วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"บิ๊กตู่" คลอด "สมาร์ทวีซ่า" จูงใจหัวกะทิ-นักลงทุนต่างชาติอยู่ไทยยาว 4 ปี

“ประยุทธ์” นั่งหัวโต๊ะมินิคาบิเน็ต อนุมัติออกสมาร์ทวีซ่าให้ต่างชาติ 3 กลุ่ม ทั้งผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง–นักลงทุน 10 กลุ่มเป้าหมาย–สตาร์ทอัพ เอาใจเต็มที่ หวังจูงใจให้เข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศไทยแบบยาวๆ สูงสุดได้ 4 ปีพร้อมครอบครัว แถมไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน พร้อมขยายเวลารายงานตัวเป็นปีละ 1 ครั้งจากเดิมทุก 90 วัน

นายอำพน กิตติอำพน ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (ดีเอ็มพียู) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (บยศ.) หรือมินิคาบิเน็ต ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบแนวทางการตรวจลงตราสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุนและบุคลากรจากต่างชาติ หรือสมาร์ทวีซ่า โดยกำหนดให้บุคคลต่างชาติที่สามารถถือสมาร์ทวีซ่าได้ออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้มีทักษะสูง มีความเชี่ยวชาญในนวัตกรรมสูง เช่น แพทย์ วิศวกรด้านการบิน รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่มาทำงานในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จะได้รับวีซ่า 4 ปี และไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน หรือเวิร์ค เพอร์มิท ส่วนผู้ติดตามคือคู่สมรสและบุตรก็จะได้รับสิทธิอยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยได้เท่ากับผู้ถือสมาร์ทวีซ่า รวมทั้งได้ขยายระยะเวลาการรายงานตัวจากเดิมทุก 90 วัน เป็นปีละ 1 ครั้ง

กลุ่มที่ 2 กลุ่มนักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยระยะเวลาการได้วีซ่าจะอยู่ที่ 2-4 ปี ขึ้นอยู่กับว่าเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมใด โดยคู่สมรสและบุตรจะได้สิทธิเช่นเดียวกับผู้ถือสมาร์ทวีซ่า ระยะเวลารายงานตัวปีละ 1 ครั้งเช่นเดียวกัน ส่วนกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มสตาร์ทอัพ ระยะเวลาการได้วีซ่าจะอยู่ที่ 2-4 ปี ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสตาร์ทอัพกลุ่มใด หากเป็นกลุ่มที่เทคโนโลยีสูงก็จะได้ 4 ปี ส่วนเงื่อนไขอื่นๆจะเหมือนกับ 2 กลุ่มแรก

“หลังจากนี้จะให้บีโอไอ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันเป็นหน่วยงานกลางในการจัดทำรายละเอียดและติดตามการปรับปรุงระเบียบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ในส่วนของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง ซึ่งสมาร์ทวีซ่าจะดึงดูดให้นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถสูงเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีให้เวลาในการจัดทำรายละเอียด 3 เดือน และทั้งหมดต้องเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อว่ารัฐบาลจะเริ่มคิกออฟใช้สมาร์ทวีซ่าในเดือน ม.ค. 2561”

นายอำพน กล่าวว่า ที่ประชุม บยศ.ยังได้รับทราบความคืบหน้าการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (Doing Business Portal) ที่ล่าสุดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้อนุมัติให้นำเงินกองทุนของ กสทช.วงเงิน 4,000 ล้านบาท มาใช้เพื่อดำเนินการลงทุนในระบบการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร ซึ่งเรื่องนี้จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป พร้อมกับรับทราบความคืบหน้าการพัฒนาระบบความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ระบุว่าภายในวันที่ 30 ก.ย. นี้จะออกใบอนุญาตต่างๆ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด 21 ใบ ซึ่งจะเชิญนายกรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมระบบด้วย

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนโครงการ พัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร หรือ Doing Business Portal นายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมหลายอย่าง โดยมีเจตนาขับเคลื่อนให้การทำธุรกิจในประเทศมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาติดขัดในเรื่องข้อกฎหมายและทัศนคติของเจ้าหน้าที่ รวมถึงหากประชาชนต้องการดำเนินการทางธุรกิจก็ต้องติดต่อหลายกรม ในหลายกระทรวง ซึ่งไม่สามารถประสานงานข้ามกระทรวงกันได้ จึงจะใช้กลไกใน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีศูนย์ปฏิบัติการร่วมที่มีลักษณะคล้ายกับวันสต๊อปเซอร์วิส ที่จะช่วยประสานกับกรมต่างๆในแต่ละกระทรวงแทนที่ประชาชนจะไปดำเนินการเอง ทั้งนี้ทาง ก.พ.ร.จะไปดูว่าจะตั้งศูนย์ในเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับ Doing Business Portal ได้บ้าง ก่อนที่จะเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

ขณะเดียวกันทางสำนักงบประมาณยังได้รายงานให้ที่ประชุมฯ รับทราบความคืบหน้าการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนในส่วนงบพิเศษประจำปี 2560 ที่ได้ใช้จ่ายไปแล้ว 85-90% ขณะนี้เหลืองบประมาณอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้จ่ายให้เรียบร้อย หากภายในเดือน ส.ค. นี้เบิกจ่ายไม่หมดจะโอนงบประมาณส่วนนี้ไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือแทน.