วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ผู้การโจ๊ก" ปิดคดีแก๊งมีสี ทีมอุ้มรีดนักธุรกิจจีน

คดีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สปพ. หรือ 191 ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว รวบผู้ต้องหาแก๊ง “คนมีสี” ร่วมกับคนต่างด้าวอุ้ม นายสุรชัย แซ่ย่าง อายุ 47 ปี เจ้าของบริษัทนิวเจน แอร์เวย์ ชาวจีน ข่มขู่รีดเอาทรัพย์สิน 2 ล้านบาท แลกกับข้ออ้างไม่ดำเนินคดีผู้เสียหาย ข้อหา “สวมบัตรประชาชนปลอม” ก่อนเหยื่อเข้าร้องเรียนไปที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. เข้าสืบสวน โดยมี พ.ต.อ.นิติธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.จักรเพชร เพชรพลอยนิล ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป ผกก.สน.ห้วยขวาง พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ รอง ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. ร่วมคลี่คลายคดี

ช่วงเที่ยงวันที่ 12 ก.ค. กลุ่มชายแต่งชุดลายพรางทหาร 4 นาย และแต่งกายนอกเครื่องแบบ 5 คน รวม 9 คน บุกเข้าไปที่บริษัทคันต้ากรุ๊ป ไทยแลนด์ มี พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา พงส.กก.5 บก.ปอศ. เป็นหัวหน้าชุด อ้างเป็นชุดเฉพาะกิจตำรวจนอก 191 และกองปราบ ทำคดีคนต่างด้าวสวมบัตรประชาชน ขอพบนายสุรชัย แซ่ย่าง อ้างเป็นเรื่องคดีความมั่นคงที่มีหลักฐาน นายสุรชัยปลอมเอกสารทะเบียนราษฎร และบัตรประชาชน มีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด สลิปโอนเงิน และคำให้การของเหยื่อที่ถูกอุ้ม

ข้อมูลนายสุรชัยบอกว่า พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ให้นายสุรชัยออกไปพบผู้บังคับบัญชาสังกัด กอ.รมน. ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งแถวดอนเมือง ขณะที่นั่งรถไปมี นายโก๊ะ เต็ก ชวน สัญชาติสิงคโปร์ เป็นคนขับรถและเป็นล่าม มีคนที่ใส่เครื่องแบบทหารนั่งประกบนายสุรชัย แต่กลัวความไม่ปลอดภัย จึงให้ลูกน้องขับรถติดตามไปด้วย

พอไปถึง นายโก๊ะ เต็ก ชวน พาเข้าไปพบ พลตรี จรูญ อำภา นายทหารสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย พูดจาข่มขู่นายสุรชัยเรื่องปลอมบัตรประชาชน โดยนายโก๊ะ เต็ก ชวน บอกกับนายสุรชัยว่า “นายต้องการค่าคุ้มครอง 20 ล้าน” และ พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ มาสมทบบอก “จ่ายๆไปจะได้จบ” เพื่อแลกไม่ถูกดำเนินคดี

ผู้เสียหายต่อรองเหลือ 2 ล้านบาท โดยสั่งให้ลูกน้องนำเงินไปจ่ายให้กับนายโอภาส ศรียา ที่ปั๊ม ปตท.ถนนวิภาวดี-รังสิต ครั้งแรก 1 ล้านบาท และหลังปล่อยตัวโอนอีก 1 ล้านบาท เข้าบัญชีนายโอภาส ศรียา

เป็นหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 10 คน ได้แก่ พลตรี จรูญ อำภา พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา พงส.กก.5 บก.ปอศ. จ.อ.เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ จ.อ.อภิวัฒน์ ศรีนะพรม จ.อ.เทพพิทักษ์ รัดทะนี จ.อ.ทรงวุฒิ เที่ยงธรรม นายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ นายโอภาส ศรียา ส.อ.อุทิศ ก่อแก้ว หรือจ่ายักษ์ สารวัตรทหารนอกราชการ สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย และนายฐิติกร ชื่นอุรา หรือ “จ่าต้อย” ทหารพรานพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคที่ที่ปลดประจำการแล้ว ข้อหา “ร่วมกันบุกรุก และร่วมกันกรรโชกทรัพย์”

หลังรับแจ้ง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์มาคุมการสืบสวนคดีเอง จัดชุดสืบสวน 191 และตำรวจท่องเที่ยวกระจายกำลังเข้ารวบตัวผู้ต้องหา 8 คน เหลือ 2 คน คือ ส.อ.อุทิศ ก่อแก้ว หรือจ่ายักษ์ และ นายฐิติกร ชื่นอุรา

ขยายผลประวัติของแก๊งอุ้มพบว่า นายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ ที่ทำหน้าที่เป็นไกด์หรือล่าม เคยก่อคดี 2 ครั้ง ครั้งแรกปี 2557 หลอกนางเสี่ยว เหว่ย อายุ 30 ปี นักธุรกิจชาวจีนที่สามีถูกจับกุมในข้อหาปลอมบัตรที่ สน.ลาดพร้าว อ้างเคลียร์ตำรวจได้ให้จ่าย 3 ครั้ง 4.8 ล้านบาท ครั้งที่ 2 ปี 2559 ได้หลอกนางหลิน เซี่ย ชิน อายุ 33 ปี อ้างทำบัตรประชาชนให้ทำงานในไทยได้ คิดค่าทำบัตรประชาชน 7.5 แสนบาท พอรับเงินแล้วหลบหนีไป

ตามมาด้วยหมายจับกุม นายนวพล ท้าวคำหลง อายุ 50 ปี คนขับรถ และ นายพนม นิรมิตร์ อายุ 46 ปี ผู้ชายที่สวมหมวกสีเขียว ที่ร่วมทีมอุ้มในที่เกิดเหตุ เป็นผู้ต้องหาคนที่ 11 และ 12

วันที่ 15 ส.ค. นายฐิติกร ผู้ต้องหาถูกกดดันหนัก ขอมอบตัวที่ สน.โคกคราม และวันที่ 16 ส.ค. ชุด 191 และชุดสืบสวนภาค 1 จับตัว ส.อ.อุทิศหรือจ่ายักษ์ ย่านปทุมธานี วันที่ 18 ส.ค. นายพนมเข้ามอบตัวที่ สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และนายนวพลมอบตัวที่ สภ.อำนาจเจริญ

ส.อ.อุทิศ หรือจ่ายักษ์ รับว่าเป็นลูกน้องเก่าของพลตรีจรูญ ติดต่อทำหน้าที่คุ้มกัน และจัดหาทีมคุ้มกัน ส.อ.อุทิศ ที่ไปรับตัวนักธุรกิจชาวจีนเข้าพบพลตรีจรูญ จึงติดต่อให้นายฐิติกร ลูกน้องเก่าจัดหาลูกทีมเข้ามาร่วมงาน ครั้งแรกได้เงิน 1,000,000 บาท ยังไม่ส่งให้พลตรีจรูญ จนมีการโอนเงินเข้าบัญชีอีก 1,000,000 บาท มีนายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ ทำหน้าที่ล่าม ได้หักเงินไป 400,000 บาท เหลือส่งมอบเงินให้พลตรีจรูญ 1,600,000 บาท ส.อ.อุทิศได้เงินส่วนแบ่ง 30,000 บาท แจกจ่ายให้นายฐิติกร 15,000 บาท

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมฐานความผิดข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร หรือสมคบคิดร่วมกันกรรโชกทรัพย์ กระทำการเป็นผู้มีอิทธิพล” เพื่อยึดทรัพย์ในความผิดฐานฟอกเงิน เป็นคดีตัวอย่างที่ชุดสืบสวนเริ่มจากคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย นำไปสู่การขยายผลปิดคดีสำคัญของกลุ่มแก๊ง “คนมีสี” ร่วมกับ “คนต่างด้าว” อุ้มนักธุรกิจชาวจีนไปข่มขู่รีดไถ เอาทรัพย์สิน
เป็นงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่เอาเปรียบคนไทย และหลบเลี่ยงภาษี ซึ่ง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ทำตั้งแต่ที่เป็น ผบก.ทท. มีข้อมูลจับตัวนักธุรกิจคนต่างด้าวที่มีกลุ่มคนต่างชาติด้วยกันเองที่รู้ข้อมูลของเหยื่อในเรื่องสวมบัตรประชาชน ปลอมบัตร และธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ชักชวนกลุ่มคนมีสีเข้ามาร่วมทีมอุ้มเหยื่อทำให้หลงเชื่อ และกลัวความผิดยอมจ่ายเงินให้ หากเหยื่อเป็นชาวต่างชาติจะทำตัวคล้ายนายหน้า ติดต่อเหยื่อ อ้างวิ่งเต้นทำบัตรประชาชน หรืออำนวยความสะดวกขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจแลกตามที่แก๊งคนร้ายข่มขู่

เป็นที่มาของแก๊งคนมีสีอุ้มรีดไถเหยื่อคนต่างด้าวที่ยังคงมีอยู่ในเมืองไทย 

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งให้ดำเนินคดีตามกฎหมายเด็ดขาด และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นคดีที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ หลังตำรวจ 191 และตำรวจท่องเที่ยวจับกุมแก๊งคนมีสีไปอุ้มรีดนักธุรกิจชาวจีนได้ครบทีม 12 คน แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมตามความผิด “ฐานฟอกเงิน” และประสาน ป.ป.ง.ในการตรวจสอบทรัพย์สิน กลุ่มแก๊งเหล่านี้ทำกันมานาน เป็นความผิดส่วนบุคคล ทำงานเป็นทีม เข้าข่ายผู้มีอิทธิพล เป็นผลเสียต่อความมั่นคงภายในประเทศและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย จะอาศัยข้อมูลของเหยื่อที่มีประวัติเคยก่อคดี ปลอมแปลงสวมบัตรประชาชน มีคนต่างชาติร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ เลือกเป้าหมายที่เป็นเหยื่อเข้าไปข่มขู่รีดเอาทรัพย์สิน หรืออ้างเรื่องช่วยเหลือวิ่งเต้นช่วยเหลือทางคดี เป็นคดีต้องเร่งติดตามขยายผลจับกุมให้หมดไปจากประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีความมั่นใจในอำนาจรัฐ คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ”

เป็นอีกครั้งที่ชุดตำรวจ 191 และตำรวจท่องเที่ยว ทำให้เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง ผู้มีอิทธิพล “คนมีสีนอกแถว” ที่อ้างเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นอุ้มคนต่างด้าวไปเรียกค่าไถ่ต้องหมดไป

เจ้าหน้าที่รัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม.

ทีมข่าวอาชญากรรม