วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ไก่อู' ปัดบีบทําข่าวครม.สัญจร อ้างขอ'ทีวี'ร่วมมือ สนช.เซ็ตซีโร่กสม.

กรมกร๊วกจัดแถวสื่อทำข่าว ครม.สัญจร “ไก่อู” อ้างแค่ขอความร่วมมือไม่บังคับ ให้ช่วยตีปี๊บงาน รมต.ลงพื้นที่ 2 สมาคมสื่อติงเข้าข่ายแทรกแซงขัด รธน. ม.184 ย้ำหน้าที่ทำเพื่อสังคมไม่ใช่กระบอกเสียงรัฐ พท.ย้อนแสบผลงานดีจริงคนเขาเห็นเอง “วิษณุ” ปัดตั้ง กก.ปฏิรูปเป็นยาดำรัฐบาลใหม่ ทาบทาม “บิ๊กเนม” นั่ง กก.ยุทธศาสตร์ชาติ “บิ๊กป้อม” เมินข้อครหาเอาแต่คนสนิท “มาร์ค” เหน็บ เริ่มสำลักคำว่าปฏิรูป เด็ก ปชป.ห่วงการเมืองโฉมใหม่พิลึกกึกกือ พท.เย้ยไม่ต่างจากจับรถเมล์มาสวมหน้ากาก นปช.ลั่นไม่ขอสังฆกรรม จวกมีแต่พวกรัฐประหารนิยม สนช.โหวตท่วมท้นเซ็ตซีโร่ กสม. “บิ๊กเจี๊ยบ” ใช้ ก.ม.ปกติคุมตัดสินคดี “ปู” ตร.ระดม 17 กองร้อยรับมือ “เต้น” แฉ จนท.เพิ่มระดับการกดดัน มทภ.3 ปัดจับลงนามห้ามขนคนมาเชียร์ “ปู”

ตามที่รัฐบาลวางโปรแกรมจัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. ล่าสุด เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนักหลัง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ มีหนังสือเชิญบรรณาธิการสถานีโทรทัศน์ทุกช่องร่วมประชุม เพื่อขอความร่วมมือการนำเสนอข่าวของรัฐมนตรีระหว่างลงพื้นที่

กรมกร๊วกจัดแถวสื่อลง ครม.สัญจร

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา กรมประชาสัมพันธ์มีหนังสือเชิญตัวแทนกองบรรณาธิการสื่อโทรทัศน์ทุกช่อง เข้าประชุมที่อาคารหอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ มี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธานการประชุม เพื่อขอความร่วมมือนำเสนอข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.นครราชสีมา ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. ในที่ประชุมมีการแจกเอกสารรายละเอียดโครงการลงพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกกระทรวง ให้สื่อจัดทีมข่าวติดตามทำข่าว โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการให้สื่อติดตามแต่ภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพียงคนเดียว

ให้ช่วยตีปี๊บ รมต.แต่ละกระทรวง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.ท.สรรเสริญยังขอตัวแทน บก.สื่อแต่ละช่อง ตัดสินใจเลือกทันทีว่าจะติดตามภารกิจงานของรองนายกฯ หรือ รมต.กระทรวง ไหน เพื่อผลิตรายงานสกู๊ปข่าวส่งมายังสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีที่จะจัดให้มีรายการพิเศษในแต่ละช่วง พร้อมแจ้งขอความร่วมมือต้องการให้สื่อบูรณาการการนำเสนอข่าว ให้ประชาชนเห็นว่ามีการติดตามเนื้องานส่วนใดบ้าง แต่ปรากฏว่าตัวแทนสื่อแต่ละสำนักต่างมีสีหน้างุนงง บางสำนักแจ้งว่าต้องขอปรึกษาหัวหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงก่อน ขณะที่บางสำนักตัดสินใจเลือกเลย นอกจากนี้ พล.ท.สรรเสริญยังมีหนังสือถึงปลัดกระทรวง อธิบดี และโฆษกทุกกระทรวงระบุว่านายกฯต้องการให้เผยแพร่ข่าวการประชุม ครม.สัญจรต่อเนื่อง ขอความกรุณานำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง รับทราบ เพื่อขอให้อำนวยความสะดวก

“ไก่อู” แจงขอความร่วมมือไม่บังคับ

พล.ท.สรรเสริญชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่าไม่ใช่การจัดระเบียบสื่ออย่างที่วิจารณ์กัน แต่เป็นการขอความร่วมมือทำรายงานสกู๊ปข่าวรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ ที่ผ่านมาการประชุม ครม.สัญจรมีแต่ข่าวนายกฯ ทั้งที่รัฐมนตรีคนอื่นลงพื้นที่ด้วย เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารของรัฐมนตรีถึงประชาชนมากที่สุด จึงขอความร่วมมือถามว่าใครช่องไหนสนใจรัฐมนตรีท่านไหน ให้เลือกได้ตามใจชอบ แต่ต้องไม่ซ้ำกันในแต่ละช่อง เมื่อถามว่าหากมีบางช่องไม่ทำไม่เลือกตามรัฐมนตรี พล.ท.สรรเสริญตอบว่า ไม่ได้บังคับ แต่สื่อที่ตามไปต้องทำข่าวท่านอยู่แล้ว เพียงแต่ขอว่าให้ส่งสิ่งที่ท่านทำทำให้กับเราด้วย เพื่อจะได้ออกอากาศช่อง NBT จะทำเรื่องไหน อย่างไร เป็นไอเดียของท่าน ที่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะเราไม่มีทีมข่าวเพียงพอ แต่ต้องการให้เกิดความหลากหลาย เราเป็นเพียงตัวกลางช่วยเผยแพร่

พท.ย้อนผลงานดีจริงคนเห็นเอง

ด้านนายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย กับการให้สื่อเลือกตามทำข่าวรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอผลงานการลงพื้นที่ เพราะสื่อต้องมีอิสระเลือกนำเสนอข่าว สื่อต้องอยากทำข่าวรัฐมนตรีที่มีผลงานอยู่แล้ว และรัฐมนตรีชุดนี้ทำงานร่วมกันมานาน คงรู้ว่าใครมีผลงาน หรือใครไม่มีผลงาน ที่ผ่านมารัฐมนตรีที่ไม่มีผลงานจะถูกปรับออก แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีนานแล้ว แสดงว่ามีผลงานกันทุกคน จึงไม่จำเป็นต้องให้สื่อตามนำเสนอข่าว ปล่อยให้ผลงานเป็นเครื่องการันตีฝีมือดีกว่า แต่การให้สื่อมวลชนมานำเสนอผลงานเช่นนี้ อยากให้ประชาชนคิดเอาเองว่า ครม.มีผลงานอย่างไร

สมาคมนักข่าวติงแทรกแซงสื่อ

ขณะที่นายมงคล บางประภา เลขาธิการ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจถูกมองได้ว่าเป็นการสร้างแนวทางปฏิบัติที่มีผลกระทบต่อเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดหลักสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วิธีการที่ เหมาะสม และแสดงถึงความเคารพในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งกันและกัน คือการหารือในลักษณะการเสนอให้ความร่วมมือ เอื้ออำนวยความสะดวกในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในขอบเขตที่ไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เอื้อต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อในการตัดสินใจทำข่าว เป็นไปในทำนองการกำหนดวาระชี้นำต่อสื่อมวลชนเพื่อประโยชน์ของรัฐบาลมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพึงระมัดระวังการดำเนินการใดที่กระทบต่อเสรีภาพโดยชอบในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและขอสนับสนุนความร่วมมือในการทำหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อประโยชน์ของสาธารณะเป็นสำคัญ

ด้านนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า กรณีดังกล่าวรัฐบาลอาจถูกมองได้ว่าแทรกแซงการทำงานของสื่อ หน้าที่ของสื่อคือรายงานข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์กับสังคม ไม่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้รัฐบาล หรือรัฐมนตรี

“วิษณุ” ปัดไม่ได้วางยารัฐบาลใหม่

วันเดียวกัน เวลา 11.45 น. ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า บทบาทคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จะก่อให้เกิดปัญหาต่อรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ที่ไม่สามารถคิดหรือกำหนดนโยบายได้เอง ว่า ไม่ถึงขนาดนั้น รัฐบาลหลายชุดคิดเรื่องปฏิรูปมาตลอด แต่อาจทำได้ไม่เต็มที่ วันนี้ทำเรื่องเดียวกัน เพียงแต่มีมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวข้อง ไม่ถึงกับทำให้รัฐบาลใหม่อึดอัดทำอะไรไม่ได้ สามารถเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลได้ และ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาผู้แทนราษฎรที่เข้ามาใหม่สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องระวังหากไปทำอะไรฝืนความรู้สึกประชาชนโดยไม่มีเหตุผล

ทาบ “บิ๊กเนม” นั่ง กก.ยุทธศาสตร์

นายวิษณุกล่าวต่อว่า แต่ที่จะเป็นปัญหาคือ รัฐบาลใหม่ สภาฯใหม่ ยอมปฏิบัติตามแล้วมานั่งอึดอัด วันนี้เหมือนตัดเสื้อให้คนข้างหน้าใส่ ถ้าอ้วนไป คับไป ก็หาผ้ามาตัดเสื้อใหม่ ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะนำเข้าที่ประชุม ครม. วันที่ 29 ส.ค.นี้ นายกฯมอบหมายให้เชิญหลายคน เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง บางท่านรับ บางท่านไม่รับ ด้วยเหตุผลขออยู่ช่วยข้างหลัง เพราะต้องไปต่างประเทศบ่อย ไม่สามารถเข้าประชุมได้ตลอด ตรงนี้เป็นซุปเปอร์บอร์ดยุทธศาสตร์ชาติ มีนายกฯเป็นประธาน มีคณะกรรมการโดยตำแหน่ง 13 คน มาจากฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ มีผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน จะประชุมเดือนละครั้ง แต่ที่ประชุมทุกสัปดาห์ คือคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ อย่างน้อยที่มี 6 ด้านตามที่กำหนดไว้ ซุปเปอร์บอร์ดจะเป็นผู้ตั้งกรรมการ 6 คณะภายหลัง

“บิ๊กป้อม” เมินครหาตั้งคนสนิท

ที่องค์การทหารผ่านศึก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การตั้งคนใกล้ชิดมาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปว่า มีคนอยู่แค่นี้รู้จักกันทั้งนั้น เขาทำงานได้ก็แล้วกัน ส่วนจะเชื่อมโยงกับการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่ นายกฯก็อยากให้เสนอชื่อเข้ามาคัดเลือกอีกที ยืนยันว่าทุกคนผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี ต้องทำงานเพื่อชาติ เมื่อถามว่ามีการวิจารณ์ว่าเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่แล้วมาเขย่า พล.อ.ประวิตรตอบว่า ก็ว่ากันไป มีทั้งคนดีคนไม่ดี เราเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มทุกฝ่าย เสนอชื่อผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นำมาคัดเลือก 2-3 รอบ แต่ไม่เสนอชื่อเข้ามาเอง ส่วนเรื่องค่าตอบแทนนั้น จะประชุมกันสัปดาห์ละครั้ง ได้ค่าตอบแทนครั้งละ 6,000 บาท เดือนหนึ่งตกกว่า 20,000 บาทต่อคนเท่านั้น ไม่ใช่เดือนละ 48,000 บาทตามที่พูดกัน และการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คนละเรื่องกัน ไม่ใช่ตั้งซ้ำซ้อน คณะกรรมการแต่ละชุดรับผิดชอบในแต่ละเรื่องไป ขอให้รอดูผลงาน

“มาร์ค” เหน็บสำลักคำว่าปฏิรูป

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เท่าที่ติดตามงานทั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ไม่เคยรู้สึกว่าแสดงออกถึงวิสัยทัศน์ หรือหลักการปฏิรูป ต่างคนต่างเสนอ ทำเพียงส่งข้อเสนอไปยังรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางทีเขาก็ไม่เห็นด้วย ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 11 คณะ ดูแล้วภาพก็วนไปวนมา แม้จะมีประสบการณ์ความรู้ความสามารถก็จริง แต่ไม่ใช่ลักษณะนักปฏิรูป หลายคนค่อนข้างอนุรักษนิยมมากกว่าด้วยซ้ำ ที่สุดคงต้องวัดที่ผลงาน เมื่อถามว่า ได้ยินคำว่าปฏิรูปจนจะอ้วกแล้ว นายอภิสิทธิ์ตอบกลับว่า “เอาแค่สำลักการปฏิรูปจะดีกว่า สังคมคงไม่สามารถวนเวียนอยู่กับการตั้งความหวัง แล้วไม่เห็นความ
คืบหน้าเป็นรูปธรรม ฉะนั้น มาถึงจุดหนึ่งมันจะเหนื่อย ผมยังยอมรับเลยว่าที่ผ่านมาอย่าว่าแต่ปฏิรูปประเทศทั้งหมดเลย เอาแค่ว่าคำว่าปฏิรูปการศึกษาก็หลายรอบแล้ว จนหลังๆ บางทีก็ลังเลว่าจะใช้คำนี้ดีหรือไม่”

ห่วงการเมืองโฉมใหม่พิลึกกึกกือ

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากคำเชิญชวนของนายกฯ ให้ฝ่ายการเมือง หรือนักการเมืองเข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศนั้น ขอติว่าการแต่งตั้งเอาแต่พวกเครือข่ายตัวเอง การเชิญนักการเมืองเข้าร่วม อยากบอกว่านักการเมืองต้องทำงานในระบบพรรค ไม่ใช่ผู้สมัครอิสระ ดังนั้น การจะเข้าร่วมเป็นกรรมการชุดใด ต้องหารือกันในแต่ละพรรค หนีไม่พ้นต้องประชุมหารือกัน ถามว่า วันนี้ผู้มีอำนาจปลดล็อกให้พรรคการเมืองจัดประชุมชั่วคราวได้หรือไม่ แค่พูดมันง่าย แต่พอทำก็ผิดข้อห้าม จึงขอให้ประกาศปลดล็อกให้พรรคการเมืองก่อนดีกว่า ยังเป็นห่วงว่าการปฏิรูปการเมืองจะมีหน้าตาออกมาอย่างไร จะเดินหน้าหรือถอยหลังลงคลอง เพราะแม้แต่ กกต. ยังระบุว่าคนออกกฎหมายหมวดหมู่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ถอยหลังไป 30 ปี แล้วหน้าตาการปฏิรูปการเมืองจะเป็นอย่างไร คงพิลึกแน่

พท.เย้ยไม่ต่างจากปฏิรูปรถเมล์

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การขีดเส้นแผนปฏิรูปจะต้องออกมาภายใน 8 เดือนของนายกฯ ประชาชนคงไม่ได้คาดหวังอะไร ที่ผ่านมาตั้งแต่ สปช. สปท. ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน การปฏิรูปที่ดำเนินมาถึงเฟส 3 เหมือนการต่อรถโดยไม่มีจุดหมายเดินทาง เพราะคนที่ถูกแต่งตั้งมาจากกลุ่มที่มีความเชื่อทัศนคติเดียวกับเครือข่ายแม่น้ำ 5 สาย ที่ต่อยอดมาจากเวทีชุมนุมนกหวีด เป็นเหล้าเก่าในขวดเก่า มาตกแต่งเปลี่ยนชื่อ หลักการเดียวกับการปรับปรุงรถเมล์ ที่ทำได้แค่เปลี่ยนหน้ากาก แต่ตัวถังเก่า เครื่องยนต์เก่า ประชาชนจะฝากความหวังได้อย่างไร ถ้าวิธีคิดแบบนี้สำเร็จ คงสำเร็จนานแล้ว สุดท้ายคงไม่พ้นต้องออกเป็นคำสั่งให้รัฐบาลหน้าเป็นผู้ปฏิบัติ และในอนาคตอาจต้องตั้งกรรมการปฏิรูป เพื่อมาปฏิรูปงานปฏิรูปที่ทำกันอยู่ งานปฏิรูปที่คิดเอาเองแต่ฝ่ายเดียวพวกเดียว ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ไม่เปิดรับแนวคิดที่แตกต่าง โอกาสสำเร็จยากมาก

นปช.ลั่นไม่ขอร่วมสังฆกรรม

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เข้าใจในความ ปรารถนาดีของนายกฯ ที่ระบุว่ายังมีที่นั่งให้ฝ่ายการเมือง และกลุ่มการเมือง เข้าไปร่วมเป็นกรรมการหรือคณะอนุกรรมการปฏิรูปชุดต่างๆ ถือเป็นสิทธิแต่ละพรรคจะสนใจหรือไม่ แต่ นปช.มีจุดยืนทางประชาธิปไตยไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร จะไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ในกลไกใดให้คณะรัฐประหาร แม้มีที่นั่งว่างอย่างไรแต่ไม่ใช่ที่ว่างของ นปช.แน่นอน ไม่ได้แช่งให้คณะกรรมการปฏิรูปทำงานล้มเหลว หากสามารถทำภารกิจได้สำเร็จ ขอยกมือโมทนาสาธุด้วย แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าทางเดินนี้ไม่ใช่เส้นทางเดินไปสู่ประชาธิปไตย

จวกมีแต่พวกรัฐประหารนิยม

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การวางมาตรการปฏิรูปประเทศให้บรรลุผลใน 5 ปี คสช.จงใจใช้คำว่าปฏิรูปเพื่อให้สาธารณชนเห็นดีเห็นงามด้วย คำถามคือจะปฏิรูปประเทศได้จริงหรือ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่าปฏิรูปคือ เหมาะสม สมควร คือการทำให้เกิดความสมควรกับประเทศ ทำให้ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน มีสิทธิเสรีภาพอำนาจหน้าที่ทางการเมืองเท่าเทียมกัน ใช่หรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาจากรายชื่อแล้ว จะเห็นว่าคนที่มีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูให้คณะรัฐประหาร ทั้งปี 2549 และ 2557 หลายคนมาเป็นรัฐมนตรี หลายคนทำงานก้มหน้าก้มตาให้คณะรัฐประหาร คนเหล่านี้มีรากเหง้าความคิดรัฐประหารนิยม อำนาจนิยม ทิศทางคือสร้างรัฐข้าราชการที่มีทหารเป็นใหญ่ ทำประเทศถอยหลัง

เฉ่งวนเวียนแต่พวกหน้าเดิม

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า ดูจากรายชื่อที่ออกมา คงคาดหวังผลงานปฏิรูปไม่ได้เช่นเคย เพราะหลายคนมีส่วนสร้างความขัดแย้งในรอบหลายปีที่ผ่านมา หลายคนวนเวียนรับตำแหน่งในรัฐบาล คสช. ช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ได้มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สะท้อนถึงปัญหาการเลือกใช้คนของ คสช. มีแต่คนหน้าเดิมๆ และหลายคนถูกปลดออกจากตำแหน่งโดย คสช. เพราะทำงานไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่พอแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ก็ยังไปดึงบุคคลเหล่านี้กลับมา ตอบแทนกันไม่จบไม่สิ้น สิ้นเปลืองทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดิน ทั้งที่การปฏิรูปเป็นวาระแห่งชาติของ คสช. แต่การแต่งตั้งบุคลากรของ คสช. กลับไม่มีการปฏิรูปให้เห็นเลย หาก คสช.คิดจะปฏิรูปให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งคนมามากมายขนาดนี้ แต่ควรยึดหลักการสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ตามหลักรีเซ็ตประเทศด้วยกฎหมาย รีเซ็ตกฎหมายเพื่อคนไทย นี่คือการปฏิรูปประเทศที่แท้จริง เพราะที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมเป็นที่กังขาของประชาชนในหลายๆคดีความ

ท่วมท้น สนช.โหวตเซ็ตซีโร่ กสม.

ช่วงเช้าที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ในวาระ 2 และ 3 มีประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ มาตรา 60 การกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของ กสม. โดยที่ประชุม สนช. มีมติเห็นด้วยยืนตามร่างเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยกร่างมาคือ ให้ กสม.พ้นตำแหน่งทั้งหมดหลังจากกฎหมายประกาศใช้ทันที ด้วยคะแนน 117 ต่อ 20 งดออกเสียง 8 และขอแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 61 เรื่องเวลาในการสรรหาคณะกรรมการเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้ กสม. ชุดปัจจุบันจะอยู่รักษาการไปจนกว่าจะสรรหา กสม. ชุดใหม่ในระยะเวลา 320 วัน จากนั้นที่ประชุมลงมติเห็นชอบในวาระ 3 ด้วยคะแนน 199 ต่อ 0 งดออกเสียง 4 ไม่ลงคะแนน 1 ซึ่งต้องดำเนินตามขั้นตอนส่งร่างให้ กสม. และ กรธ. พิจารณาต่อไป

รับหลักการกฎหมายสี่ชั่วโคตร

ต่อมาช่วงบ่าย ที่ประชุม สนช.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม หรือกฎหมาย 4 ชั่วโคตร ที่ ครม.เสนอมา โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ชี้แจงหลักการสำคัญว่า การ บริหารงานของรัฐจะต้องโปร่งใส มีธรรมาภิบาล สุจริตทุกคน ทุกตำแหน่ง ทุกหน้าที่ กฎหมายที่ผ่านมา ยังมีช่องว่าง ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จึงจำเป็น ต้องสร้างความชัดเจน จากนั้นมีสมาชิก สนช.หลายคนอภิปรายสนับสนุนหลักการของร่างฯ แต่ สนช.ภาค ธุรกิจส่วนหนึ่งอภิปรายท้วงติงขอให้แก้เนื้อหาบางส่วนที่ยังไม่มีความชัดเจน เพราะอาจทำให้ภาคเอกชนลังเลที่จะร่วมมือในโครงการประชารัฐ จนเกิดความล่าช้า และยังมี สนช.บางส่วนสงสัยคำว่า “คู่สมรส” กินความไปถึงไหน กรณีความสัมพันธ์แบบเป็นกิ๊ก หรือแบบชายรักชายด้วย จนนายวิษณุต้องชี้แจงว่า เข้าข่ายด้วย เพราะร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอครอบคลุมไว้ทั้งหมดแล้ว แม้แต่เพื่อนสนิทก็รวมอยู่ด้วย จากนั้นที่ประชุมสนช.มีมติรับหลักการวาระแรก 150 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 7 คน

ประธาน กสม.เคารพมติ สนช.

ที่สำนักงานคณะกรรมการ กสม. นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. กล่าวหลังรับทราบมติสนช. ให้เซ็ตซีโร่ กสม. ว่า ยอมรับและเคารพมติสนช. แต่ กสม.ต้องประชุมหารือกันอีกทีหลังได้รับร่างฯจาก สนช. เพื่อพิจารณาว่าจะทำความเห็นแย้งเสนอกลับไปยัง สนช. เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายหรือไม่ ส่วนมติที่ออกมามีความเป็นธรรมหรือไม่ ไม่ขอให้ความเห็นเพราะเมื่อ สนช.มีมติอย่างไรต้องให้ความเคารพ จะไม่เคารพไม่ได้ ส่วนตัวเห็นว่าหากมีขั้นตอนใดที่จะทำให้เกิดความกระจ่างกับสังคมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ทำให้เซ็ตซีโร่ กสม.ก็พร้อมจะดำเนินการต่อสู้ทุกขั้นตอน ยืนยันว่า กสม.ชุดตนตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาก็ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ

“บิ๊กเจี๊ยบ” ใช้ ก.ม.ปกติคุมตัดสิน “ปู”

อีกเรื่อง ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. กล่าวถึงการดูแลความสงบเรียบร้อยในวันที่ 25 ส.ค. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ว่า ได้เรียกหน่วยงานความมั่นคงประชุม ได้ข้อสรุปว่าจะใช้กฎหมายปกติดูแลความเรียบร้อย โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ส่วนกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) และกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ให้การสนับสนุน หากมีปัญหาเกินกำลังรับได้ และได้เตรียมพื้นที่ให้มวลชนที่จะมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่วนสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุความรุนแรง

ตร.ระดม 17 กองร้อยวันปิดคดี

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมวางมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันที่ 25 ส.ค. ต่อมา พล.ต.ต. ภาณุรัตน์กล่าวว่า ที่ประชุมประเมินว่าประชาชนที่จะมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะมากกว่าวันแถลงปิดคดีจำนำข้าว โดยศาลกำหนดเขตอำนาจศาลไปจนถึงปากทางเข้าศาล ทางตำรวจจะเอาแผงเหล็กมากั้น ให้ประชาชนอยู่บริเวณพื้นที่อำนาจศาลจัดไว้ให้ ทั้งนี้ ตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ บุคคล มวลชน องค์คณะผู้พิพากษา และเจ้าหน้าที่ศาล พร้อมตั้งจุดตรวจค้น 3 จุด โดยใช้กำลังตำรวจ 17 กองร้อย จำนวน 2,550 นาย ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 1 ภาค 2 และภาค 7 คอยดูแลความเรียบร้อย ทั้งนี้การมาให้กำลังใจไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าเกณฑ์กันมา มีการยั่วยุ ยุยง ถือว่ามีความผิด และอยากให้ประชาชนฟังคำพิพากษาอยู่ที่บ้านดีกว่า

ไม่ใช้ ม.44 พร่ำเพรื่อเอาใครเข้าคุก

ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ ถนนแจ้งวัฒนะ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษ “กฎหมายปกครองกับการบริหารงานภาครัฐ” ในโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “นักบริหารระดับกลาง” ว่า กฎหมายปกครองเป็นเรื่องของคำสั่ง เป็นเรื่องอำนาจซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับ อาทิ ประมวลรัษฎากร กฎหมายสรรพสามิต แต่ที่สำคัญคือกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ซึ่งกฎหมายความรับผิดทางละเมิดนี้เป็นกฎหมายที่รัฐบาลเอาผิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีทุจริตรับจำนำข้าว ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้มาตรา 44 พร่ำเพรื่อ แต่ใช้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ได้ใช้เอาใครไปติดคุกและฝากข้าราชการอย่าใช้อำนาจเกินกว่าที่มีอยู่

“เต้น” แฉ จนท.เพิ่มขีดการกดดัน

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า ได้รับข้อมูลว่าประชาชนต้องการมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 25 ส.ค. แต่มีตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ไปสอบถามคนละไม่ต่ำกว่า 3-4 รอบแล้ว ส่อนัยว่าไม่ต้องการให้เดินทางไป ยิ่งใกล้วันที่ 25 ส.ค. ยิ่งยกระดับการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายเจ้าหน้าที่เข้มข้นมากขึ้น สร้างความกดดันหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ล่าสุดได้รับภาพถ่ายจากประชาชนว่า เมื่อวันที่ 16 ส.ค. มีทหารพร้อมอาวุธเข้าไปในพื้นที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ลักษณะลาดตระเวน หากเพื่อสร้างแรงเสียดทานต่อประชาชนเพื่อไม่ให้ไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือว่าทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ อยากให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่จับตาการใช้งบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แอบแฝงขนคนมาวันที่ 25 ส.ค. ก็ช่วยตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐใช้งบฯส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปสกัดประชาชนด้วย เพราะวันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยืนยันแล้วว่าไม่มีกรณีนี้เกิดขึ้น สำหรับตนวันที่ 25 ส.ค.ไปแน่ ไม่มีเกมบนดิน ใต้ดิน หรือปลุกระดม

สนง. “ภูมิ” ที่ขอนแก่นปิดเงียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวของนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษาร่วมกันกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 26 คน ในวันที่ 25 ส.ค. เช่นเดียวกัน ปรากฏว่าบรรยากาศที่สำนักงานของนายภูมิ ที่เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น ถูกปิดล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนา เหมือนไม่ถูกใช้งานมานาน จากการสอบถามคนในละแวกดังกล่าว ไม่มีผู้ใดพบเห็นอดีต รมช.พาณิชย์ เข้ามาใช้อาคารสำนักงานนานแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงวันตัดสินคดี ทาง สภ.เมืองขอนแก่น จะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ มารักษาความปลอดภัยโดยรอบอาคารสำนักงานดังกล่าว

ชาวยโสธรให้กำลังใจ “ปู” สู้คดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบอุทกภัย จ.อุบลราชธานี และ จ.ยโสธร พร้อมมอบสิ่งของยังชีพแก่ผู้ประสบภัย นายพงศ์เทพกล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ฝากความระลึกถึงและความห่วงใยมาถึงพี่น้องประชาชนทุกคน ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยพร้อมยืนเคียงข้างประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยชาวบ้านจาก ต.ขุมเงิน อ.เมืองยโสธร ได้กล่าวขอบคุณ และกล่าวให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่จะรับฟังคำพิพากษาคดีในวันที่ 25 ส.ค. และพร้อมเดินหน้าต่อสู้ไปด้วยกัน ประชาชนในพื้นที่ในภาคอีสาน ไม่เคยลืมนโยบายของพรรคไทยรักไทยและพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ ตลอดการลงพื้นที่ 2 จังหวัด มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจ ทั้งในและนอกเครื่องแบบ คอยติดตามสังเกตการณ์การลงพื้นที่ทุกจุด

มทภ.3 ปัดจับลงนามห้ามขนคน

ด้าน พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยกองทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า ทางทหาร ตำรวจ และฝ่ายพลเรือนในพื้นที่ จะเน้นทำความเข้าใจกับประชาชนและแกนนำในพื้นที่เป็นหลัก ว่าในวันดังกล่าวทุกคนสามารถให้กำลังใจกันได้ในท้องถิ่น หรือในบ้านตนเอง ทหารไม่ได้ห้ามมาให้กำลังใจ เมื่อถามว่ามีการเผยแพร่ว่าทหารให้แกนนำในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ทำหนังสือข้อตกลงไม่ให้นำมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์จริงหรือไม่ พล.ท.วิจักขฐ์ตอบว่า จากการตรวจสอบไม่น่าเป็นความจริง เป็นเพียงข่าวลือ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วว่าใครเป็นผู้เผยแพร่และบิดเบือนข้อเท็จจริง รวมถึงกรณีการแชร์ภาพทหารยืนถือปืนตามทางแยกถนนในหมู่บ้าน วัดต่างๆในพื้นที่ อ.ป่าซาง จ.ลำพูนด้วย ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการลงพื้นที่ไปฝึกและเตรียมผลัดเปลี่ยนกำลังเพื่อเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้

ยื่น ป.ป.ช.ฟื้นคดีสลาย นปช.

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. เข้ายื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้พิจารณาคำร้องที่ ป.ป.ช.ยกคำร้องกรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2553 ใหม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นำพยานหลักฐานสำคัญมาให้ ป.ป.ช. ประกอบการพิจารณาคดีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช.ปี 53 ใหม่ จากที่ยกคำร้องไม่ชี้มูลความผิดรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ โดยพยานหลักฐานใหม่ คือ คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯและคณะ คดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปี 2551 เพื่อแสดงให้เห็นว่าการใช้ดุลพินิจของ ป.ป.ช. แตกต่างจากองค์กรกระบวนการยุติธรรมอื่น อยากให้ถูกผิดไปว่ากันในชั้นศาล ไม่ใช่ในชั้น ป.ป.ช. หากไม่ได้รับการตอบสนอง นปช.จะเข้าชื่อกับประชาชนยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาฯเพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ ป.ป.ช.

“บิ๊กตู่” ต้อนรับนายกฯเวียดนาม

ต่อมาเวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จัดพิธีต้อนรับนายเหงียน ซวนฟุก นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์นำนายกฯเวียดนาม ตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ ณ สนามหญ้า หน้าตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้นได้ลงนามสมุดลงเยี่ยมและหารือข้อราชการเต็มคณะ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่นายกฯและนายกฯเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลง 5 ด้าน อาทิ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งชาติของไทยและเวียดนาม จากนั้นผู้นำทั้ง 2 ประเทศร่วมกันแถลงข่าว และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ตึกสันติไมตรี