วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาเลเซียกับความสำเร็จ 28 ปีพัฒนาแซงไทยขาดลอย

โดย ซูม

มาเลเซียประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 15 ใน พ.ศ.2532 อย่างล้นหลาม โดยสามารถคว้าตำแหน่งเจ้าเหรียญทองเป็นอันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย แซงประเทศไทยได้ในวันสุดท้าย

ส่งผลให้คนมาเลเซียมีความสุข และมีการรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว สมกับที่ ท่าน มหาเธร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีในยุคนั้นตั้งความหวังไว้

ขณะเดียวกัน การประกาศนโยบายการท่องเที่ยวมาเลเซีย ก็ประสบความสำเร็จตามมา อย่างน้อยก็ได้อาศัยนักกีฬาหลายพันคน และคนดูจากประเทศต่างๆที่ตามไปดู ไปเชียร์ และไปร่วมในพิธีเปิด กลับไปช่วยประชาสัมพันธ์ให้อีกต่อหนึ่ง

เสร็จจากซีเกมส์ ท่านมหาเธร์ก็กระซิบให้บริษัทน้ำมัน เปโตรนาส ซึ่งเป็นบริษัทแห่งชาติ สร้างตึกสูงสุดในโลก คือ ตึกแฝด “เปโตรนาส ทาวเว่อร์” ขึ้นเมื่อปี 2535 จนแล้วเสร็จมีพิธีเปิด ในปี 2539

ตึกแฝดแห่งนี้ครองตำแหน่งตึกสูงสุดในโลกอยู่ถึง 6 ปี จนถึงปี 2547 จึงโดนตึกอื่นๆขึ้นมาแซง

มหาเธร์ใช้ตึกนี้ช่วยประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวให้แก่มาเลเซียจนประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง เป็นส่วนหนึ่งของการดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มามาเลเซียมากขึ้น

จากนั้นมหาเธร์ก็ปล่อยหมัดเด็ดออกมาอีกหมัดหนึ่ง คือ การไปวิ่งเต้นให้การแข่งขัน “รถสูตร 1” หรือ “ฟอร์มูล่าวัน” มาแข่งที่สนามเซปังฯ ของมาเลเซีย โดยท่านมหาเธร์ไปวิ่งเต้นด้วยตนเอง และเปิดแข่งขันในปี 1999 หรือ พ.ศ.2542

สามารถดึงดูดแฟนๆที่ชอบความเร็ว จากการดูรถแข่งให้เดินทางเข้าสู่มาเลเซียได้อย่างมากในปีแรกๆ จนกระทั่งช่วงหลังๆ เมื่อสิงคโปร์จัดบ้าง และได้จัดในเวลากลางคืน ทำให้โด่งดังไปทั่วโลกมากกว่า แฟนๆ จึงเดินทางมาดูที่มาเลเซียน้อยลง

ว่ากันว่าเดือนเมษายน 2017 ที่ผ่านไป จะเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้าย ที่มาเลเซียจะเป็นเจ้าภาพ หลังจากจัดติดต่อกันมาถึง 19 ปีเต็มๆ

แม้จะต้องเลิกการเป็นเจ้าภาพรถสูตร 1 แต่มาเลเซียก็ติดลมไปแล้วเรื่องการท่องเที่ยว โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศอันดับ 9 ของโลก ที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุด อยู่ระยะหนึ่งและในปี 2516 ที่ผ่านมาก็ยังมีนักท่องเที่ยวสูงถึงกว่า 26 ล้านคน

แม้เกือบครึ่งหนึ่งจะเป็นคนสิงคโปร์ที่ข้ามไปข้ามมาในแต่ละวัน แต่เขาก็อ้างเหตุผลว่าเป็นนักท่องเที่ยวและทำให้องค์กรท่องเที่ยวระดับโลกยอมรับ จนกลายเป็นประเทศที่ติดอันดับสูงประเทศหนึ่งดังกล่าว

เพิ่งจะมาโดนประเทศไทยแซงได้ในช่วงหลังๆ นี่เอง (ล่าสุดปี 2516 ของเราอยู่ที่ 32.6 ล้านคน เป็นอันดับ 10 ของโลก)

จากการเร่งรัดพัฒนาในทุกๆด้านรวมทั้งการท่องเที่ยวที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของมาเลเซียขยายตัวอย่างรวดเร็วจนล่าสุดปี 2017 นี้ ประมาณว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนมาเลเซียจะอยู่ที่ 28,490 เหรียญสหรัฐฯต่อคน เป็นอันดับที่ 50 ของโลก

ในขณะที่ของไทยเราจะอยู่ที่ 17,750 เหรียญสหรัฐฯต่อคน เป็นอันดับ 74 ของโลก ห่างจากมาเลเซียถึงเกือบ 10,000 เหรียญกว่าๆต่อคน เป็นการยืนยันว่าจากปี 2532 หรือซีเกมส์ครั้งที่ 15 เวลา 28 ปีเต็มๆ มาเลเซียมาได้ไกลมากและก็จะไปไกลต่อไปอีก

ไอเอ็มเอฟคาดว่าในปี 2020 รายได้ต่อหัว มาเลเซียจะไปถึง 36,967 เหรียญ ขยับเป็นที่ 46 ของโลก และคาดว่ารายได้ต่อหัวคนไทยเราจะขยับเป็น 22,910 เหรียญ หล่นไปอันดับ 76 ด้วยซ้ำ ดูแล้วจะโดนมาเลเซียทิ้งห่างไปเป็นประมาณหัวละ 14,000 เหรียญสหรัฐฯ

เพราะฉะนั้น ที่มีข่าวว่าซีเกมส์ของเขาปีนี้เงียบเหงา ก็เป็นไปได้ เพราะเขามาไกลขนาดนี้แล้ว คงมองไปถึงกีฬาใหญ่ๆอย่างอื่นๆ แล้วกระมัง

ท่านนายกฯปัจจุบัน นาจิ๊ป ราซัค ที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2009 (และไม่ค่อยจะถูกกับมหาเธร์เสียด้วย) ท่านอาจมีนโยบายการพัฒนาชาติอย่างอื่นๆ อยู่ในใจแล้วก็ได้

สรุปว่า ในการพัฒนาประเทศ เราแพ้เขาขาดลอย แต่ในเรื่อง กีฬา โดยเฉพาะซีเกมส์เราชนะเขามากกว่าแพ้...ฉะนั้น ซีเกมส์ครั้งนี้ ขอให้เราเอาชนะให้ได้ก็แล้วกัน แม้จะยากอยู่สักหน่อย แต่ก็ขอเอาใจช่วยนักกีฬาไทยเต็มที่นะครับ.

“ซูม”