วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เอส-สํานึก กราบเท้า แม่'พลอย' หลั่งนํ้าตา-ขอขมา อ้างทะเลาะพลั้งมือ

ตำรวจคุมเข้มอดีต ส.อ. แฟนเก่าจอมโหด ให้สวมเสื้อเกราะกันกระสุน พาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพฆ่าเผา “น้องพลอย” ละเอียด 10 จุด เริ่มจากจุดนัดให้มาพบปากซอยเข้าบ้านเหยื่อ พาขึ้นรถเก๋งกระทั่งบีบคอฆ่าคารถ แล้วนำทรัพย์สินทิ้งรวมทั้งบ้านพักทหารของพ่อหนุ่มโหด ที่นำยางรถยนต์และแกลลอนน้ำมันจนถึงจุดเผาทำลายศพ ท่ามกลางญาติและชาวบ้านนับร้อยมุงดูเหตุการณ์พยายามจะเข้าประชาทัณฑ์แต่ตำรวจคุมสถานการณ์ไว้ได้ พ่อแม่น้องพลอยลุยถาม “ทำไมต้องฆ่าน้อง” หนุ่มโหดได้แต่ยกมือไหว้ขอโทษ ตำรวจเตรียมนำตัวส่งฝากขังศาลทหารวันรุ่งขึ้น

ตำรวจเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดนายพลกฤต หรือเอส วิเศษ อายุ 29 ปี อดีตทหารยศ ส.อ. สังกัดศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี แฟนเก่าจอมโหดฆ่าเผา น.ส.พลอยนรินทร์ หรือน้องพลอย ผลิผล อายุ 25 ปี หลังขับรถเก๋งดักพาน้องพลอยหายไปอย่างไร้ร่องรอยขณะปั่นรถจักรยานกลับจากทำงานที่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ บริษัท ซีพีเอฟ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2557 นางพัชรี ปั้นทอง อายุ 51 ปี แม่น้องพลอย ได้แจ้งความที่ สภ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และเดินสายร้องเรียนขอความเป็นธรรมอย่างต่อเนื่องร่วม 3 ปี กระทั่งมีการระดมกำลังตำรวจทหารปิดล้อม ไล่ล่าจนนายพลกฤตยอมเข้ามอบตัว พร้อมให้การรับสารภาพว่า บีบคอฆ่าน้องพลอยแล้วนำศพไปเผานั่งยางในป่าเขากะบุด ริมถนนสายแสลงพัน-แก่งคอย หมู่ 2 ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ท้องที่ สภ.หินซ้อน ศาลจังหวัดสระบุรีได้ออกหมายจับในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและซ่อนเร้น ปิดบังอำพรางศพ

ความคืบหน้าการสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาฆ่าเผาน้องพลอย เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 ส.ค. ที่ สภ.แก่งคอย จ.สระบุรี นายวิชา ผลิผล พ่อน้องพลอย กับญาติ มารอเจ้าหน้าที่คุมตัวนายพลกฤต หรือเอส วิเศษ ผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ นายวิชาเปิดเผยว่า จะขอดูหน้าตานายเอส เพื่อถามว่าทำไมถึงทำกับน้องอย่างโหดร้ายได้ขนาดนี้ ไหนบอกว่ารักน้องนักหนา พร้อมย้ำว่าตนและครอบครัวไม่เชื่อว่านายเอสจะเป็นผู้ฆ่าน้องคนเดียว จะต้องมีคนอื่นช่วยอย่างแน่นอน

ต่อมา พล.ต.ต.ชัยรัตน์ ทิพยจันทร์ ผบก.ภ.จ.สระบุรี นำตำรวจ นปพ.จ.สระบุรี และ กก.สส.ภ.จ.สระบุรี ราว 30 นาย พร้อมอาวุธครบมือมาที่โรงพักเพื่อเตรียมคุมตัวนายเอสไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พล.ต.ต.ชัยรัตน์เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สภ.แก่งคอย และ สภ.ท่าเรือ ได้สอบปากคำนายเอสจนถึงเวลาประมาณ 01.00 น. โดยมีนายทหารพระธรรมนูญจากมณฑลทหารบกที่ 18 ร่วมฟังการสอบสวน นายเอสให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวน สภ.แก่งคอย แจ้งข้อหา 2 ข้อหา คือ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ วันนี้จะนำนายเอสไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ลพบุรี และที่ จ. สระบุรี เป็นจุดเผาศพน้องพลอย จากนั้นจะนำนายเอสมาควบคุมที่ สภ.แก่งคอย และในวันที่ 18 ส.ค.จะนำไปยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลมณฑลทหารบกที่ 18 ต่อไป

กระทั่งเวลา 10.00 น. ตำรวจเบิกตัวนายเอสจากห้องควบคุมผู้ต้องหา นายเอสมีสีหน้าเคร่งเครียด อิดโรย อยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ และสวมเสื้อเกราะกันกระสุน แต่ไม่ได้สวมหมวกปิดบังโฉมหน้า นำขึ้นรถตู้ มีตำรวจพร้อมอาวุธครบมือขึ้นรถตู้อีก 1 คัน และรถยนต์ 3 คัน มีรถปิกอัพสายตรวจ สภ.แก่งคอย นำขบวนออกจาก สภ.แก่งคอย เดินทางไปยังจุดแรกภายในปั๊มน้ำมัน ปตท. ริมถนนสายท่าเรือ-ท่าลาน หมู่ 7 ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ฝั่งเดียวกับโรงงาน บริษัทซีพีเอฟ ที่ทำงานของน้องพลอย โดยมี พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ แสนวงษ์สิริ ผกก.สภ.ท่าเรือ พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.สส.ภ.จ.พระนครศรีอยุธยา นำกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งตรึงพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว มีนางพัชรี ปั้นทอง แม่น้องพลอย นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความ พร้อมญาติและชาวบ้านกว่า 100 คนรอดูโฉมหน้า

การทำแผนเริ่มจากนายพลกฤตขับรถเก๋งนิสสันซิลฟี่สีดำ ทะเบียน 2 กย 2118 กรุงเทพมหานคร มาจอดใกล้ทางขึ้นห้องน้ำปั๊ม โทรศัพท์นัดให้น้องพลอยให้มาพบ ทันทีที่นายเอสก้าวลงจากรถตู้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อิดโรย ญาติๆและชาวบ้านต่าง ตะโกนโห่ด้วยความไม่พอใจ แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรง

นางพัชรี ปั้นทอง เปิดเผยว่า มาถึงวันนี้รู้สึกดีใจที่ทำให้ลูกได้ สามารถจับกุมตัวคนทำผิดมาให้ลูก แต่ยังมีข้อติดใจหลายอย่าง โดยเฉพาะผู้ร่วมทีมอุ้มน้องพลอย ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนนายรณณรงค์ ทนายความ กล่าวเสริมว่า ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกอย่างน้อย 3 คน โดยมีพยานยืนยันว่า เห็นกลุ่มของนายเอสมาด้วยกัน 3 คน เชื่อมั่นว่าตำรวจจะสาวไปถึง ส่วนที่ตำรวจบอกว่า นายเอสหลบหนีได้เพราะมีความรู้ด้านไอทีนั้น อยากให้ยอมรับความจริงว่า การสืบสวนเพื่อไปจับกุมครั้งแรกนั้นดำเนินการไปเยอะแล้ว แต่ต้องชะงักเพราะว่าตำรวจไปเจอตอทำให้คดีไม่คืบ ก็เข้าใจ ถึงตอนนี้ก็ถือว่าทำงานได้ดีแล้ว แต่อยากให้ทำต่อไป

จุดที่สอง ปากซอยท่าเรือ-ท่าลาน 9 ทางเข้าบ้านน้องพลอย เยื้องกับโรงงานบริษัทดังกล่าว นายพลกฤตโบกมือเรียกให้น้องพลอยจอดรถจักรยาน พาไปนั่งเบาะหลังรถเก๋ง แล้วยกรถจักรยานใส่เบาะหลัง แล้วขับพาน้องพลอยออกจากซอย นายพลกฤต บอกว่า น้องพลอยเต็มใจขึ้นรถ ไม่มีการขัดขืน การทำแผนจุดนี้ตำรวจขอความร่วมมือชาวบ้านแสดงท่าแทนน้องพลอย มีนางพัชรีกับทนายความและชาวบ้านกว่า 200 คนมุงดูการทำงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนนายวิชา ผลิผล พ่อน้องพลอย กับญาติจำนวนหนึ่งตามมาสมทบภายหลัง

ปรากฏว่าขณะตำรวจนำตัวนายพลกฤตกลับขึ้นรถตู้ ญาติและชาวบ้านฮือจะรุมประชาทัณฑ์ ตำรวจต้องผลักดันนานกว่า 20 นาที ถึงนำผู้ต้องหาขึ้นรถได้อย่างปลอดภัย นายวิชาและนางพัชรีขอเจ้าหน้าที่เข้าไปพูดคุยกับนายพลกฤต เจ้าหน้าที่เปิดหน้าต่างรถให้คุยกัน นายวิชาบอกว่า ทำไมต้องทำลูกพ่อ น้องพลอยมีความผิดอะไร หลงไว้เนื้อเชื่อใจลูกมาตลอด ทำไมทำอย่างนี้ นายเอสได้ยกมือไหว้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า พูดเพียงคำเดียวว่าขอโทษครับ นางพัชรีถามต่อว่า รักลูกแม่ ทำไมต้องฆ่าลูกแม่ด้วย นายพลกฤตได้แต่ยกมือไหว้ขอโทษเช่นกัน

ต่อมาตำรวจนำนายเอสเดินทางมาถนนสายท่าเรือ-ท่าลาน มุ่งหน้า จ.สระบุรี ที่นายเอสให้การว่าระหว่างทางมีปากเสียงทะเลาะกัน เลยบีบคอฆ่าน้องพลอยตายคารถ ทำแผนจุดที่นำโทรศัพท์ของน้องพลอยทิ้งคลองชลประทานใน อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี และจุดที่บีบคอฆ่าน้องพลอย อยู่ในเขต อ.บ้านหมอ เช่นเดียวกัน จากนั้นตำรวจคุมผู้ต้องหาไปที่ จ.ลพบุรี เพื่อทำแผน 5 จุด ที่นายเอสนำรถจักรยานไปทิ้งน้ำ บริเวณสะพานข้ามคลองชลประทาน บ้านถนนใหญ่ ต.ถนนใหญ่ อ.เมืองลพบุรี มีศพน้องพลอยอยู่ในรถ จุดที่นำนาฬิกาข้อมือและกระเป๋าเงินของน้องพลอยไปทิ้งหน้า อบต.ท่าแค ถนนศรีอินทราทิตย์ ก่อนขับรถเข้าบ้านพักศูนย์การทหารปืนใหญ่ ทหารอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ เข้าไปด้านใน ส่วนผู้สื่อข่าวได้แต่รออยู่หน้าค่ายตำรวจนำนายเอสเข้าไปที่บ้านพักเป็นห้องแถว 2 ชั้น อ้างว่าวันเกิดเหตุประตูไม่ได้ล็อก พ่อนอนหลับอยู่ชั้นบน เข้าไปเอายางรถยนต์ 3 เส้น และแกลลอนน้ำมัน 2 ถัง ออกจากบ้าน แล้วแวะไปซื้อน้ำมันดีเซลที่ปั๊มตรงข้ามหน่วยทหาร เป็นจุดทำแผนจุดที่ 4

จากนั้นตำรวจคุมผู้ต้องหาไปที่จุดเผาทำลายศพน้องพลอยในป่าเขากะบุด ริมถนนสายแสลงพัน-แก่งคอย หมู่ 2 ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เป็นจุดที่ 10 โดยให้นายเอสแสดงท่าอุ้มน้องพลอยจากประตูหลังซ้าย ใช้หุ่นโชว์เสื้อแทนร่างน้องพลอย นำไปวางในป่าข้างทาง แล้วนำยางรถยนต์เก็บอยู่ ที่ฝากระโปรงท้ายมาวางทับศพราดน้ำมันเผา มีพ่อแม่น้องพลอยกับญาติตามไปดูการทำแผนอย่างใกล้ชิด ก่อนตำรวจนำนายเอสขึ้นรถตู้นำมาควบคุมตัวที่ สภ.แก่งคอย เพื่อรอส่งฝากขังต่อในวันรุ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในระหว่างทำแผนจู่ๆมีหญิงวัยกลางคนร้องไห้โฮลั่น ตะโกนเรียกนางพัชรีว่า “แม่ๆๆหนูอยู่ทางนี้” ทำให้นางพัชรี และนายวิชากำลังดูการทำงานของเจ้าหน้าที่วิ่งมากอดหญิงดังกล่าว พร้อมกับร้องไห้ทั้งคู่ หญิงดังกล่าวได้พูดว่า ให้เอาของหนูที่เขาเอาไปกลับมาให้หมดด้วย ขณะเดียวกัน นายวิชาก็เข้ากอดร่างหญิงดังกล่าว พร้อมได้บอกกับร่างว่า พ่อมารับหนูกลับบ้าน ไม่ต้องกลัว

ค่ำวันเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ตำรวจคุมตัวนายเอสมาที่ สภ.แก่งคอย จัดให้กราบขอขมานางพัชรีแม่น้องพลอยภายในห้องประชุมชั้น 3 โดยนายเอสก้มกราบเท้าด้วยน้ำตานองหน้าว่าผิดไปแล้ว ผมขอโทษผมรักน้องพลอยไม่ต่างจากแม่ แต่มีปากเสียงกันเลยพลั้งมือทำไป นางพัชรีถามต่อว่า ทำไมทำน้องแล้วถึงโทร.มาได้ นายเอสตอบว่า “ผมไม่อยากให้แม่รู้ว่าฆ่าน้องไปแล้ว ไม่อยากให้แม่เสียใจ” ซึ่งนางพัชรีตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “มึงติดคุกเดี๋ยวมึงก็ได้ออก แต่ลูกกูตายไปแล้วก็ไม่มีทางฟื้น” พร้อมย้ำว่าจะไม่อโหสิกรรมให้