วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ จ่อจับเข่าคุยคนอีสาน ยกระดับเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่อีสาน เน้นจับเข่าคุยรับฟังเสียงสะท้อนประชาชน หวังสร้างมิติใหม่ให้ภาคอีสาน ชูเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง แนะคนไทยร่วมมือ สามัคคี พัฒนาประเทศ สัญญาจะเห็นเป็นรูปธรรมในอีก 5 ปี

วันที่ 19 ส.ค.60 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค.นี้ว่า จ.นครราชสีมา เป็นประตูสู่ภาคอีสาน และเป็นศูนย์กลางของภาคอีสานตอนล่าง รัฐบาลจึงได้เลือกเดินทางไปยังพื้นที่นี้ก่อนเป็นอันดับแรก ภาคอีสานถือเป็นภูมิภาคสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ เพราะมีพื้นที่เพาะปลูกที่กว้างขวาง เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน มีเส้นทางการคมนาคมที่พร้อม มีประวัติศาสตร์ขนบธรรมเนียมที่เป็นเอกลักษณ์ และมีธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนเป็นมิตร เข้มแข็ง อดทน หนักเอาเบาสู้ และมีฝีมือ

"นายกฯ ระบุว่า สภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ในประเทศมีความแตกต่างกันไป ดังนั้น การลงพื้นที่จะทำให้เข้าใจปัญหา และจับเข่าพูดคุยกันได้มากขึ้น เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนถึงบ้าน รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลว่า ประสบผลสำเร็จหรือมีอุปสรรคอย่างไร เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขให้ตรงจุด ตามยุทธศาสตร์เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของในหลวง รัชกาลที่ 9"

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า เป้าหมายของการพัฒนาภาคอีสานของรัฐบาลนี้ คือ การสร้างมิติใหม่ให้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยนำปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เข้าสู่กระบวนการแก้ไข และต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ ประกอบด้วย การบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนอีสาน การแก้ปัญหาความยากจนและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีรายได้น้อย การแก้ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี การพัฒนาเกษตรอินทรีย์และอาหารปลอดภัย โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิคุณภาพสูง การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาสินค้า OTOP วิสาหกิจชุมชน

โดย จ.นครราชสีมา จะมุ่งเน้นให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานสะอาด ผ่านโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไทย-จีน) กทม.–นครราชสีมา มอเตอร์เวย์ กทม.-นครราชสีมา โครงการอินเทอร์เน็ตหมู่บ้าน ยกระดับสินค้าผ้าไหมและผ้าย้อมคราม ส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่น การเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำบึงกระโดนและลำเชียงไกร (ตอนล่าง) การลงทุนค้าขายเชื่อมโยงไปยังพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC และ กทม. เป็นต้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การสร้างอนาคตที่ดีของประชาชน และความเจริญก้าวหน้าของประเทศโดยเฉพาะภาคอีสานนั้น ขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจของทุกคน รัฐบาลกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการปฏิรูปประเทศจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมใน 5 ปีข้างหน้า โดยขณะนี้เรากำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่จะได้มาซึ่งรัฐบาลที่โปร่งใส ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน ดังนั้น หากคนไทยมีความปรองดองและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศร่วมกัน ก็เชื่อว่าจะไปสู่เป้าหมายได้โดยไม่ยากนัก