วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ทรัมป์”–“มาครง” คะแนนนิยมลด

โดย สายล่อฟ้า

โดนัลด์ ทรัมป์  -  เอ็มมานูเอล มาครง

ต่างประเทศกัน แต่ลงเอยคล้ายกัน

ได้ตำแหน่งไล่เลี่ยกันมาในฐานะผู้นำประเทศใหญ่ทั้ง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ “เอ็มมานูเอล มาครง” ประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ว่าที่จริงแล้วการได้ซึ่งตำแหน่งสำคัญจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ที่มีลักษณะไม่ต่างกันเท่าใดนัก

คือไม่ได้เป็น “เต็งหาม” ต่างกับคู่แข่ง

“ทรัมป์” นั้นสำนักโพลต่างๆของสหรัฐฯชี้ตรงกันว่าไม่มีทางสู้นางคลินตันได้ แต่พอถึงโค้งสุดท้ายกลับพลิกล็อก ได้คะแนนนำและชนะไปในที่สุด

ด้วยนโยบาย “อเมริกันเฟิร์ส” และความเป็นชาตินิยม แม้จะไม่สันทัดการเมืองเท่าใด แต่ก็เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย

เช่นกัน “มาครง” นั้นเป็นคนหนุ่ม ผ่านสนามการเมืองมีตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว โดยยึดแนวทางยืนอยู่คู่อียู และเดินสายกลางทางการเมือง

คู่แข่งเขาเป็นผู้หญิงแต่นโยบายต่างกันชัดเจน จะไม่แยกประเทศออกจากอียู ชาตินิยมขวาจัด และไม่ยอมรับผู้อพยพ

“มาครง” เลยชนะแบบขาดลอยไม่ต้องลุ้น

แม้ทั้ง 2 คน ในฐานะผู้นำประเทศที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ดูเหมือนว่าเมื่อเข้ารับตำแหน่งเต็มตัว ปรากฏว่าสถานภาพจะไม่ต่างกันมากนัก

3 เดือน ทรัมป์สอบตกไม่ผ่านเกณฑ์

100 วัน มาครงก็ไม่ต่างกัน คะแนนนิยมลดลงฮวบระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียงแค่ 36%

คะแนนอยู่ในระดับต่ำกว่าอดีตประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แค่ 10 จุดเท่านั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ถึง 66.10% เมื่อวันที่คว้าชัยชนะ

ถามว่า เกิดอะไร?

คำตอบก็คือ การที่รัฐมนตรีหลายคนเพราะทำงานร่วมกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านการบริหารจัดการงบประมาณ ความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการต่างๆ เพื่อให้การเมืองของประเทศขาวสะอาด

แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือ โครงการปฏิรูปของรัฐ โดยเฉพาะการประกาศลดเงินอุดหนุนภาคครัวเรือนลง 5 ยูโรต่อเดือน ซึ่งมีผลบังคับใช้เดือนตุลาคมนี้

พูดง่ายๆว่าการเมืองว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม

“ประชานิยม” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งคือ การลดเงินอุดหนุนภาคครัวเรือน

เหล่านี้ล้วนทำให้เกิดความไม่พอใจจากนักธุรกิจ นักการเมืองและประชาชนโดยทั่ว และนั่นเป็นผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ภรรยาของเขาไม่ได้เป็น “สุภาพสตรีหมายเลข 1” ของประเทศเหมือนผู้นำคนอื่น

เพราะประชาชนไม่พอใจหากมีการแต่งตั้งก็จะต้องมีเงินประจำตำแหน่งให้ ทำให้เปลืองงบประมาณประเทศ

ต่างกับนโยบายของ “มาครง” ที่ต้องการให้มีความประหยัด

แต่ถ้าจะพูดถึงความตกต่ำด้านคะแนนนิยมเมื่อเปรียบเทียบกับ “ทรัมป์” แล้วต่างกันอย่างชัดเจน คนละเรื่องคนละราว

นับวันจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

นี่หากว่าไม่มี ส.ส. และ ส.ว. มากกว่าฝ่ายค้าน โอกาสที่จะอยู่ครบ 4 ปีนั้นยากมาก เพราะมีสิทธิถูกถอดถอนได้

แต่วันนี้ประชาชนอเมริกันก็ไล่เช้าไล่เย็นอยู่แล้ว.

“สายล่อฟ้า”