตัดตอนระบายข้าวฉาว

พล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสน อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อและคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีตำรวจภูธรภาค 2 มีคำสั่งย้าย พ.ต.ท.วิชาญ จิตตยานันท์ รอง ผกก.สภ.เมืองสระแก้ว ผู้จับกุมรถพ่วงบรรทุกข้าว 7 คันรถพ่วง ซึ่งสำแดงเท็จว่าขนข้าวมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่มีใบอนุญาตขนข้าวข้ามเขต ออกนอกพื้นที่จังหวัดสระแก้วนั้น มีข้อสังเกตดังนี้ว่า 1.การย้ายตำรวจที่จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจาก สภ.เมืองสระแก้ว ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 2 โดยให้ขาดจากต้นสังกัดเดิม ส่อพิรุธว่าต้องการตัดตอนผู้เห็นข้อเท็จจริง พยาน หลักฐาน จนนำไปสู่การทำบันทึกจับกุมและตั้งข้อหา ผู้กระทำความผิด กรณีนี้อาจเชื่อมโยงไปถึงการระบายข้าวดีเป็นข้าวเสื่อมคุณภาพที่เป็นประเด็นถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น 2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรผู้รักษากฎหมาย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ควรเป็นหลักในการสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ได้ปฏิบัติหน้าที่รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ควรได้รับความดี ความชอบ ไม่ใช่ถูกย้ายออกนอกพื้นที่ จึงขอให้พิจารณาทบทวน ชี้แจงให้กำลังพลและสาธารณชนทราบ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนโดยทั่วไป

“วิษณุ” ชี้สื่อไม่จำเป็นทำตาม “ไก่อู” ขอ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอความร่วมมือให้สื่อโทรทัศน์แต่ละช่องเลือกรายงานข่าวภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละคน ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) จ.นครราชสีมา ว่า ไม่ทราบเรื่องนี้ แต่เข้าใจการพูดของ พล.ท.สรรเสริญเป็นการขอความร่วมมือ อาจทำให้ผู้สื่อข่าวกระทบ กระเทือน แต่ไม่เป็นไร สื่อมวลชนไม่ต้องปฏิบัติตามก็ได้ ไม่บังคับ ถ้าใช้มาตรา 44 ก็ว่าไปอย่าง ถ้าสื่อมวลชนคิดว่าทำไม่ได้ เป็นการแทรกแซง ไม่ต้องไปทำก็ได้ เพราะสื่อมวลชนไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ เพียงแต่สื่ออาจไม่ได้รับความสะดวกในการรายงานข่าวเท่านั้น เมื่อถามว่าโฆษกประจำสำนักนายกฯ พยายามจะแก้ปัญหานายกฯแบบวันแมนโชว์ นายวิษณุตอบว่า คล้ายๆแต่คงไม่ใช่แบบนั้น คงกลัวสื่อมวลชนไปรุมทำข่าวแต่นายกฯเพราะการที่รัฐบาลลงพื้นที่ต้องการทำงานหลายอย่าง

พท.สอนรัฐทำงานให้ดีไม่ต้องตีปี๊บ

น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สื่อมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนอยู่แล้ว ถ้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และขึ้นอยู่แต่ละสำนักข่าวเลือกเสนอ ไม่ต้องเอาเงินมาจ้างหรือบีบบังคับ ลงข่าวให้เต็มที่อยู่แล้ว สิ่งที่นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์ว่า สื่อไม่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้รัฐบาล แต่มีหน้าที่ในการทำประโยชน์สาธารณะนั้นถือว่าถูกต้องแล้ว สื่อไม่ได้กินเงินเดือนรัฐบาล จึงไม่ต้องมาทำหน้าที่พีอาร์ตรงนี้ให้ ที่ผ่านมารัฐบาลหรือคสช.พยายามปรับรูปแบบรายการในมือ อัดงบประชาสัมพันธ์จนกระทั่งแซงหน้าเอกชน ติดอันดับ 5 ของประเทศ ซึ่งไม่จำเป็นเลย ถ้างานที่ทำต้องตาต้องใจประชาชน เอาเงินไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่า ถ้ารัฐบาลมี ครม.ที่มีความสามารถ มีนายกฯ ที่นำการบริหารประเทศนี้ ผลักดันเนื้องานให้กับประชาชน ทุกคนจะเฝ้าคอยติดตามความสำเร็จเอง ไม่ต้องมาอัดเงินเป็นร้อยๆล้านให้คนมาฟัง

“ตือ” เย้ยเร่งตีปี๊บหวั่นครหาเสียของ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจริงๆแล้วสื่ออยากได้ข่าวจะตายไป ยิ่งกิจกรรมไหนน่าสนใจไม่ต้องไปบังคับก็ไปอยู่แล้ว วิธีการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับรัฐบาลที่มาด้วยวิธีการพิเศษนั้นต่างกัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งพยายามทำให้คนรับรู้การทำงานเพราะเกี่ยวพันผลการเลือกตั้งต่อไปในอนาคต ส่วนรัฐบาลนี้อาจถือว่ายังไงก็เป็นรัฐบาล ถึงได้พูดอยู่เรื่อยว่าเขาไม่ใช่นักการเมือง ไม่ต้องหาเสียง เลยทำให้งานขาดความน่าสนใจ บางคนเป็นรัฐมนตรียังไม่รู้จักชื่อ ยังไม่เคยเห็นหน้าเลย ต่างกับรัฐบาลเลือกตั้งที่แย่งกันออกมาเป็นข่าว มีอะไรนิดหน่อยก็นำเสนอ ส่วนที่รัฐบาลมาโหมพีอาร์ผลงานในช่วงนี้ อาจเพราะคนไม่ค่อยได้เห็นว่าได้ทำโน่นทำนี่ จึงเกรงว่าเมื่อพ้นอำนาจไปจะถูกว่า เข้ามาบริหารแม้ไม่เสียของทางการเมือง แต่เสียของในเชิงการบริหารประเทศ ทำให้ประชาชนเสียโอกาส ส่วนรายการที่นำเสนออยู่ทุกวัน ก็นำเสนอเป็นแบบทางราชการ แบบรูทีน ที่พอเปิดเจอนายกฯคนก็เปลี่ยนช่องแล้ว

ย้ำ ก.ม. 4 ชั่วโคตรโดนยันกิ๊ก

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตร วาระที่ 1 ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดไว้ว่า ตนเอง บิดา มารดา คู่สมรส บุตรห้ามรับของขวัญ ของกำนัล แต่กรณีบุคคลข้างต้นจัดงานแล้วนำเงินมาให้ไม่ถือว่าผิด จะผิดต่อเมื่อโยงใยว่าเป็นการตอบแทนที่เจ้าตัวไปทำประโยชน์อะไรให้แก่เขา เพราะถือว่าเป็นนอมินี ส่วนมาตรา 5 วรรคห้า ยังได้บทบัญญัติให้ใช้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรส ไม่ใช่บุตรไว้ด้วย หากกระทำด้วยพฤติกรรมอย่างเดียวกัน ดังนั้น จะรวมถึงกิ๊ก แฟน หรือเพื่อนด้วย สำหรับการกำหนดบทลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรุนแรงนั้น เป็นธรรมดา เพราะมีโอกาสกระทำความผิดได้ง่าย มีเดิมพัน อำนาจ วาสนา และบารมี จึงทำให้คนวิ่งเข้าหา

นายกฯหวังสร้างมิติใหม่ให้อีสาน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ที่ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค.นี้ว่า จ.นครราชสีมาเป็นประตูสู่ภาคอีสาน เป็นภูมิภาคสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ มีพื้นที่เพาะปลูกมากและเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การลงพื้นที่ในแต่ละแห่งจะทำให้เข้าใจปัญหา ได้จับเข่าพูดคุยรับฟังเสียงของประชาชน และติดตามผลของนโยบายต่างๆของรัฐบาลว่าประสบผลสำเร็จหรือมีอุปสรรคอย่างไร เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขตามยุทธศาสตร์ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของในหลวงรัชกาลที่ 9 รัฐบาลมีเป้าหมายสร้างมิติใหม่ให้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดย จ.นครราชสีมา จะมุ่งเน้นให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไทย-จีน) กทม.-นครราชสีมา มอเตอร์เวย์ กทม.-นครราชสีมา และการลงทุนค้าขายเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC และ กทม. นายกฯเน้นว่า การสร้างอนาคตที่ดีของประชาชนขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคน รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมใน 5 ปีข้างหน้า ขณะนี้เรากำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่จะได้มาซึ่งรัฐบาลที่โปร่งใส ดังนั้น หากคนไทยมีความปรองดองและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศร่วมกัน ก็เชื่อว่าจะไปสู่เป้าหมายได้โดยไม่ยากนัก

มทส.พร้อมรับประชุม ครม.สัญจร

นายวีรชัย อาจหาญ ผู้อำนวยการเทคโนธานี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักในการประสานงานและเตรียมสถานที่ประชุม สำหรับการประชุม ครม. สัญจรนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ เผยว่า การจัดประชุมครั้งนี้เน้นบรรยากาศเป็นไปในลักษณะความเป็นอีสาน ใช้เทคโนโลยีพื้นฐาน ระบบไอที รวมถึงระบบสนับสนุนต่างๆ จะสอดแทรกเข้าไปให้กลมกลืนระหว่างความเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะการจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชุม ครม.สัญจรในจังหวัดเท่านั้น แต่ถือเป็นการจัดประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย จะเตรียมการเต็มที่ให้สมกับที่ได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าของสถานที่จัดการประชุม

คสช.ปลื้มเสียงตอบรับศูนย์ร้องเรียน

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า จากยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน ที่ล่าสุด คสช.และรัฐบาล ได้จัดตั้ง “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ” ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. โดยแจ้งข้อมูลทางสายด่วน 1299 หรือ ตู้ ปณ.444 ราชดำเนิน กทม. และแจ้งเรื่องด้วยตนเองได้ที่หน่วยทหารทุกเหล่าทัพทั่วประเทศ ที่มีอยู่ 293 ศูนย์ ใน 69 จังหวัด จากการทำงานของศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯในห้วง 1 เดือนที่ผ่านมา ปรากฏว่าประชาชนสนใจแจ้งข้อมูลมากถึง 1,320 เรื่อง ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ 129 เรื่อง ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำนวน 110 เรื่อง และขอความช่วยเหลือในเรื่องของความเดือดร้อน 666 เรื่อง อาทิ ปัญหาที่ดินทำกิน ข้อพิพาททางกฎหมาย การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคในชุมชน เป็นต้น ซึ่งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ โดยคณะทำงานกลั่นกรองได้นำข้อมูลทุกเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

พท.ถล่มตั้งกก.ห่วยปฏิรูปประเทศ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศของรัฐบาลว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมจากหลายภาคส่วนต่อเนื่อง ถึงแม้รัฐบาลอาจจะล็อกสเปกผู้เข้ามารับตำแหน่งกรรมการปฏิรูปประเทศต้องเคยขึ้นเวที กปปส. หรือต้องเคยเป่านกหวีด แต่ก็น่าจะเลือกได้ดีกว่านี้หรือไม่ เช่น กรณีอดีตผู้บริหารสื่อบางสำนัก รวมถึงกรณีตั้งทนายความบางคนที่มักผลิตวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง สวนทางกับแนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ เมื่อครั้งเป็นสปช.ก็เคยรับสารภาพว่าตั้งลูกสาวเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว รับเงินเดือน 20,000 บาท ประเทศนี้ขาดแคลนคนดีมีความรู้ขนาดนั้นเลยหรือ ทำไมตั้งกี่ที กี่ตำแหน่งก็ได้แต่คนหน้าเดิมๆ และนับวันยิ่งจะหนักข้อขึ้นทุกวัน หรือวันนี้เกรงใจประชาชนน้อยลงหรือไม่ แบบนี้ถือว่าคำนึงถึงความรู้สึกของ ประชาชนหรือยัง

วังเวงเอาคนตกยุคมาขับเคลื่อน

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเชื้อเชิญนักการเมืองเข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศว่า คิดว่านักการเมืองคงไม่มีใครอยากเข้าไปร่วม เพราะมองเห็นอนาคตแล้วว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จค่อนข้างยาก เพราะคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน มีพื้นฐานมาจาก สปท. 3 ปีที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่จะเป็นชิ้นเป็นอันที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน คงไม่มีใครยอมเสี่ยงเข้าไปเป็นกรรมการ ยุคนี้เป็นยุคดิจิทัล แล้วไปเอาคนยุคอนาล็อกมาปฏิรูปในยุคดิจิทัล แล้วจะไปได้หรือไม่แต่ละชุดตั้งมาเราไม่ได้ติเรือทั้งโกลน แต่ถ้าไม่มีความผูกพันยึดโยงกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแล้ว ต้องบอกได้คำเดียวว่ามันวังเวง ส่วนที่มีคนมองว่าเรื่องนี้อาจเป็นสายล่อฟ้าให้เกิดความขัดแย้งหลังการเลือกตั้ง ก็มองได้ หากแนวทางของรัฐบาลใหม่สวนทางกับคณะกรรมการปฏิรูป ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วอันไหนจะมีน้ำหนักไปสู่การปฏิบัติขับเคลื่อนของประเทศได้จริง จึงน่าเป็นห่วงว่าจะทำอย่างไรต่อปัญหาดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้น

โผทหารลงตัวถึงมือนายกฯ 21 ส.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2560 ว่า ขณะนี้รายชื่อได้รับการตรวจทานและแก้ไขทั้งหมด หลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เรียกปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพร่วมพิจารณาจนเป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่าย ล่าสุดในวันที่ 21 ส.ค.จะส่งถึงมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นกราบบังคลทูลฯต่อไป

“บิ๊กเข้” ข้ามห้วยนั่งปลัดกลาโหม

สำหรับรายชื่อนายทหารที่ได้รับการปรับย้ายในครั้งนี้ปรากฏว่าในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัด กระทรวงกลาโหม ที่จะเกษียณอายุราชการ กองทัพบกได้เสนอชื่อ “บิ๊กเข้” พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ (ตท.18) ผู้ช่วย ผบ.ทบ.ข้ามฟากมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม หลังจากดัน “บิ๊กลภ” พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ (ตท.18) ผอ.นโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม ไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมเปิดทางให้น้องรัก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม คือ “บิ๊กณัฐ” พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ (ตท.20) หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม เพื่อจ่อเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหมในปีหน้าโดยปราศจากคู่แข่ง ขณะที่ พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง เสธ.ทอ. ข้ามฟากมาเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม กับ พล.อ.วิสุทธิ์ นาเงิน เจ้ากรมเสมียนตรา เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม

“บิ๊กต๊อก” ผงาด ผบ.ทหารสูงสุด

ด้านกองบัญชาการกองทัพไทย “บิ๊กปุย” พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.ทหารสูงสุด จะเกษียณอายุราชการ โดยเสนอ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ (ตท.17) เสนาธิการทหาร ขึ้นเป็น ผบ.ทหารสูงสุด พร้อมขยับ “บิ๊กกบ” พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญจศรี (ตท.18 ) รองเสนาธิการทหาร ขึ้นเป็น เสนาธิการทหาร โดยมี “บิ๊กยอร์ช” พล.อ.ยศนันทน์ หร่ายเจริญ (ตท.16) ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ. เป็นรอง ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ธงชัย สาระสุข (ตท.19) หัวหน้านายทหารฝ่าย เสธ.ประจำ ผบ.ทหารสูงสุด ขึ้นเป็น ผบ.หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา

“อภิรัชต์” ขยับเข้าไลน์ 5 เสือ

ส่วนกองทัพบก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ยังครองเก้าอี้ ผบ.ทบ.อีกปีจนกว่าเกษียณในปีหน้า เพื่อควบคุมสถานการณ์และขับเคลื่อนการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.ตามโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้ง โดยขยับ “บิ๊กต้อ” พล.อ.สสิน ทองภักดี (ตท.17) เสธ.ทบ. ขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (ตท.20) แม่ทัพภาคที่ 1 น้องรักของ “นายกฯตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. โดยโยก “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโสภณ (ตท.18) จาก ผบ.หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน (นรด.) ขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นน้องรักของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในสายบูรพาพยัคฆ์คนหนึ่ง ทั้งนี้ การขยับเอา “บิ๊กอ้อม” เข้ามาอยู่ในไลน์ 5 เสือ ทบ.นั้น มีเสียงวิจารณ์ถึงการเตะโด่ง “บิ๊กแช” พล.ท.วิชัย แชจอหอ (ตท.17) แม่ทัพภาคที่ 2 นักรบภาคอีสานที่ผ่านสมรภูมิการรบมาอย่างโชกโชนในการปกป้องชายแดน และเคยได้รับเหรียญรามาฯ ที่ถูกย้ายข้ามห้วยจากกองทัพบกไปเป็นรอง เสธ.ทหาร จากเดิมที่ คาดว่าจะได้ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. แต่ต้องถูกสกัดจากเด็กของ “บิ๊กป้อม” ไปอย่างน่าเสียดาย ขณะที่ “บิ๊กเล็ก” พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ (ตท.20) รอง เสธ.ทบ. ขยับขึ้นเป็น เสธ.ทบ.

แคนดิเดต ผบ.ทบ.คนถัดไป 3 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าการจัดระดับนายทหาร 5 เสือ ทบ. ครั้งนี้เป็นการวางทายาท ผบ.ทบ.ในปีหน้าไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กแดง” พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่จะเกษียณปี 2563 “บิ๊กอ้อม” พล.ท.วีรชัย อินทุโสภณ ที่จะเกษียณปี 2562 รวมถึง “บิ๊กเล็ก” พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเกษียณปี 2564 ซึ่งทั้ง 3 รายล้วนแต่เป็นแคนดิเดตเก้าอี้ ผบ.ทบ.ได้ทุกคน

“กู้เกียรติ” น้องรัก “บิ๊กป้อม” ขึ้น มทภ.1

สำหรับกองทัพภาคที่ 1 หลัง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ขยับไปเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. ปรากฏว่า “บิ๊กตู่” พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา (ตท.20) แม่ทัพน้อยที่ 1 ในสายบูรพาพยัคฆ์ น้องรัก “บิ๊กป้อม” ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ตามคาด ขณะที่น้องรักนายกฯตู่ อีกคน “บิ๊กติ่ง” พล.ต.สันติพงษ์ ธรรมปิยะ (ตท.22) รองแม่ทัพภาคที่ 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.เจริญชัย หินเธาว์ (ตท.23) ผบ.พล.2 รอ. เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.ศักดา เปรุนาวิน แม่ทัพน้อยที่ 2 ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.สนธยา ศรีเจริญ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 สำหรับแม่ทัพภาคที่ 3 และแม่ทัพภาคที่ 4 ยังอยู่ที่เดิมไม่มีการขยับแต่อย่างใด

“บิ๊กนุ้ย” นั่ง ผบ.ทร.ตามคาด

ด้านกองทัพเรือ “บิ๊กณะ” พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผบ.ทร. ที่จะเกษียณอายุราชการได้เสนอ “บิ๊กนุ้ย” พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วย ผบ.ทร. เป็นผบ.ทร.คนใหม่ตามคาด โดยขยับคู่แคนดิเดต “บิ๊กลือ” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสธ.ทร. ไปเป็นรอง ผบ.ทร. “บิ๊กตุ๋ย” พล.ร.ท.พิเชฐ ตานะเศรษฐ รอง เสธ.ทร.เป็น เสธ.ทร. “บิ๊กจุ๋ม” พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ หัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นที่ปรึกษากองทัพเรือ

ส่วนกองทัพอากาศ “บิ๊กจอม” พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. ยังไม่เกษียณ แต่ได้ขยับ “บิ๊กต่าย” พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผู้ช่วย ผบ.ทอ.ขึ้นเป็น รอง ผบ.ทอ. พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง เสธ.ทอ. และ พล.อ.อ.ชาญฤทธิ์ พลิกานนท์ (ตท.18) รอง เสธ.ทหาร ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทอ. “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ท.ภานุพงศ์ เสยยงคะ รอง เสธ.ทอ. ขึ้นเป็น เสธ.ทอ.

โพลชี้ผลงานรัฐ–นายกฯดิ่งทุกด้าน

วันเดียวกัน กรุงเทพโพลโดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัย กรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ประเมินผลงาน 3 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งจะครบ 3 ปี ในเดือน ส.ค.นี้ พบว่า ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจในการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 3 ปี เฉลี่ย 5.27 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ลดลงจากการประเมินการทำงานรอบ 2 ปี 6 เดือน ที่ได้ 5.83 คะแนน และรอบ 2 ปี ที่ได้ 6.19 คะแนน โดยการสำรวจครั้งนี้รัฐบาลได้คะแนนลดลงทุกด้าน ประกอบด้วยด้านความมั่นคงของประเทศ การบริหารการจัดการและบังคับใช้กฎหมาย สังคมและคุณภาพชีวิต การต่างประเทศ และเศรษฐกิจ สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 3 ปี ประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจ เฉลี่ย 7.00 คะแนน ลดลงจากการประเมินรอบ 2 ปี 6 เดือน ที่ได้ 7.40 คะแนน และรอบ 2 ปี ที่ได้ 7.57 คะแนน และการสำรวจครั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้คะแนนลดลงทุกด้านเช่นกัน ประกอบด้วย ความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันทุ่มเทในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ความสามารถในการบริหารจัดการตามอำนาจหน้าที่ และความสามารถสร้างสรรค์ผลงานหรือโครงการใหม่ๆ ส่วนเรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลปฏิรูปให้สำเร็จก่อนจัดให้มีการเลือกตั้งมากที่สุด ร้อยละ 32.5 ระบุว่าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและมีความมั่นคงกว่านี้ รองลงมาร้อยละ 12.8 ระบุว่าให้ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันทั้งในวงราชการและการเมือง และร้อยละ 10.0 ระบุว่าให้ดูแลราคาสินค้าเกษตรเช่น ข้าว ยางพารา ไม่ให้ตกต่ำ

บี้ปฏิรูปจริงจังเน้น ศก.ปากท้อง

ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนคิดอย่างไรกับการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ อันดับ 1 ร้อยละ 66.95 ระบุว่า อยากให้ปฏิรูปจริงจัง มีผลงานเป็นรูปธรรม อันดับ 2 ร้อยละ 56.10 ระบุว่า มีความสำคัญต่อการพัฒนาและทิศทางการปฏิรูปประเทศ อันดับ 3 ร้อยละ 51.69 ระบุว่า เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง มีความรู้ ความสามารถ น่าจะทำงานได้ดี อันดับ 4 ร้อยละ 45.25 ระบุว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และเป็นประเด็นทางการเมือง อันดับ 5 ร้อยละ 38.24 ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยทำงานให้ คสช. ไม่ค่อยมีคนรุ่นใหม่ เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ร้อยละ 30.68 ระบุ คาดหวังมาก ร้อยละ 29.94 ไม่ค่อยคาดหวัง ร้อยละ 24.40 คาดหวังค่อนข้างมาก ร้อยละ 14.98 ไม่คาดหวัง เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนอยากฝากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ อันดับ 1 ร้อยละ 64.65 อยากให้เน้นปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดี อันดับ 2 ร้อยละ 62.11 อยากเห็นผลงานเป็นรูปธรรม อันดับ 3 ร้อยละ 55.50 ปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา

เฝ้าหวังประเทศมี ปชต.ไร้โกงกิน

ส่วนสำนักวิจัยซูเปอร์โพล สำรวจทัศนคติของประชาชนต่อประเด็นสำคัญทางการเมือง โดยถามถึงเงื่อนไขของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกับประชาธิปไตยของไทยพบว่า ร้อยละ 67.2 ระบุ ประเทศเป็นประชาธิปไตยและไม่มีการโกงกิน ร้อยละ 13.1 ระบุ ประเทศไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยแต่ต้องไม่มีการโกงกิน ร้อยละ 10.9 ระบุ เป็นประเทศประชาธิปไตยเท่านั้น ร้อยละ 4.4 ระบุ ประเทศเป็นประชาธิปไตยและมีการโกงกิน เศรษฐกิจจึงจะดี เมื่อถามถึงการยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าทุจริตแล้วมาแบ่งประชาชนด้วย พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.2 ระบุ ไม่ยอมรับโดยเด็ดขาด ขณะที่ ร้อยละ 37.8 ยอมรับได้ และเมื่อถามถึงความสุขของประชาชนเมื่อนึกถึงคุณภาพของนักการเมืองในปัจจุบัน โดยให้คะแนนเต็ม 10 พบว่าความสุขของประชาชนมีเพียง 3.19 คะแนนเท่านั้น

ชี้ ศก.ไทยทุนใหญ่ดีรายเล็กเดี้ยง

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว คณะกรรมการญาติวีรชน พฤษภา 35 ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน จัดรายการโต๊ะกลมสาธารณะ หัวข้อ “บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรที่คนไทย 80% ไม่มีกำลังซื้อ หรือกำลังซื้อลดลง ภาคอุตสาหกรรมมีกำลังผลิตมากเกินไป แต่สินค้าภาคเกษตรตกต่ำเกือบทุกตัว ขณะที่ภาคธุรกิจ 20% มีเงินสดเก็บไว้จำนวนมากถึง 1.1 ล้านล้านบาท แต่ไม่กล้าลงทุน หนี้สินภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก กลายเป็นรัฐบาลเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ของประเทศ ที่ผ่านมาภาครัฐไม่สนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพให้คนหาเช้า กินค่ำ ทำให้กำลังซื้อของสังคมไทยติดหล่ม และยังไม่ตอบสนองต่อการท่องเที่ยวที่คนต่างชาติ ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาลงทุนและหนีไปประเทศเวียดนาม และพม่า ที่มีทรัพยากรและค่าแรงถูก ที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ถูกส่วนหนึ่งและผิดส่วนหนึ่ง ในส่วนที่ดีคือเฉพาะทุนใหญ่ ขณะที่ประชาชนรายเล็ก และระดับล่างไม่ค่อยได้ประโยชน์ เพราะยังไม่เกิดการ กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

คนจนเจอดอกโหดไร้กำลังซื้อ

นายเกียรติ สิทธิอมร คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์และอดีตผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า วันนี้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากแค่ 0.5 บาทต่อปี แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้กลับอยู่ที่ 7.5 บาทต่อปี มีส่วนต่างถึง 7% ถือว่าสูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถามว่ารัฐบาลปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่คนส่วนใหญ่เป็นคนจนที่กู้ คือคนจำนวน 80% นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนไม่มีกำลังซื้อ ส่วนการแก้ทุจริต ได้ตรวจสอบพบว่าปัจจุบันมีการคอร์รัปชันมากถึง 1.8 แสนล้านบาท หรือ 15% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีของประเทศ แม้ปี 60 ตัวเลขเศรษฐกิจชาติจะดีขึ้น กว่าปีก่อน แต่จีดีพียังอยู่ที่ 3.2% ทั้งที่ฐานเฉลี่ยของภูมิภาคนี้อยู่ที่ 6.2% ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการทุจริตคือ 1.รัฐบาลต้องให้ประชาชนรู้ทั้งเรื่องดีและไม่ดีที่เกิดขึ้น แต่วันนี้เราพูดแต่เรื่องดี เรื่องไม่ดีจึงยังไม่ได้แก้ไข 2.ผู้บริหารทุกระดับ อย่าใช้อารมณ์ถามแล้วโกรธ เพราะคนจะไม่กล้าถาม ไม่กล้าให้ความร่วมมือ ทั้งยังเป็นตัวอย่างไม่ดีกับคนรุ่นหลัง อีกเรื่องที่ขอฝากคือหนี้นอกระบบที่พุ่งสูงขึ้นมาก รัฐบาลประกาศลดเหลื่อมล้ำขอให้ปราบปรามต่ออย่าหยุด ขอให้ทำจริงไม่ใช่ไฟไหม้ฟาง และถ้าไม่มีการรัฐประหารในปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะโตอีก 2.5%

อีก 2 ปี ศก.ไทยตกอันดับ 5 อาเซียน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า หากบอกว่าใช้เงินจำนำข้าวขาดทุน 5 แสนล้านบาทผิด แล้วที่บอกว่าใช้ 9 แสนล้านบาทแต่เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นเป็นความผิดหรือไม่ ฝาก สตง.ช่วยตรวจสอบด้วย หากมีเรื่องทุจริตก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกันหรือไม่ และอีกไม่เกิน 2 ปีขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยจะตกจากอันดับ 2 ของอาเซียน ไปอยู่อันดับ 5 จะถูกมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามแซง ความน่าเชื่อถือของผู้รับผิดชอบทางเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งตกต่ำลง เพราะถูกมองว่าไม่มีความมั่นใจในภาวะเศรษฐกิจและขวัญอ่อน รับการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ นอกจากนี้บรรทัดฐานทาง การเมืองก็ยังสับสน ควรจะส่งเสริมให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ใช่ตัวบุคคล ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศมีปัญหามาจนถึงจุดเศรษฐกิจโตต่ำเฉลี่ยเพียง 3.2% ส่วนหนึ่งก็เพราะแนวคิดทำลายพรรคการเมือง จนทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่มั่นคงด้วย

เย้ยรัฐว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การ พิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันนี้ไม่มีอะไรแตกต่างจากรัฐบาลในอดีต ที่เคยว่าเคยวิจารณ์เขากลับมาเกิดในยุคนี้ทั้งหมด ทั้งการตั้งเครือญาติคนใกล้ชิดเข้าไปในองค์กรต่างๆ อาทิ หลานชายนายกฯประมูลงานในกองทัพภาค 3 ทั้งที่ตั้งบริษัทในค่ายทหาร น้องสะใภ้นั่งเครื่องบินของกองทัพไปสร้างฝาย ชะลอน้ำในภาคเหนือ หรือให้ทหารเข้าไปนั่งในรัฐวิสาหกิจ 46 แห่ง องค์กรอิสระก็มีคำถามว่าเป็นอิสระจริงหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ เรือดำน้ำ เครื่องบิน รถไฟความเร็วสูง ที่ได้รับการวิจารณ์จากสังคมที่น้อยเกินไป นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นของรัฐบาลคนดี ที่เข้ามาแก้ปัญหาให้แผ่นดิน