วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สร้างบรรยากาศปฏิรูป

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย หลังจากที่รัฐบาลประกาศรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ส่วนใหญ่มองว่ากรรมการส่วนใหญ่เป็นลูกเรือแป๊ะ เป็นคนหน้าเดิมๆที่มาจาก สปช., สปท. และแม่น้ำ 5 สาย แม้จะไม่เต็มไปด้วยข้าราชการพลเรือน ตำรวจ และทหาร แต่ส่วนใหญ่มีแนวคิดอนุรักษนิยม เป็นห่วงว่าจะไม่กล้าเปลี่ยนแปลงประเทศให้ก้าวหน้า

มีคำชี้แจงจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เกี่ยวกับเหตุผลที่มีข้าราชการรวมเป็นกรรมการ ปฏิรูป เพราะถ้าเป็นนักคิดนักวิชาการอย่างเดียว อาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ และยอมรับว่ามีการทาบทามมากมายหลายคน แต่เขาขอให้คำปรึกษาอยู่ข้างหลัง ไม่ขอออกมาข้างหน้า จึงได้มาแค่นี้ ทุกคณะจึงยังมีกรรมการไม่ครบ รวมแล้วเหลืออีก 45 คน

คณะกรรมการปฏิรูปที่ได้รับแต่งตั้งมี 11 คณะ รับผิดชอบในการปฏิรูปด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ สาธารณสุข สื่อมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม พลังงาน และป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีวาระในตำแหน่ง 5 ปี แต่ต้องออกกฎหมายปฏิรูปภายใน 8 เดือน

ในบรรดาคณะกรรมการปฏิรูป 11 คณะ ดูเหมือนว่าคณะกรรมการปฏิรูปสื่อสารมวลชน จะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก มีตัวแทนสื่อและนักวิชาการด้านสื่อ เป็นกรรมการหลายคน ต่างจากชุดก่อนที่ถูกครอบงำด้วยนายทหาร และนายตำรวจ ที่ยึดแนวอำนาจนิยม จึงหวังว่าการปฏิรูปสื่อมวลชนคราวนี้ จะเป็นไปด้วยความราบรื่นกว่าที่ผ่านมา

สำหรับคนทั่วไป จะพอใจหรือไม่พอใจ แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ใช่ประชาธิปไตยเต็มใบที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่เป็นยุคการปกครองโดยข้าราชการเป็นรัฐราชการ ยุคการเมืองแต่งตั้ง แต่ก็ต้องถือว่าดีแล้วที่จะมีการลงมือปฏิรูปกันเสียที จากที่โหมโรงตีปี๊บโฆษณาปฏิรูปมาเกือบ 4 ปี แต่เป็นการปฏิรูปด้วยวาทะ หรือ บนแผ่นกระดาษ

หวังว่าจะสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยผ่อนคลายให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศมากขึ้น อย่าลืมว่ามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน อย่างน้อยการออกกฎหมายในการปฏิรูปต่างๆจะต้องทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ระบุว่าก่อนตรากฎหมายทุกฉบับ จะต้อง เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง

แค่นั้นยังไม่พอ แต่รัฐธรรมนูญบังคับด้วยว่าจะต้องจัดการวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายอย่างรอบด้านและอย่างเป็นระบบ และต้องนำผลการรับฟังความคิดเห็น และผลการวิเคราะห์เปิดเผยต่อประชาชน และต้องนำมาประกอบการตรากฎหมาย ทุกขั้นตอน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว ยังต้องประเมินผลสัมฤทธิ์เป็นระยะๆ เพื่อพัฒนากฎหมายทุกฉบับให้ทันสถานการณ์.