วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลาอีกคน ทรัมป์ไล่ ‘สตีฟ แบนนอน’ พ้นตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษายุทธศาสตร์

สตีฟ แบนนอน ออกจากตำแหน่งหัวหน้าที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ ในทำเนียบขาวแล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเขาถูกประธานาธิบดีทรัมป์ บีบให้ลาออก เพราะมีความเห็นไม่ลงรอยกัน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายสตีฟ แบนนอน หัวหน้าที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ในสภาความมั่นคงแห่งชาติ ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลาออกจากตำแหน่งแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่แหล่งข่าวหลายคนในทำเนียบขาวบอกกับสื่อในสหรัฐฯ ว่า เขาได้รับข้อเสนอให้ลาออก และสุดท้ายก็ถูกบีบให้สละตำแหน่ง

นางซาราห์ ฮัคกาบี แซนเดอร์ส เลขาธิการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ยืนยันการออกจากตำแหน่งของนายแบนนอนเมื่อวันศุกร์ แต่อ้างว่าการลาออกเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างฝ่ายทำเนียบขาวและตัวนายแบนนอนเอง “จอห์น เคลลี หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและสตีฟ แบนนอน ตกลงร่วมกัน ว่าวันนี้ (วันศุกร์) จะเป็นวันสุดท้ายที่สตีฟจะอยู่ในตำแหน่ง เราซาบซึ้งในการทำงานของเขา และขอให้เขาโชคดี”

ทั้งนี้ หลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์สร้างความประหลาดใจด้วยการตั้งนายแบนนอนเข้าสู่สภาความมั่นคงแห่งชาติ และการปลดเขาออกจากตำแหน่งในตอนนี้ถูกมองว่า เป็นสัญญาณว่านาย เอชอาร์. แมคมาสเตอร์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติเริ่มมีอิทธิพลต่อนายทรัมป์มากขึ้น โดยนายแบนนอนมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวหลายคนรวมทั้งนาย แมคมาสเตอร์ และ แกรี โคห์น ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ

นอกจากนี้ นายแบนนอนยังมีความเห็นไม่ตรงกับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเขาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า สหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทหารแก้ปัญหากับเกาหลีเหนือ สวนทางกับคำพูดของนายทรัมป์ที่พูดเรื่องนี้มาตลอด เขายังพูดว่า สหรัฐฯ กำลังทำสงครามเศรษฐกิจกับจีนด้วย ซึ่งแหล่งข่าวบอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า เรื่องนี้ทำให้ทรัมป์โกรธมาก

อย่างไรก็ตาม นายแบนนอนซึ่งกลับไปรับตำแหน่งประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของเว็บไซต์ "Breitbart.com" ตามเดิม ยืนยันว่า เขาจะยังคงจงรักภักดีต่อประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไป

อนึ่ง การออกจากตำแหน่งของนายแบนนอนเกิดขึ้นเพียง 7 เดือนหลังจากนายทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดี และ 3 สัปดาห์หลังจากนาย จอห์น เคลลี รับตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว แทนที่นายไรน์ซ พรีบัส และกำลังเคลื่อนไหวเพื่อยุติความวุ่นวายที่เกิดจากความแตกแยกในทำเนียบขาว และเรื่องอื้อฉาวที่โถมเข้าใส่รัฐบาลทรัมป์