วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สาบานว่าจริง 'ครูอ้อย ฐิตินาถ' เปิดหลักฐานตอบทุกคำถามสงครามคนสนิทที่แรก (คลิป)

เรามีข้อแม้ก่อนตกลงกันว่า,

ขอให้ตอบทุกคำถามที่สังคมสงสัย พร้อมกับหลักฐานเท่าที่มี เพราะเรื่องนี้ยิ่งชัดเจนเท่าไรยิ่งเป็นประโยชน์ต่อข้อกล่าวหาที่พุ่งใส่เธอ

เธอตอบ ยินดี นัดนี้จึงเกิดขึ้นในวันที่ข่าวโหมกระพือใส่ผู้หญิงคนนี้มากมาย ไม่ว่าจะจุดเร่ิมต้นเรื่องกรณีคนดังที่ดาหน้าถล่ม พร้อมกับตั้งคำถามกรณีการนำคลิป การนำภาพต่างๆ ไปใช้โปรโมตโดยไม่ขออนุญาต

กระทั่งมีการตอบโต้ว่า มีการเซ็นสัญญา แต่ยังไม่มีคนเห็นสัญญานั้นว่ามีจริงไหม เรื่องหุ้น เรื่องการสอนคอร์สราคาแพง เรื่องหลักการสอนในคอร์สที่เน้นแนวทางศาสนา แต่ปลายทางไม่ใช่นิพพาน ความสงบ แต่กลับเป็นความสำเร็จร่ำรวย ว่าแนวคิดจริงๆ คืออะไร?

เป็นลัทธิแบบที่คนกล่าวหาไหม หลังจากนั้นประเด็นก็เบี่ยงมา ด้วยการออกมาแถลงข่าวว่ามีคนเรียกค่าไถ่ 11 ล้าน พร้อมย้ำว่านี่คือการทำงานเป็นกระบวนการ อ้างว่าเป็นคนใกล้ตัว พร้อมจัดแถลงข่าว แต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามที่คนดังและสังคมตั้งคำถามมากมาย

ในวันที่เธอหายไป 2-3 เดือน ไม่เปิดปากให้สัมภาษณ์กับสื่อไหน ผมมีโอกาสเปิดคอนโดฯ หรูแถวสาทร พูดคุยกับ ครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง ตรงๆ ทุกเรื่อง ทุกคำถาม เป็นบทสัมภาษณ์ที่รับประกันได้ว่า ไม่ชม ไม่ด่า ไม่พิพากษา แต่ผมจะถามที่สิ่งที่ทุกคนสงสัย

หลังอ่านบทสัมภาษณ์นี้จบ คุณจะคิดอย่างไรก็แล้วแต่วิจารณญาณ.

Q  : ถามตรงๆ ตั้งแต่มีเรื่องนี่ 2-3 เดือน นอนหลับเต็มตาบ้างไหม

นี่เป็นเรื่องแรกเลยที่เขาโจมตีครูอ้อยว่าครูอ้อยเป็นคนนอนไม่หลับ ครูเป็นคนนอนหลับง่ายมาก เด็กๆ หรือลูกศิษย์ที่เฝ้าดูแลเราเวลาที่นอน เตรียมยา บางทีเตรียมยังไม่เสร็จครูหลับไปแล้ว มีบางวันที่ทำงานอยู่เผลอดื่มกาแฟไปก็จะตาค้างนิดนึง วันไหนจิบชาเขียวนิดนึง ครูนั่งสมาธิได้ถึงเช้าเลย แพ้คาเฟอีนทุกชนิด

Q : ครั้งล่าสุดฝันว่าอะไร

ล่าสุดเพิ่งฝันว่าได้กินขนม เห็นขนมชั้นสีเขียวแรกๆ ตกใจ เพราะคนไทยโบราณเชื่อว่า 'ฝันว่ากินขนมหวานแปลว่าโดนหลอกอยู่' ซึ่งครูอ้อยก็มานั่งคิดว่า เอ๊ะ ยังไม่กินนับหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ปรากฏว่าเชื่อไหม ตกกลางวันมีคนเอาขนมชั้นสีเขียวเหมือนในฝันมาให้ ก็เลยคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ก่อนหน้านั้นล่าสุด ฝันเห็นเลขหกตัวแล้วออกรางวัลที่ 1

Q : กำลังจะบอกว่าให้หวยได้ด้วย

(หัวเราะ) ล้อเล่นค่ะ

Q : ตอนนี้คดีถึงไหนแล้ว พูดถึงไหมว่ามีประเด็นแยกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกคุณเรียกว่า 'ถูกเรียกค่าไถ่'   

ตำรวจบอกให้เรียกว่า 'รีดเอาทรัพย์หรือว่ากรรโชกทรัพย์' แต่ครูอ้อยคิดแบบชาวบ้าน นึกออกไหม 'ฉันได้เอาชื่อเสียงและชีวิตคุณมาเป็นประกันแล้ว จ่ายเงินมา 11 ล้าน ถ้าคุณตอบตกลง เราจะนัดหมายสถานที่มอบเงินให้กับคุณ’ ในเอกสารเรียกค่าไถ่ที่เคยแถลงข่าวไป ล่าสุด ตำรวจไปสืบจนเจอหลักฐาน แล้วก็ออกหมายเรียกผู้ต้องหา 3 คน

Q : ไม่ใช่ออกหมายจับ?

ค่ะ ต้องออกหมายเรียก 2 ครั้งก่อน แต่ถ้าไม่มาจะเป็นออกหมายจับ ตราบใดที่เขาไม่ได้พิสูจน์ในศาล ถือเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แต่ตำรวจเรียกว่าออกหมายเรียกในฐานะผู้ต้องหา ไม่ใช่พยาน

Q : ย้อนกลับไป เหตุการณ์ที่คุณเรียกว่า ถูกเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นมาได้ยังไง

วันที่เราได้รับเป็นวันเดียวกับที่มีดาราคนหนึ่งออกมาให้ข่าวว่าครูอ้อย จดหมายเรียกค่าไถ่เป็นจดหมายที่เขาส่งมาทางเฟซบุ๊ก แจ้งว่านำสาส์นมาให้ โดยเป็นทีมงานฝ่ายกฎหมายของครูอ้อยคอยตรวจเพจ ตรวจข้อความต่างๆ ตามอินบ็อกซ์ เขาเปิดเจอ ก็กลายเป็นข้อความที่ทำลายครูอ้อยให้สิ้นซาก พร้อมกับขู่ว่าเรื่องแต่งทั้งหมด 33 หน้า เขามีแผนไว้หมด ครูอ้อยยืนอยู่ในที่แจ้ง เขายืนอยู่ในที่ลับ เขาจะเอาสิ่งเหล่านี้ส่งให้เพจดัง พันทิป โซเชียล สื่อมวลชนต่างๆ ที่มี Connection ทำลาย โจมตีครูอ้อย ถ้าไม่อยากโดน ให้จ่ายเงินภายในวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

ซึ่งเราไม่ได้จ่าย ถามว่ากลัวไหม กลัว เพราะพ่อแม่ ลูกเรา ชีวิตเราอะไรต่างๆ ที่ขู่เราก็กลัว เราคิดว่าจะตกลงกันได้ไง เรานั่งอยู่เฉยๆ คิดว่าเขาจะติดต่อเรา แต่ห้ามเราแจ้งความ ที่สุดเราจึงตัดสินใจไปแจ้งความกับตำรวจและดีเอสไอ จากนั้นเราทราบอะไรก็มอบให้เขาไปสืบค้น เพราะเป็นอาชญากรรมที่มันทิ้งร่องรอยไว้เยอะมาก 

Q : เนื้อหาสาระสำคัญใน 33 หน้าที่คุณบอก ว่าด้วยเรื่องอะไรบ้าง

ทุกเรื่อง เช่น เหมือนที่เราเห็นในสื่อเลยว่า สิ่งที่ครูอ้อยสอนเอาไปบิดเรื่องว่า หลักสูตรเรียนของครูอ้อยว่าเป็นหลักสูตรเข็มทิศภาวนา ต้องจ่ายเงิน ความเป็นจริงไม่ใช่ อะไรก็ตามที่เป็นนั่งสมาธิฟรีเสมอ ครูอ้อยยืนยัน มีชีวิต 1 เดือน 30 วัน 4 วันอะเป็นแบบได้เงิน อีก 26 วันทำงานแบบฟรี

Q : 4 วันที่ได้เงินคืออะไร

หลักสูตรสัมมนาสำหรับนักธุรกิจ 200 คน หัวละ 1,500 บาทต่อชั่วโมง

Q : เรื่องค่าเรียนก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแพงเกินจริง

ไปดูเลยค่ะ มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจัดหลักสูตรสัมมนาหลักสูตรละหลายแสน หรือแม้กระทั่งลูกศิษย์ครูอ้อยเอง ไปถามดู หรือไม่ว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวก็ตาม เก็บเงินแพงกว่าเราอีก

Q : ที่คนวิจารณ์ว่าแพงมาก อาจจะหมายถึง ค่าเจ้าภาพที่ต้องเสียหัวละแสน? 

หัวละแสน หมายถึง สมมติว่าเราไปปฏิบัติธรรมเนี่ยมันไปฟรีทั่วประเทศ แล้วมีคนที่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงผู้ภาวนา เหมือนร่วมกันทำบุญ จ่ายให้กองเจ้าภาพที่คุณไปจัดปฏิบัติธรรมกัน ซึ่งครูอ้อยก็ไม่ไ้ด้เป็นคนรับ แต่ว่าคนที่เป็นเจ้าภาพน่ะมีจริง แต่เป็นการบริจาคเพื่อที่จะไปทำบุญต่อคนที่มาปฏิบัติธรรม ฉะนั้นก็แยกกัน ครูอ้อยฟรี เรื่องเหล่านี้แหละที่เขากล่าวหาในเอกสาร 33 หน้า

อย่างเรื่องคุณแม่ครูอ้อย ในนั้นเขาว่าแม่ครูอ้อย สิ่งที่ครูอ้อยอยากถามคือ จิตใจทำด้วยอะไร เรารู้จักกัน ทุกคนที่ทำอย่างนี้ต้องรู้จักกัน ถ้ามีใครไปว่าแม่คุณอย่างนั้นคุณเสียใจไหม (เสียงสั่น) ในเรื่องที่มันไม่จริง มันไม่สมควรเลย เขาระบุว่า แม่ของครูอ้อยเป็นแค่ภรรยาน้อย (เสียงสั่น) ซึ่งท่านเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย จดทะเบียนสมรส คุณไม่มีสิทธิที่จะไปดูถูกแม่ของคนอื่น อันนี้ครูโกรธมากๆ คุณไม่สิทธิเลย เอาข้อความไม่จริงแบบนั้นมาว่าได้อย่างไร

Q : มีเรื่องอะไรอีกไหมที่คุณอยากจะชี้แจงว่าไม่จริงใน 33 หน้า 

เรื่องหุ้นค่ะ ครูอ้อยเป็นคนธรรมดาซื้อหุ้นครั้งแรก เปิดพอร์ตในการซื้อหุ้นตัวหนึ่ง บังเอิญหุ้นตัวนี้ไม่ได้ไปทำอะไรเลย มันขึ้นเยอะมาก สิ่งที่ครูอ้อยพูดกับเด็กๆ เสมอในวันที่ซื้อหุ้น มันเพิ่งขึ้น 2 บาท เป็น 5 บาท เลยซื้อเพราะมันขึ้น คุณเคยเล่นดัมมี่ไหม เหมือนครูอ้อยเล่นดัมมี่เป็นครั้งแรกแล้วหยิบไพ่ขึ้นมา บอกว่าจับคู่ได้หมดเลยทั้ง 3 คู่ เหลือใบนึงทำยังไง ทุกคนฟังก็ขำแล้วบอกว่า มันเกมได้เลย เหมือนกับหุ้นก็คือเกมแรกในมือที่เราหยิบขึ้นมา ในวันที่ซื้อหุ้นเหมือนแบบนี้เลย 

ครูอ้อยไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เพราะหุ้นก็ขึ้นๆ สิ่งที่ครูอ้อยทำคือ หาความรู้ เชิญเซียนหุ้นต่างๆ มาสอน ตอนนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือพอหุ้นขึ้นมีคนเอาไปโพสต์ในพันทิปว่าครูอ้อยซื้อหุ้นแล้ว หุ้นขึ้นได้กำไร 200 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ขายเลยวันนั้น หนังสือพิมพ์มาสัมภาษณ์ตีข่าวคนแห่ซื้อตามทั้งเมือง ในเวลาที่หุ้นขึ้นสูงสุดแทนที่จะได้ขาย กลับขายไม่ได้ เดี๋ยวคนก็จะด่าว่าเราทำราคาเขาลง ซึ่งหุ้นตัวนี้ครูอ้อยได้ขายครั้งสำคัญในวันที่เซียนหุ้นออกมาว่าขายกันหมดละ ขายจนเกลี้ยงพอร์ตแล้ว

ครูอ้อยได้ขายในราคาตอนบาทกว่าๆ ในส่วนเล็กๆ ของหุ้นครูอ้อย ตอนนี้ครูอ้อยยังถืออยู่ เป็นคนน่าจะแทบสุดท้าย ถ้าไม่ใช่เจ้าของนะคะ เพราะว่ายังปักหลักถืออยู่ที่หนึ่งร้อยกว่าล้านหุ้น

Q : ประเด็นที่คุณกำลังจะบอกคือ?

ในโค้งสุดท้ายของหุ้นตัวนี้ ถ้าวันโค้งสุดท้ายที่เราก็รู้ว่าที่มันกำลังจะดิ่งลงมันต้องขายแล้ว ถ้าวันนั้นครูอ้อยขาย ครูอ้อยจะได้เงิน 200 ล้านบาท แต่เหตุผลที่ขายไม่ได้เพราะเด็กพวกนี้ยังติดอยู่เลย แม่ครู น้องครูติดอยู่ สิ่งที่จะบอกคือ แม่ เพื่อน น้องติด วันที่ทุกคนคิดว่ามันดี เราก็ซื้อขายปกติ แต่วันที่มันแย่ หุ้นตกเราขายไม่ได้ เพราะว่าเราไม่รู้จะมองหน้าพวกนี้ยังไง

หลักฐานที่ครูอ้อยทำจริง ที่ไม่ได้ขายวันนั้นคือ วันนี้ครูอ้อยยังถือหุ้นตัวนี้กว่า 100 ล้านหุ้นอยู่เลย รวมหุ้นกู้อีกต่างหาก ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าโค้งสุดท้ายมันคือ 1 บาท 14 สตางค์ ถ้าครูอ้อยขายในวันนั้นครูอ้อยได้กว่า 200 ล้านบาท แล้วหลักฐานยังคงอยู่ 2 ปีที่ผ่านมาที่ครูอ้อยโดนด่าเรื่องนี้ ครูอ้อยไม่เคยพูดเลยว่า ไม่มีน้ำใจ ขายก็ไม่ได้ขาย เนื้อก็ไม่ได้กินหนังก็ไม่ได้รองนั่ง

Q : ขายไปเท่าไรตอนนั้น

ขายไปประมาณ 20% ที่ครูอ้อยมี แล้วไปขายในราคาที่ต่ำมาก ราคาที่บาทกว่าๆ 20-30% ของครูอ้อยในวันที่ทุกคนไม่เอากันแล้ว พอครูอ้อยขายแล้วในวันนั้น ทุกคนคิดว่ามันจะกลับมาดี แต่ใจครูอ้อยคิดว่า ถ้าคิดว่าจะกลับมาดีแล้ว ครูอ้อยขี้เกียจเล่นแล้ว ไม่อยากจะยุ่งแล้ว ครูอ้อยก็ขายไปแค่นิดเดียว แต่พอหลังจากนั้น ทุกคนเริ่มคิดว่ามันจะไม่ดีอีกแล้ว คือมันเปลี่ยนทุกวัน คือมันเป็นหุ้นที่บางวันคนคิดว่าดี บางวันคนคิดว่าไม่ดี วันที่ทุกคนอะโค้งสุดท้าย ราคาหุ้นอยู่ที่บาทกว่า

วันนั้นครูอ้อยยังถือหุ้นอยู่ที่หนึ่งร้อยกว่าล้านหุ้น น่าจะร้อยสิบแปดล้านหุ้น รวมลูกหุ้นอีกเป็นร้อยล้านหุ้น ถ้าวันนั้นครูอ้อยขาย จะได้เงิน 200 ล้านบาท สุดท้ายเงินเราหายไป 200 ล้าน ถ้าขายตอนนั้นได้นะ แต่สิ่งที่ครูอ้อยชอบตัวเองคือ ครูอ้อยมองหน้าเขาสนิทใจ เพราะว่ามีคนที่เสียหายเพราะหุ้นตัวนี้มากที่สุด ครูอ้อยติดร้อยกว่าล้านหุ้น มากกว่ามหาศาล

Q : ย้ำอีกทีคุณขายหุ้นไปทั้งหมดกี่ครั้ง

คือเอาไอ้ตัวพวกแบบจุกจิก แบบพวกนักเล่นหุ้นใช่ไหม วันนี้ซื้อ 20 บาท ขายเท่านี้บาทนิดๆ ของครูอ้อยคือซื้อมากกว่าขายเสมอนะคะ ฉะนั้นทำให้หุ้นครูอ้อยเหลืออยู่เยอะ ตัวที่ครูอ้อยได้ขายไปจริงๆ คือ 30% ในวันที่เขาคิดว่ามันจะกลับมาดี ในราคาบาทกว่าแค่นั้น

Q : เรื่องหุ้นไม่ได้มีข้อมูลอินไซด์แบบที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์

เอาจริงๆ คือ หุ้นตัวนี้มันไม่เคยทำอะไรเลย มันจะมีอินไซด์ว่าอะไรล่ะคะ พูดจริงๆ ในประเทศของเรา เราซื้อตามข่าว ซื้อตามไลน์ ทุกคนก็เป็นเหมือนกันอะ ได้ข่าวมาทางไลน์ แล้วพอเราเห็นราคาขึ้น ทุกคนก็ซื้อตามๆ กัน แบบนี้

แบบนี้เรียกว่าอินไซด์ไหม มีคนมาบอกว่าหุ้นนี้ไม่ดี และมีคนมาบอกว่าหุ้นนี้ดี นอกจากไลน์แล้ว มีคนมาเตือนเรื่องหุ้นนี้เยอะมาก และก็มีคนมาเชียร์บ้าง การมีคนมาเตือนแบบนี้ถือว่าอินไซท์ไหม แต่ครูอ้อยถือว่า เราตัดสินใจเอง เลือกเอง ทุกอย่าง ไม่เกี่ยวกับทั้งคนมาเตือนให้ขาย หรือคนมาเชียร์ว่าดี

Q : คุณรู้จักหุ้นตัวนี้จากไหน

เรื่องหุ้นนี้เราซื้อครั้งแรกเพราะเราเห็นมันขึ้นจาก 2 บาท เป็น 5 บาท พอซื้อแล้วคนก็มาสนใจคุยกับเราเยอะมาก ทั้งคนที่มีหุ้นนี้ หรือขายไปแล้ว หรือกำลังจะซื้อ คนที่มีหุ้นนี้อยู่ก็ให้ความสนใจเราเป็นพิเศษ มาคุยกับเรา ชอบให้เราซื้อ ชมว่ามันจะต้องดีแน่ๆ แต่คนส่วนใหญ่บอกว่าไม่ดี

คนส่วนน้อยคือคนที่เขาถือหุ้นนี้ เขาก็ต้องบอกว่าดี แต่บริษัทหุ้นตัวนี้ ตอนนั้นยังไม่เคยทำงานมีผลงานอะไร คนมาเล่าก็จะเล่าได้แค่ด่ากับชมเชียร์ ไม่มีข้อมูลอะไรมากกว่าที่เขาออกข่าว เพราะเขายังไม่ทำอะไร และเท่าที่เรารู้ก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าข่าวในไลน์ คนมาเชียร์ก็โม้กันไปวันๆ ว่าจะดีจะไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้

แบบนี้เรียกว่าอินไซต์ไหม มีคนมาบอกว่าหุ้นนี้ไม่ดี และมีคนมาบอกว่าหุ้นนี้ดี เพราะต่างคนเขาก็มีผลประโยชน์ของเขาเอง นอกจากไลน์แล้ว มีคนมาเตือนเรื่องหุ้นนี้เยอะมาก และก็มีคนมาเชียร์ด้วย แต่ครูอ้อยถือว่า เราตัดสินใจเอง เลือกเองทุกอย่าง ไม่เกี่ยวกับทั้งคนมาเตือนให้ขาย หรือคนมาเชียร์ว่าดี

Q : เมื่อเป็นคดีความแล้ว จากนี้เรื่องมันจะเดินต่ออย่างไร

ตำรวจออกหมายเรียก ในฐานะผู้ต้องหาแล้ว 3 คน แต่ตำรวจก็ยังคงทำงานอยู่เพราะว่าจะหาเบาะแสว่า ผู้ต้องหาที่ตำรวจมีหลักฐานเชื่อมโยงจะมีกันกี่คน ซึ่งตำรวจก็บอกว่าให้เขาขยับให้เยอะ นี่คือเหตุผลที่ว่า ครูอ้อยไม่ได้ออกมาพูดตั้งแต่แรก เพราะว่าในสองเดือนที่ผ่านมาให้เขาเล่นให้เต็มที่เลย เขาอยากจะด่าเราอะไรเราตามสื่อต่างๆ ยิ่งเขาเคลื่อนไหวต่างๆ แน่นอนว่าเรายิ่งช้ำ แต่ก็จะทำให้เราได้พบว่าใครเป็นคนทำ

ตอนนั้นมันมี 2 ทางเลือกคือ ถ้าตอนนั้นครูอ้อยออกมาพูดเลย เราก็จะไม่ได้เบาะแส คือได้ปกป้องตัวเองให้คนอื่นฟังเราบ้าง แต่เราก็จะไม่ได้หลักฐานที่จะจับคนร้ายได้เลย

 


Q แผนของคุณคือ รอ ทอดเวลาให้ได้หลักฐานมากที่สุด 

ที่ครูอ้อยออกมาพูดตอนนี้ก็เพราะตำรวจได้ออกหมายเรียก 3 คนแล้ว

Q : 3 คนคุณรู้หน้าตาหมดแล้ว คุณพูดทำนองกว่ามีคนใกล้ชิดมากๆ ด้วย

พูดตรงๆ ครูอ้อยมีความรักให้เขาตั้งแต่ต้นจนวันนี่ไม่เคยน้อยลงเลย แล้วเขาถามใจเขาเองว่าครูอ้อยรักเขาเสมอ แล้วครูอ้อยก็หวังว่าเขาจะเป็นเพียงแค่ผู้ต้องสงสัย เพราะใจของครูอ้อยจะถามคนที่ทำจริงๆ ว่า ทำได้ยังไง ทั้งหมดที่เกิดขึ้นพวกเราเคยเจอคนใส่ร้าย นินทา

เรื่องนี้มันต้องไม่ใช่แค่เป็นเรื่องที่ได้ผลประโยชน์ มันไม่มีคนสนใจหรอกว่าครูอ้อยถูกเรียกค่าไถ่ 11 ล้าน ครูคิดว่าที่มาสัมภาษณ์นี่เพื่อที่ให้คนอื่นคิดว่า เราถูกใส่ร้ายที่ทำงาน ซึ่งคนอื่นเขาก็โดน แล้วเราจะวางใจยังไง มีประโยชน์ยังไงเหมือนกับที่คนเขียนข่าวคิดว่ามันจะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตคนไทย มันมีประโยชน์นะคะ

ประโยชน์ข้อที่ 1 คือ ครูคิดว่าไม่มีใครไม่โดนใส่ร้าย ทุกคนเคยโดน นินทา ใส่ร้าย ป้ายสีให้ เราจะวางใจกันยังไง และ 2 ถ้าเรื่องตอนนี้ สิ่งที่พบในสื่อโซเชียลว่ามันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็จ้างเพจต่างๆ จ้างมือมืดที่ในการที่โพสต์พร้อมกันหมื่นกระทู้ได้ ตอนนี้ประเทศเราอันตรายสูงมาก เพราะว่าตอนนี้สิ่งที่ทีมค้นพบมีเฟซบุ๊กปลอมเป็นหมื่นๆ แล้วซื้อขายในราคาที่ถูกมาก ถ้าอย่างนั้นใครจะตั้งตัวขึ้นมาโจมตีใครก็ได้ แล้วสิ่งที่เราได้รับมาก็คือ อาจจะมีคนที่ถูกเรียกค่าไถ่ผ่านโซเชียลมากกว่าครูอ้อย เพียงแต่เขาไม่ได้ลุกขึ้นมาพูดเป็นข่าวอย่างที่ครูอ้อยโดน

Q : คุณกำลังจะบอกว่า นี่คือกรณีศึกษา แล้วให้ทุกคนได้เรียนรู้และป้องกัน?

ป้องกันตัวได้ค่ะ แล้วครูอ้อยก็คิดว่ามันควรเป็นเรื่องที่ประเทศของเราควรจะสนใจ

Q : ย้ำอีกทีในเอกสารเรียกค่าไถ่ที่คุณบอก มีข้อไหนที่ยังอยากชี้แจงว่าไม่จริงอีกไหม

ในบางเรื่อง เช่น เรื่องพ่อครูอ้อยเนี่ย มันเป็นจริงแล้วทำไมล่ะ คือครอบครัวครูอ้อยมีความแข็งแกร่งมาก ในความรักกัน พ่อแม่ครูอ้อยน้องสาว เราตายแทนก็ได้ ถึงแม้ว่าในบางความเชื่อ เช่น การเมือง อาจจะไม่เหมือนกัน

Q : ถามตรงๆ สิ่งที่เกิดขึ้นมีสักครั้งที่ว่าโทษตัวเอง ฉันผิด ฉันเสียใจ รู้เท่าไม่ถึงการณ์จนเกิดเรื่องนี้ขึ้นไหม 

มีความรู้สึกว่าข้อดีในการที่เขาเรียกเงิน 11 ล้าน และก็โจมตีเราหนักในครั้งนี้ ทำให้เรากลับมาโฟกัสที่ตัวเองมากขึ้น 2 ปีที่ผ่านมา ครูอ้อย และก็ลูกศิษย์ทุกคนทำบุญทำการกุศลเยอะมากที่สุดที่ในชีวิตคนๆ นึงที่จะทำได้ เราช่วยคน เราช่วยพาเขาไปอินเดีย ซึ่งเขาก็หาว่าเราได้กำไร ทั้งที่ทุกคนทำตัวสายแทบขาดแต่ก็ไม่ได้กำไรจากตรงนี้ ว่าเราทุกอย่าง

มันทำให้เห็นว่าเราก็จะทำให้มันน้อยลง และระวังตัวมากขึ้น ครูคิดว่าคนไทยก็เป็นเหมือนครูอ้อยเหมือนหนังหน้าไฟ เหมือนคนที่ใจๆ นิสัยของคนไทยอะชอบออกหน้าแทนคนอื่น พร้อมลุย ใครมีเรื่องพร้อมเข้าข้างพวกของเรา เราไปจะจัดการคนอื่นโดยไม่ระวังตัวเอง ครูอ้อยว่าข้อคิดอันนี้เรื่องครูอ้อย

แน่นอนว่าพอเราออกไปทำอะไรเยอะๆ มันมีจุดอ่อนให้คนด่าได้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอกในโลกนี้ ครูอ้อยไม่เคยคิดว่าตัวเองสมบูรณ์แบบเลย สมมติเราทำงานร้อยเรื่อง มันมีจุดอ่อนให้คนด่าได้อยู่แล้ว ช่องว่าง ช่องโหว่ คนไทยก็มีนิสัยแบบนี้ เราชอบช่วยคนเราก็ทำแต่เราไม่ได้ระวังตัวเอง ทำให้คิดได้ว่าอาจจะต้องหยุดชะลอ ลดน้อยลง ป้องกันตัวเองมากขึ้น

Q : ผู้ต้องสงสัยที่คุณบอก มีมากกว่า 3 คนที่ระบุไหม

ยังตอบไม่ได้ค่ะ แต่ครูอ้อยไม่คิดเลยว่าเป็นเขา คือเบื้องต้นอะไม่เคยคิดเลย ในวันเริ่มต้นเราอาจจะเป็นเพราะว่าเราช็อกอยู่ แล้วเราไม่ได้คิดเลยว่าเป็นเขา แต่ตำรวจเจอเบาะ แสบางอย่าง แต่ที่ตลกคือ ครูอ้อยเดินไปตลาด แม่ค้า คนไดร์ผมทุกคนอะ รู้ตัวผู้ต้องหาครบหมดเลย เมื่อกี๊ที่คุณบอกว่า สวยเมื่อกี้นี่ คือลงไปสระผมข้างล่าง แม่ค้าที่ครูอ้อยเดินผ่านกับอีกคนนึงเป็นครู มาจับมือ บอกว่า ดิฉันรู้เรื่องตั้งแต่วันแรกแล้วว่าใครทำ ครูอ้อยเดินตลาดสวนพลู คนทั้งตลาดบอก ครูอ้อยไม่รู้เรื่อง แต่ทั้งตลาดอะทายตั้งแต่วันแรกแล้วว่าเป็นใคร ครูเพิ่งมารู้หลังจากนั้นสักพัก เพิ่งมารู้ตอนที่ตำรวจบอกว่าใช่เขา

Q : ถ้าตอนนี้เขาดูอยู่ ครูอ้อยอยากจะบอกอะไร?

อยากจะบอกว่ารู้ว่าเขาอะรักครูอ้อย แล้วเราก็มีเรื่องที่ดีต่อกันมาก ถ้าจะโกรธอะไรครูอ้อยก็ตาม ที่เคยดุหรืออะไร คือไม่ได้มีเจตนา แล้วคือเขารู้อยู่แล้วว่าทำอะไรครูอ้อยไม่ได้อะไรด้วย แล้วรักและก็ป้องกัน ทุกอย่างที่ครูอ้อยบอกเพราะไม่อยากให้คุณมาทำแบบนี้ แล้วมีจุดจบแบบนี้ แล้วคุณเห็นไหม ใครก็ตามที่ยังไม่ถูกออกหมายเรียก แล้วก็โกรธที่เตือนเพื่อไม่ให้มีจุดจบอย่างนี้ แล้วถ้าจะโกรธอย่างก็จะทำให้คุณคิดได้ว่า ครูอ้อยเตือนวันนั้นเพราะอะไร

Q : หลังจากตำรวจยืนยันว่ารู้ตัว มีโอกาสได้คุยกันไหม

ไม่มีทางที่เขาจะพูดกับเราอยู่แล้ว ข้อแรกคือมันเป็นเรื่องทางกฎหมาย ในใจครูอ้อยคือตราบใดที่เขายังไม่ถูกพิสูจน์ 100% ครูอ้อยว่าต้องให้เกียรติเขาในฐานะที่เป็นผู้ต้องสงสัย ในใจครูอ้อยก็ยังภาวนาให้ไม่เป็นเขาอยู่ เคยภาวนาว่าเมื่อก่อนไม่อยากให้เป็น 

Q : กำลังจะบอกว่าหลักฐานมันชัดแล้ว

ใช่

Q : กรณีของดาราคนดังที่ออกมาขอให้เอาภาพพวกเขาออกจากการโปรโมตคอร์สคุณ เกิดขึ้นได้อย่างไร

เดี๋ยวครูจะฟ้อง ครูอ้อยมีหลักฐาน ทุกคนที่จะเข้าห้องเรียนเข็มทิศจะต้องเซ็นเอกสาร (หยิบเอกสารโชว์) เพราะว่าห้องเข็มทิศก็เหมือนรายการโทรทัศน์ เป็นรายการฟรีทางไกลให้กับคนยากจน คนที่มาเรียนก็จะรู้อยู่แล้วว่าภาพ ว่าคุณไปอยู่หน้าห้อง ทีวี หรืออะไรต่างๆ มีโอกาสที่จะไปอยู่ในบทเรียนทางไกล โดยพฤตินัยรู้อยู่แล้ว แต่ในทางกฎหมายเรามีเอกสารให้เซ็นอยู่แล้ว ภาพและเสียงเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เพราะฉะนั้นคุณต้องเซ็นชื่อไว้ ไม่ได้มีกำหนด

เหมือนไทยรัฐทีวีจะรันกี่ร้อยรอบก็ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ซึ่งคนที่เข้ามาเรียนเหมือนกัน ถ้าเขาไม่อยากให้มีภาพของเขา มีคนเยอะเลยที่ใส่ที่ปิดปาก หรือมีฉากกัน เขาอยากทำอย่างนั้นก็ได้ แต่อันนี้คือทุกคนมาเรียนแล้วเป็น 10 ครั้ง แล้วดาราบางคนมาเรียนฟรี 5-6 แสน

บางครั้งเรียนฟรีจะเป็นล้านอยู่แล้ว โดยพฤตินัยของคุณอะรู้อยู่แล้วว่ามีภาพ คุณก็มาเรียนแล้วภาพของคุณก็ออกไปเป็น 100 เป็น 1000 ครั้ง จนหลายปี จนวันที่ครูอ้อยได้รับจดหมายเรียกค่าไถ่ ค่อยมีคนออกมาพูด เลยขอให้ตำรวจสืบดูว่ามันเกี่ยวข้องกันไหม

Q : มีสิทธิ์คิดไหมว่าไม่น่าใช่เรื่องเดียวกัน

ครูไม่คิดเลย ส่งให้ตำรวจเพราะว่าตำรวจบอกว่าห้ามคิด

Q : ย้ำอีกครั้งที่พูดว่ามีการเซ็นสัญญาของคนดัง มีหลักฐานแบบนี้ทุกคน

ทุกคนที่เข้าห้องเรียนคุณต้องเซ็น ถ้าคุณเล็ดรอดไม่เซ็นหน้าห้องเรียนจะติดป้ายไว้ว่า การเข้าห้องเรียนเป็นการเซ็นโดยอัตโนมัติ เพราะเราไม่รู้บางคนเอากระดาษมาแปะบนกระดาษแล้วดึงกระดาษนั้นออก

Q : ถามแย้งสมมติว่าในวันที่เขาเซ็นกันหมดทุกคน ณ ปัจจุบัน เขามีสิทธิ์ยกเลิกไหม

สมมติครูอ้อยไปแสดงละคร ครูอ้อยเซ็น ครูอยู่ในหน้าตานั้นแล้ว แล้วเขาบอกฉันไม่ให้ละ มันได้ไหม ในตามกฎหมายคุณเซ็นในลิขสิทธิ์ของคนอื่น แต่ในกรณีที่ออกมาบอก 2 คนนี้ ตั้งแต่ที่เขามาแปะ ทีมงานครูอ้อยแกะทีละเฟลมเลย

Q : ณ ปัจจุบันไม่มีภาพคนที่ออกมาแสดงความจำนงไม่อยากให้มีภาพพวกเขาหมดแล้วใช่ไหม

ก็พยายามนะ พยายามเบลอหน้าแล้ว

Q : สักกี่คนแล้ว

3 คน อะไรที่เขามาบอก พยายามลบให้หมด ซึ่งจริงทางกฎหมายมันเป็นพฤตินัยอย่างที่บอก 

Q : เคยคิดไหมว่า ถ้าลบตั้งแต่แรกๆ ที่มีคนท้วงติงก็น่าจะจบ ไม่เป็นมหากาพย์แบบวันนี้

มีแคปหน้าจอไลน์ที่ทีมงานคุยกัน แต่สิ่งที่ครูสงสัยคือ คุยอยู่ดีๆ ทำไมเป็นข่าวแล้ว ทำไมเป็นวันเดียวกับที่โดนเรียกค่าไถ่

Q : คุณเชื่อจริงๆ ใช่ไหมว่าทั้ง 2 เรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน? 

ตอบแบบนั้นไม่ได้ตามทางกฎหมาย แต่ว่าคนอ่านต้องคิดเอง

Q : ถ้ากรณีแบบที่คุณพูดจริง เสียใจไหมในฐานะครู

เสียใจมาก พูดคุยกันอยู่รู้จักกันมา 3-4 ปี ผูกพันในแง่ของบางคนที่จะเปิดสอนก็เข้าใจได้ แต่ตำรวจก็ต้องไปเช็กว่าเกี่ยวไหม 

Q : ย้ำอีกทีได้มีโอกาสได้คุยกับดารา หรือคนดังที่ออกมาเหล่านั้นไหมตั้งแต่เกิดเรื่อง

ไม่เลย 

Q : ถามตรงๆ แบบไม่มีฟอร์ม ใจอยากจะโทรหาพวกเขาไหม

ตอนนั้นไม่ได้คิด แค่ว่าได้ด้วยหรอ เอาที่สบายใจ แต่อะไรที่ละเมิดทางอาญาก็จะฟ้อง ทำตามขั้นตอนตามกฎหมาย แล้วอะไรก็ตามที่คุณขู่ว่าจะทำเพิ่ม แฉเพิ่มใครก็ตาม อยากจะบอกว่าถึงจุดนี้แล้ว ยังจะออกมาด่าอีก ตำรวจเขาเก็บหลักฐาน ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองถือสื่ออยู่ในมือ กฎหมายมันก็มีอยู่ อาจจะยอมมาตลอด

Q : ตอนนี้ตอบเหมือนไม่มีเยื่อใยแล้ว

ครูอ้อยเสียใจ ร้องไห้วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน ร้องเพราะหน้าจอไลน์ของลูกศิษย์ ที่เพิ่งดูละเอียด หน้าจอไลน์อยู่ในจดหมายที่เรียกค่าไถ่ เขาคนอื่นแคปมันจะเป็นหน้าจอสีขาว แต่ถ้าเป็นตัวเองแคปมันจะเป็นสีเขียว เขาลบชื่อ แต่ก็รู้ว่าเป็นชื่อใครเพราะมันคุยไลน์กันในกลุ่ม แล้วก็ต้องส่งหน้าจอไลน์นี้ให้ดีเอสไอ ครูร้องไห้เลย เพราะครูรักเขา แล้วคนก็มาหาว่าครูอ้อยเป็นเข็มทิศชีวิต แต่ครูอ้อยก็เป็นคน เสียใจ อยากร้องไห้ รักเขาและก็เสียใจ และก็รู้ว่าเขาก็รักครูอ้อยมาก แต่น่าจะโกรธครูอ้อย แต่ครูอ้อยก็โกรธที่ด่าแม่ครูอ้อย

Q : หลังจากนี้มันไม่มีวันที่จะประสานกัน พูดถูกไหม

ครูอ้อยเป็นคนขี้ลืม ลูกศิษย์บอกเดี๋ยวมาขอโทษครูก็ยกโทษให้ละ ทุกคนพนันไว้หมดแล้วว่าครูอ้อยเอาเรื่อง แต่ถึงเวลาเดี๋ยวก็สงสารและก็ยกโทษให้เขาหมด แต่ครูหวังว่าครูอ้อยจะเข้มแข็ง

Q : เรื่องมันจะจบตรงไหน

กรณี 11 ล้านก็มันเป็นคดีทางอาญา ก็คือรีดเอาทรัพย์ มีโทษ 10 ปี กรรโชกทรัพย์มีโทษ 5 ปี แล้วก็ พ.ร.บ.คอมฯ หมิ่นประมาทอีก เรารู้ว่าทั้งหมดบางคนอาจจะไม่เกี่ยวข้องก็ได้ 

Q : ย้ำอีกทีว่ามันคงไม่จบด้วยดี เพราะมันเข้ากระบวนการคดีทางกฎหมาย

ก็ว่าตามตำรวจ

Q : คอร์สหลักสูตรของครูอ้อยคืออะไรกันแน่ คุณสอนอะไร พอเกิดเรื่องก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนตั้งคำถาม

คือ หลักสูตรเข็มทิศชีวิต เป็นการผสานองค์ความรู้เยอะมาก ทั้ง nba ปริญญาโท การตลาด จิตใต้สำนึก ศาสนา ซึ่งในต่างประเทศก็มีมาตลอดหลายปีแล้ว เพียงแต่ครูอ้อยเป็นคนไทย ตำส้มตำ เหมือนตำน้ำพริกกะปิแบบไทยๆ ประกอบกับเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศที่สอนแบบเดียวกัน บอกว่าเธออะสอนเก่งมาก เพราะคนไทยเข้าใจเรื่องจิตใจสูงในสิ่งที่ฝรั่งไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่อความกตัญญู ฝรั่งเขาไม่มีเลยความกตัญญู มีแต่ gratitude คือความรู้สึกขอบคุณ แต่ครูอ้อยนำเอาความกตัญญูมาใส่ในทฤษฎีความสำเร็จ

ก่อนหน้านี้ไม่ได้สอนแบบนี้ เมื่อก่อนสอน ถ้าคุณจะประสบความสำเร็จต้องใช้ความรักนำทาง เพราะฉะนั้นคนที่กอดพ่อแม่ได้ไม่แนบแน่นเขาจะต้องก้าวข้าม สมมติคุยกับแม่แล้วแป๊ปเดียวทะเลาะ เราจะคุยยังไงกับเขาให้ดี ถ้าเขาพูดให้เราโกรธแต่เราดีกับเขาได้เร็ว หรือกับภรรยาให้เข้าใจกัน ล่าสุดมีคนมาบอกเป็นหนี้ 3 ร้อยล้าน อยู่ดีๆ คนไม่เป็นหนี้ 3 ร้อยล้านหรอก มันต้องมีเรื่องช้ำใจมา จากหลักสูตรเข็มทิศพบว่า คนต้องช้ำใจก่อนถึงจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจ เราก็พยายามพลิกใจจากคนช้ำใจ พอคนหายช้ำใจ เขาก็จะแก้เศรษฐกิจได้

Q : เข็มทิศชีวิตเวลาสอนศาสนา ทำไมต้องมีความรวยอยู่ในนั้น

ขั้นแรกเวลาที่สอนในห้องเรียนทางโลก อย่างมหาวิทยาลัยก็จะสอนให้คนประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นมันแยกกันระหว่างห้องปฏิบัติธรรมใส่ชุดขาว ทุกอย่างฟรี เข้าใจทฤษฎีที่พระพุทธเจ้าสอน ห้องเรียนที่เป็นเข็มทิศเหมือนเป็นโรงเรียน ที่จะต้องสอนให้คนประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นคุณต้องรวยที่ใจก่อน หลักการเข็มทิศชีวิตประจำวันง่ายมาก 1. รักครอบครัว 2. คิดดี พูดดี ทำดี รักษาใจในแดนบวก 3. ตั้งเป้าหมายทั้งทางโลกและทางธรรมให้สำเร็จ

เพราะฉะนั้นถ้าเขาคิดว่าอยากจะแก้ปัญหาความสัมพันธ์ทางครอบครัว เขาก็คิดดีพูดดีทำดี อยากจะมีความสุข อยากจะมีฐานะมั่นคงเลี้ยงพ่อแม่ได้ เขาก็ต้องกำหนดเป้าหมายแรกคือต้องรวยที่ใจ เราก็รู้สึกมั่งคั่ง rich moment คือการนับเวลาที่รู้สึกรวย เช่นวันนี้คุณมีกาแฟเย็นที่อร่อย เราก็นับว่าเรารู้สึกมั่งคั่ง อย่างครูอ้อยได้เปิดแอร์เย็น ห่มผ้า นอนอ่านหนังสือที่ครูอ้อยชอบ นั่นแหละคือความรู้สึกรวย ซึ่งมันเป็นทฤษฎีที่ฝรั่งรู้ สมมติว่าวันนี้ข้าวไข่เจียวอร่อย เราก็รวย พอนับบ่อยๆ เราก็รู้สึกรวยๆๆ มันก็ทำให้เราพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่น ดูแลพ่อแม่ให้ดี แล้วชีวิตก็ดี

Q : ตกลงทำไมเอาเรื่องรวยมาเป็นเรื่องหลักในการสอนด้วย?

ผิด ไม่จริง ไม่จริงค่ะ เมนหลักที่ในห้องสอน เขาจะต้องรู้สึกมีความสุขทางจิตใจก่อน ถ้าเราไปดูคีย์เวิร์ดของครูอ้อยเสมอต้องมีความสุขก่อน แล้วสิ่งต่างๆ ของคุณจึงจะสำเร็จได้ตามมา หัวใจที่ครูอ้อยสอนคือ จะต้องฝึกให้ตัวเองมีความสุขตอนนี้เลย เรื่องต่างๆ มันถูกบิดไปหมดเลยว่าเอาผลมาเป็นเหตุ

ครูอ้อยสอนว่า เหตุคือ คุณต้องมีความสุขก่อน เพราะอะไรรู้ไหม พอใจมีความทุกข์ก็จะไปหาเรื่องสามี ขอหย่าสามี ไปทำให้สามีเจ๊ง ล้มละลาย พ่อแม่แยกกันลูกมีปัญหา ครูอ้อยมีหน้าที่ทำให้ครอบครัวอยู่ด้วยกัน รักกัน เราก็ต้องให้ทุกคนอยู่ในบรรยากาศที่ทุกคนตัดสินใจเองว่าจะมีความสุข เราทำเค้าไม่ได้ แต่เราจัดบรรยากาศได้ เขาพลิกใจเขาเองได้ เราถึงย้ำในการสอนของครูว่า ถ้าคนที่ไปเรียนนะคะ ต้องเซ็นสัญญาก่อนว่า รับรู้ว่าผู้สอนเป็นเพียงผู้บอกทาง ผู้เรียนเป็นผู้ที่ลงมือทำด้วยตัวเอง นี่อยู่ในสัญญาก่อนเข้าเรียน อันที่ 2 เป็นห้องเรียนสัมมนา ไม่ใช่การบำบัด เป็นข้อสัญญาที่คุณต้องรับรู้ก่อนเลย

Q : ย้ำอีกทีคิดไหมครับว่าเราจะมีวันที่ถูกถล่มโจมตีในชีวิต แบบวันนี้ไหม

ไม่เคยคิดเลย แต่ว่ารู้อย่างหนึ่งว่า ภารกิจของเรามีบางอย่างที่ถ้าประเทศนี้ โลกใบนี้ หรือชีวิตคนจะดีขึ้น ชีวิตเราเล็กนิดเดียว เรามา เราเสียสละชีวิตเราได้อยู่แล้ว

Q : มีคิดสักนิดไหมว่าที่เกิดขึ้นมันเป็นกรรม

คิดว่ามันน่าจะมีภารกิจบางอย่าง ที่จะทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นหลังจากนี้ จริงๆ แล้วในชีวิตครูอ้อยอะ การโดนอะไรที่เป็นวิกฤติ ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ใครๆ ก็เคยอ่านข่าวครูอ้อย แล้วทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ มันเกิดขึ้นแป๊ปเดียว แล้วมันก็ดีมากด้วยทุกครั้ง แล้วในวิกฤติที่เกิดขึ้นกับชีวิตครูอ้อยอ่ะ ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น

กระทั่งวันแรกที่เข็มทิศชีวิตเกิดขึ้น คือครูอ้อยโดนเป็นหนี้ร้อยล้าน สามีครูอ้อยตาย ลูกครูอ้อยไม่ถึงหนึ่งขวบ ก็กลายเป็นว่าครูอ้อยได้ช่วยคนอีกเป็นสิบๆ ล้านในประเทศไทย ซึ่งครูอ้อยก็ชอบ แล้วครูอ้อยก็รู้ว่าเรื่องนี้มันอาจจะทำให้คนอื่นที่กำลังเสียใจ ถูกคนทำร้าย ช้ำใจจากคนใกล้ชิดทำร้ายหรือว่าอะไรก็ตาม เขาลุกขึ้นว่า สิ่งที่ชั้นโดนน้อยกว่าครูอ้อยอีก ถ้าหายได้นะ สักสิบล้านคนในประเทศ ครูอ้อยว่าคุ้ม

Q : เชื่อเรื่องฟ้าหลังฝนจะสวยงาม

เชื่อเสมอ

Q : ฟ้าหลังฝนของคุณ คิดไว้ไหมว่าใช้เวลาเท่าไร

น่าจะเร็วๆ นี้ค่ะ แล้วถ้าคุณและคนดูทุกคนลองนึกดูทุกอย่างที่เราได้ดีๆ ในชีวิต มันจะเกิดขึ้นหลังจากเราเจาวิกฤติทุกครั้ง เราทุกคนนะ ได้ทุกอย่างที่ดีในวันนี้ ย้อนกลับไปมันเกิดขึ้นหลังจากเราเจอวิกฤติ เพราะฉะนั้นครูอยากจะเป็นกำลังใจให้คนอื่น แม้ว่าครูโดนหนักนะ ว่าเดี๋ยวพอมันผ่านวิกฤติไปมันจะดี

Q : นี่คือวิกฤติที่หนักหนาที่สุดในชีวิตไหม

ในชีวิตค่ะ เพราะว่าด่าแม่เรา ว่าแม่เรา แม่เราร้องไห้ แม่ครูร้องไห้เสียใจเยอะมาก เสียใจเยอะมาก พ่อครูอ้อยเสียใจเยอะมาก พอเดินไปไหน มีแต่คนบอกว่า ไอ้พวกนี้โจมตีลูกคุณ พ่อครูอ้อยทำความดีมา แม่ครูอ้อยทำความดีมา ลูกครูอ้อย นักเรียนครูอ้อยที่ครูอ้อยรักอะ เดินไปไหนมีผลกระทบ เพื่อนด่า พ่อด่า แม่ด่า คนร่วมงานด่าเยาะเย้ยเยาะหยัน ซึ่งนักเรียนครูอ้อยแต่ละคน ครูบอกได้เลยนะคะว่าแม้กระทั่งนักเรียนที่อาจจะมาทำร้ายครูอ้อยตอนหลัง ครูอ้อยบอกได้เลย นักเรียนครูอ้อยอะ หนึ่งเป็นคนดี รักที่จะดี พยายามที่จะทำความดีช่วยโลก เพราะฉะนั้นเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่ดีมาก และครูอ้อยเคารพนักเรียนของครูอ้อย แล้วครูอ้อยเสียใจมากที่เขาถูกทำร้าย

Q : มีคำถามไหนที่ไม่ได้ถาม และครูอ้อยอยากจะพูด

คุณก็ถามไปหมดแล้วนะคะ

Q : สุดท้าย สาบานได้ใช่ไหมว่าที่เราคุยมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริง

ก็ตามที่ครูอ้อยรู้ ครูอ้อยเล่าได้ทุกอย่างที่ครูอ้อยรู้ในวันนี้ 100% สาบานได้ ถ้ามีอะไรที่คนอื่นอาจจะทำ หรือไม่ได้ทำ นอกเหนือจากที่ครูอ้อยรู้ ครูอ้อยรับประกันไม่ได้ แต่เท่าที่ครูอ้อยรู้ ครูอ้อยเล่าให้คุณฟังในวันนี้ได้

Q : ถ้ามีการโกหกก็ขอให้มีอันเป็นไป

ค่ะ เชื่ออย่างนั้นค่ะ

Interview : RAYDO LifeStyle

อ่านเพิ่ม : อุ๋ย บุดด้าเบลส โวยอีก! โดน ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต เอารูปโปรโมต (คลิป)

อ่านเพิ่ม : มาอีกราย! ครูเงาะ-ปอย ประกาศไม่ขอเกี่ยวข้อง ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต

อ่านเพิ่ม : ดราม่าไม่จบ! ทั้งปลื้ม ไม่ปลื้ม 10 รู้จัก 'ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต'

อ่านเพิ่ม : ครูอ้อย แจงปมถูกขู่รีดไถ 11 ล้านบาท ยังเชื่อไม่ใช่ฝีมือลูกศิษย์

อ่านเพิ่ม : โซเชียลหัวร้อน 5 คำถามที่ 'ครูอ้อย' ไม่ได้ตอบในงานแถลงข่าว

อ่านเพิ่ม : งดงาม เหมือนอยู่สวรรค์! เปิดที่แรกเพนท์เฮาส์ครูอ้อย คฤหาสน์ลอยฟ้า

อ่านเพิ่ม : คู่ต่อสู้ที่สูสี! 9 ข้อรู้จัก 'ครูเงาะ รสสุคนธ์' คู่กรณีครูอ้อย ฐิตินาถ