วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แม่โฮรับกระดูก ไปเชิญวิญญาณ น้องพลอยกลับ

แม่น้องพลอยร่ำไห้รับกระดูกลูกสาวจากสถาบันนิติเวช นำไปทำพิธีเชิญวิญญาณในจุดเกิดเหตุกลับบ้าน ยังมั่นใจ “ไอ้เอส” ไม่ได้ลงมือเพียงคนเดียว ขอให้ตำรวจเร่งลากคอผู้ร่วมแก๊งสังหารมาเข้าคุก ขณะที่ป้าไอ้เอสหิ้วอาหารโปรดเข้าเยี่ยมหลานชาย เตือนให้ใจเย็นๆ และยอมรับผลกรรมที่ก่อขึ้น ก่อนจะถูกตำรวจ สภ. แก่งคอย คุมตัวส่งศาลทหารพร้อมคัดค้านการประกันตัว ส่งไปฝากขังไว้ในเรือนจำ มทบ.18 หมดสิ้นอิสรภาพ ด้านพ่อกับเมียของฆาตกรโหดเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกแล้ว

สังคมยังคงเฝ้าจับตาคดีสะเทือนขวัญ น.ส.พลอยนรินทร์ หรือพลอย ผลิผล อายุ 25 ปี ถูกนายพลกฤต หรือเอส วิเศษ อายุ 29 ปี อดีตทหารบก ยศสิบเอก อุ้มขึ้นรถเก๋งแล้วบีบคอจนเสียชีวิต ก่อนนำศพไปเผาทิ้งเมื่อ 3 ปีก่อน อ้างทะเลาะกันเรื่องความหึงหวง ที่สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตำรวจ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ส.ค. นางพัชรี ปั้นทอง อายุ 51 ปี มารดา น.ส.พลอยนรินทร์ หรือพลอย ผลิผล อายุ 25 ปี ที่ถูกฆ่าเผานั่งยางในป่าเขากะบุด ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี พร้อมญาติและทนายความ เดินทางมารับชิ้นส่วนกระดูกของลูกสาว หลังจากนำส่งมาตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอหาความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก โดยนางพัชรีนำถ้วยเบญจรงค์เคลือบเงาลายดอกไม้มาใส่ชิ้นส่วนกระดูก พร้อมพูดทั้งน้ำตาว่า “มารับน้องแล้วนะ” บรรยากาศเป็นไปด้วยความเศร้าโศก

นางพัชรีกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า เชื่อว่ายังมีคนที่ร่วมทำร้ายลูกสาวอีกแน่นอน ไม่เชื่อว่านายพลกฤตจะทำเพียงคนเดียว ที่ผ่านมาได้คุยกับนายพลกฤต เขาก็ขอโทษและกราบเท้าแม่ บอกว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ และญาติขอไปงานสวดศพน้องด้วย แต่แม่ไม่อนุญาต เพราะไม่อยากให้งานน้องวุ่นวาย ส่วนเรื่องคดีความฝากตำรวจให้ช่วยเหลือ อย่าให้น้องตายฟรี ให้เอาตัวคนร่วมฆ่าน้องมาลงโทษให้ได้ เพราะเรื่องนี้เกาะติดมานานมาก ตื่นมาก็ร้องไห้ ตั้งแต่เกิดมาอยู่กับน้องตลอด รอน้อง มา 3 ปี ยิ่งรู้ว่าน้องเสียชีวิตก็ยิ่งเสียใจ เข้าบ้านเห็น แต่รอยยิ้มของน้อง ยอมรับว่าทำใจไม่ได้

“ขอให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ อย่าให้ทำร้ายกัน เพราะอารมณ์ชั่ววูบ อยากฝากบอกน้องไม่ต้องห่วง ขอให้น้องเป็นกำลังใจแม่ แม่รักน้องเหมือนเดิม ไม่มีวันไหนไม่รักน้อง รักทุกวัน” และหลังจากที่นางพัชรีพูดว่า “ทำไมต้องเผา” จากนั้นได้เป็นลมล้มพับทันที ทนายและญาติรีบเข้าประคองร่างไปพักในห้องรับรอง หลังได้สตินางพัชรีรับชิ้นส่วนกระดูกบรรจุในกล่องกระดาษ 1 กล่อง ภายในมีถุง 7 ใบเล็ก ประกอบด้วยกระดูกชิ้นส่วนต่างๆ อาทิ ซี่โครง เชิงกราน และท่อนแขน จากนั้นจะนำไปประกอบพิธีเชิญวิญญาณยังจุดเกิดเหตุต่อไป

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นางพัชรีพร้อมนายวิชา ผลิผล สามี และญาติ นิมนต์ พระครูถาวรขันติธรรม เจ้าอาวาสวัดสฎางค์ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เดินทางมาที่บริเวณเขากะบุด ริมถนนสายแสลงพัน-แก่งคอย หมู่ 2 ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จุดพบศพ น.ส.พลอยนรินทร์ เพื่อเชิญวิญญาณน้องพลอยกลับบ้าน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังเสร็จพิธีนางพัชรีเผยว่า จะนำกระดูกน้องพลอยไปทำพิธีทางศาสนาที่วัดกลางท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ตั้งสวดพระอภิธรรมศพจำนวน 3 วัน และทำพิธีฌาปนกิจในวันที่ 21 ส.ค.นี้

เวลา 15.30 น. ที่ศาลาธรรมสังเวช วัดกลาง ต.ท่าเรือ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา นางพัชรี ปั้นทอง พร้อมด้วยนายวิชา ผลิผล สามี และญาติ นำกระดูกน้องพลอยที่บรรจุอยู่ในลังกระดาษและห่อผ้าขาวมาอีกชั้นมาให้เจ้าหน้าที่สมาคมอยุธยารวมใจ และหน่วยกู้ภัยอยุธยา ช่วยกันจัดเรียงเป็นรูปร่างมนุษย์ ซึ่งมีเพียงส่วนซี่โครง และกระดูกขาบางส่วน แล้วนำชุดกระโปรงสีขาวลายจุดดำที่น้องพลอยชอบมาวางคลุม พร้อมนำวิกผมวางไว้ด้านบนแทนศีรษะ ระหว่างนั้นนางพัชรีเดินไปยืนดูรูปที่ตั้งหน้าศพ เป็นรูปสมัยรับพระราชทานปริญญาบัตรแล้วพูดว่า “วันนี้ลูกสวยมาก” จากนั้นนำกิ๊บไปติดที่วิกผมก่อนร่ำไห้เป็นเวลานาน ขณะที่นายวิชา ผู้เป็นพ่อได้มายืนดูร่างลูกสาวแล้วปล่อยโฮเช่นกัน ต่อมานายวิทิต ปิ่นนิกร นายอำเภอท่าเรือ เดินทางมาเป็นประธานรดน้ำศพน้องพลอย ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลด โดยบนหีบศพประดับด้วยดอกเบญจมาศสีขาวล้วนและดอกมัมขาวหลายร้อยดอก ซึ่งเป็นดอกไม้ที่น้องพลอยชอบ

ส่วนความคืบหน้าด้านคดี ที่ สภ.แก่งคอย จ.สระบุรี สถานที่ควบคุมตัวนายพลกฤต หรือเอส วิเศษ มืออุ้มฆ่าเผาน้องพลอย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นางเนาวรัตน์ ศุภสาร อายุ 65 ปี ป้าของนายเอส เดินทางมาพร้อมกับญาติ 3 คน นำข้าวผัดกะเพราหมูไข่ดาวของโปรดของนายเอสและน้ำส้ม 1 ขวด มาเยี่ยมหลานชาย หลังเข้าเยี่ยมและพูดคุยกับนายเอสแล้ว นางเนาวรัตน์ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลานชายบอกว่า “มีปัญหาส่วนตัวของเราสองคน ระหว่างที่มีปากเสียงกันบนรถ ผมเผลอตัวด้วยอารมณ์ชั่ววูบไปบีบคอน้องจนเสียชีวิต” จึงบอกไปว่าให้ใจเย็นๆ ทุกคนไม่อยากให้เกิดเรื่อง ถือซะว่าเป็นกรรมของเราทั้งสองคน ขณะเดียวกัน หลานชายก็บอกว่า “เมื่อคืนนอนไม่หลับเลยครับป้า ไม่รู้เป็นอะไร” จากนั้นนางเนาวรัตน์และญาติเดินทางกลับไป

ต่อมาเวลา 09.40 น. น.ส.ชุติกาญน์ อุทัยอ่วม อายุ 27 ปี ภรรยานายพลกฤต พร้อมญาติและเพื่อนรวม 6 คน เดินทางด้วยรถฮอนด้า แอคคอร์ด สีขาว ทะเบียน ขค 969 นครราชสีมา มาที่ สภ.แก่งคอย เพื่อมาให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวน ทันทีที่พบผู้สื่อข่าว น.ส.ชุติกาญน์กล่าวว่า “มาพบตำรวจตามหมายเรียก” เมื่อถามว่ารู้จักน้องพลอยหรือไม่ น.ส.ชุติกาญน์ตอบว่า “ไม่รู้จักเลย” ก่อนขอตัวเข้าห้องสอบสวนบนชั้น 3

จากนั้นเวลาไล่เลี่ยกัน พ.อ.ชัยวุฒิ วิเศษ บิดาของนายพลกฤต พร้อมทนายความอีก 2 คน เดินทางด้วยรถฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว ทะเบียน 3 กผ 9903 กรุงเทพมหานคร หลังจากรถยนต์แล่นมาจอดลาน จอดรถข้าง สภ.แก่งคอย พ่อนายพลกฤตและทีมทนายรีบลงจากรถเดินเข้าไปในห้องสืบสวนชั้นล่าง นั่งพูดคุยกันราวครึ่งชั่วโมง ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องประชุมชั้น 3 ที่ใช้เป็นห้องสอบสวน

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม แต่ พ.อ.ชัยวุฒิ ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ และเร่งสาวเท้าเข้าห้องสอบสวนทันที ขณะที่ทีมทนายเปิดเผยว่า วันนี้ลูกความมาให้ปากคำตำรวจหลังจากได้รับหมายเรียกเท่านั้น ผู้สื่อข่าวถามว่า ทราบหรือไม่ว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ และเตรียมเรื่องการประกันตัวไว้หรือไม่ ทนายความตอบว่า ยังไม่ทราบอะไรเลย ก่อนขอตัวเข้าห้องสอบสวน หลังใช้เวลาสอบปากคำกว่า 1 ชั่วโมง ทั้งหมดได้เดินทางกลับโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

จากนั้นเวลา 11.00 น. มีนายเอก (นามสมมติ) เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนๆ เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.แก่งคอย หลังจากที่ผ่านมานางพัชรีได้ขอร้องให้พยานที่เห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุที่นายพลกฤตอุ้มน้องพลอยขึ้นรถเก๋ง เข้าให้ปากคำกับตำรวจ เพราะไม่เชื่อว่านายพลกฤตจะก่อเหตุเพียงคนเดียว ประกอบกับมีพยานอ้างว่าวันเกิดเหตุเห็นในรถเก๋งมีชายอยู่ 3 คน ตำรวจจึงได้เชิญตัวนายเอกผู้เห็นเหตุการณ์เข้ามาให้ปากคำที่ห้องสอบสวนชั้น 2

เวลา 13.30 น.นายพลกฤต หรือเอส วิเศษ ผู้ต้องหาคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และซ่อนเร้นปิดบังอำพรางทำลายศพ ถูกตำรวจคุมตัวออกจากห้องขังบน สภ.แก่งคอย นำขึ้นรถตู้ของตำรวจไปขออำนาจศาลทหารฝากขัง ภายในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 18 จ.สระบุรี ท่ามกลางกำลังตำรวจ นปพ.สระบุรี 20 นาย พร้อมอาวุธครบมือใช้รถยนต์ 4 คัน คอยคุ้มกันปิดหัวปิดท้ายขบวน โดยนายพลกฤตมีสีหน้าอิดโรยและเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด และยังสวมเสื้อยืดสีขาว นุ่งกางเกงขาสั้นสีดำ ซึ่งเป็นชุดเดิมที่ถูกคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเมื่อวานนี้

พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ รอง ผบก.ภ.จ.สระบุรี ผู้ควบคุมคดีเผยว่า คดีนี้ตำรวจได้คัดค้านการประกันตัวอยู่แล้ว เพราะเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หากญาติจะไปขอประกันตัวขึ้นอยู่กับอำนาจของศาลทหารที่จะเป็นผู้พิจารณา แต่จนถึงขณะนี้ทราบว่า ญาติยังไม่ได้ติดต่อขอยื่นประกันตัวแต่อย่างใด