วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าเพิ่งตกใจ! ไขข้อข้องใจ ไม่ได้ติดเชื้อ HIV แต่ทำไมรพ.ดันตรวจเจอ ทั้งที่ไม่ได้เป็น?

หมอสมาน เผย 3 ปัจจัยที่ทำให้ผลการตรวจเชื้อเอชไอวีนั้น ออกมาผิดพลาด เชื่อไม่มีใครอยากให้เกิด พร้อมเร่งหาช่องโหว่ป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ ชี้รพ.ที่ตรวจผิดพลาดต้องเยียวยาผู้เสียหาย...

นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักโรคเอดส์ วัณโรค และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กล่าวกับทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า ปัจจัยที่จะทำให้ผลการตรวจเชื้อเอชไอวีนั้น ออกมาผิดพลาด มาจากปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

1.นพ.สมาน ระบุว่า วิทยาศาสตร์ไม่มีอะไรที่แน่นอน 100% ดังนั้น ตัวน้ำยาที่ใช้ในการตรวจอาจทำให้ผลตรวจออกมาคลาดเคลื่อน เพราะฉะนั้น ผู้ที่ต้องการจะตรวจหาเชื้อเอชไอวีควรตรวจซ้ำอีก 2-3 ครั้ง ด้วยน้ำยาคนละชนิด และทิ้งระยะห่างในการตรวจออกไปสักนิด เพราะเชื้ออาจจะยังไม่มีการฟักตัว

2.ความผิดพลาดของมนุษย์นั้น (Human Error) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ โดย นพ.สมาน ยกตัวอย่างว่า เจ้าหน้าที่ของทางโรงพยาบาลอาจพิมพ์ผลตรวจผิดพลาด, กระบวนการทำงานภายในของโรงพยาบาลอาจมีการสลับเลือด หรือสลับผลตรวจ เป็นต้น

3.อันที่จริงแล้ว ตัวผู้ตรวจท่านนั้นๆ อาจไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวี โดย นพ.สมาน ยกตัวอย่างกรณีที่ผู้ตรวจไม่ได้ติดเชื้อ แต่มีปัจจัยที่ทำให้ผลตรวจออกมาเป็นผลบวกลวงได้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ตรวจอาจติดเชื้อที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน, ผู้ตรวจเป็นไข้หวัดใหญ่, ผู้ตรวจมีการฉีดวัคซีนที่ต่อต้านเชื้อไวรัส, ผู้ตรวจเป็นผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น

“ผลตรวจเอชไอวีที่ผิดพลาดนั้น หมอเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่มีใครตั้งใจแน่ๆ โรงพยาบาลก็ไม่ได้ประโยชน์ คนไข้ก็เสียหาย ทุกคนล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุข จะดำเนินการมี 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1.หาสาเหตุของการผิดพลาด และอุดช่องโหว่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง หรือทำให้โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดมีน้อยที่สุด 2.ทางโรงพยาบาลนั้นๆ ต้องมีมาตรการการเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย”.