advertisement

'เขาทราย' ทะลวงไส้มวยไทย 'สิ้นมนต์ขลัง' มั่นใจ 'ปาเกียว' เสร็จผมแน่!

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 27 ก.พ. 2555 07:30

เป็นเรื่องน่าภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับคนไทย เมื่อสมาคมมวยโลก (ดับเบิลยูบีเอ) หนึ่งในสถาบันมวยที่เก่าแก่,ยิ่งใหญ่และได้รับการยอมรับที่สุดของโลก  ประกาศเกียรติคุณ ยกย่องให้ "เขาทราย แกแล็คซี่" อดีตแชมป์โลกระดับตำนานของไทย เป็น "แชมป์โลกตลอดกาล" ในรุ่นจูเนียร์แบนตัมเวท ของสมาคมมวยโลก...

 

ด้วยสถิติการชนะน็อกถึง 43 ครั้ง จากชัยชนะ 49 ครั้ง จากทั้งหมด 50 ไฟต์ และสามารถป้องกันแชมป์โลกได้ถึง 19 ครั้งติดต่อกัน โดยไม่แพ้ใครเลย กระทั่งแขวนนวม ทำให้ "เขาทราย" ได้รับเกียรติ เคียงข้างกับสุดยอดตำนานมวยโลกอย่าง โมฮัมหมัด อาลี, อีวานเดอร์ โฮลีฟิลด์, ชูกาเรย์ เลียวนาร์ด, โธมัส เฮิร์น, โรเบอร์โต ดูรัน เป็นต้น

โดยในวันที่ 28 ก.พ.นี้ เขาก็พร้อมจะขึ้นเวทีไปรับรางวัลด้วยตัวเอง ในงานประกาศเกียรติยศ "ดับเบิลยูบีเอ อวอร์ดส์" ที่กรุงปานามา ซิตี้ ประเทศปานามา เพื่อประกาศศักดาเกียรติภูมิของ "คนไทย" ให้ทั่วปฐพีรับรู้

 

คนไทยคนแรก และคนเดียว

 


นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง สมาคมมวยโลก เมื่อปี พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962) นี่ถือเป็นงานแรกที่มีประกาศเกียรติคุณให้กับแชมเปียนโลก ทุกยุคทุกสมัยของสถาบันและ เขาทราย ก็ได้รับการคัดเลือกให้มีชื่อเป็น 1 ใน 17 นักมวยที่ดีที่สุดตลอดกาล จาก 17 รุ่น ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรก และคนเดียว ในประวัติศาสตร์ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

"รางวัลที่ได้คือ นักชกตลอดกาลของสมาคมมวยโลก คือเป็นนักชกที่ยิ่งใหญ่ตั้งแต่มีรุ่นนี้มาจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีรางวัลนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์ ผมเป็นคนไทย คนแรก และคนเดียว ที่ได้รับเกียรตินี้ โดยคนที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นระดับซุปเปอร์แชมป์ ที่ไม่ค่อยแพ้ใคร คนทั่วโลกรู้จักหมด"

"ก็รู้สึกดีใจกับรางวัลนี้ แต่จะว่าไปมันก็ชินเหมือนกัน  คือ รางวัลต่างๆ เรารับมาหมดแล้ว พูดง่ายๆ ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้รับรางวัลทั้งในและต่างประเทศแทบจะทุกปี รางวัลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันอย่าง หอเกียรติยศนักมวยโลก ก็เคยได้มาแล้ว แต่เราก็ให้เกียรติไปรับหมดทุกรางวัล"

 

ไฟต์หนักสุด-ประทับใจสุด

 


ตลอดการป้องกันแชมป์ 7 ปี กับอีก 2 เดือน 30 วัน เขาทราย ไม่เคยเสียท่าให้กับนักชกคนใดเลย หลังจากกระชากเข็มขัดแชมป์โลกรุ่นจูเนียร์ แบนตัมเวท ของ ดับเบิลยูบีเอ มาครองได้ในเดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2527 ด้วยการชนะน็อก ยูเซบิโอ เปสอินัล นักชกชาวโดมินิกัน ในการชิงแชมป์ว่าง ที่เวทีมวยราชดำเนิน

จากนั้น เขาทราย เริ่มสร้างตำนานของตัวเอง ด้วยการขึ้นป้องกันแชมป์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2528 ที่ประเทศไทย และสามารถเอาชนะน็อก ดอง ฮุนลี นักมวยเกาหลีใต้ ไปได้ในยกที่ 7 อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า นั่นเป็นไฟต์ที่หนักและยากที่สุดของตัวเอง

"ไฟต์หนักๆ อาจเป็นช่วงแรก ผมป้องกันแชมป์กับ ดอง ฮุนลี ผมคิดเลยว่า "โอ้โห เราไม่ไหวนะเนี้ย" เพราะว่ามันหมดแรง คือ ไม่ใช่ว่าซ้อมน้อย แต่เราลดน้ำหนักเยอะ ทำให้ฟื้นไม่ทัน และตอนนั้น ไม่รู้ว่าต้องกินอาหารยังไงด้วย พอดีมาได้หมัดฟลุ๊ก "หมัดผีบอกศอกผีสิง" สวนปั้งเข้าไปที่ท้อง และมันไม่ลุก แต่ในใจเราบอกว่า "ไอ้เหี้ย มึงอย่าตื่นนะ กูหมดแรงแล้ว" (หัวเราะ) นั่นแหล่ะ เหนื่อยที่สุดในชีวิต"


ขณะที่ ไฟต์ที่ประทับใจสุด ในการชกอาชีพที่ผ่านมา เขาทราย ยอมรับว่า ประทับใจหมด แต่ที่ต้องจดจำมากที่สุด คงเป็นการเดินทางไปป้องกันแชมป์โลกต่างแดนครั้งแรกของตัวเอง กับ อิสราเอล คอนเทรรัส นักชกเจ้าถิ่น ซึ่งเจ้าตัวต้องเดินทางข้ามโลกไปยังเกาะคูราเซา หมู่เกาะเนเธอร์แลนด์แอนทิลลิส ซึ่งตั้งอยู่ที่แถบทะเลแคริบเบียน นอกชายฝั่งของประเทศเวเนซุเอลา

"มันไกลไป สำหรับการป้องกันแชมป์ต่างประเทศครั้งแรก มันไกลมาก (เน้นเสียง) ลองไปหาแผนที่โลกดูได้เลย แทบหาไม่เจอ มันอยู่คนละซีกโลก  ต้องเดินทาง ผ่านหลายรัฐของสหรัฐฯ ไมอามี, ฟลอริดา, นิวยอร์ก ผ่านไปหมด กว่าจะถึงเกาะ มันสุดยอดไหมล่ะ แต่ไปชนะกลับมา มันก็เลยประทับใจเรา ถือว่าเป็นการเดินทางที่ไกลที่สุด หลังจากนั้น ก็ไปแค่รอบเอเชีย ค่อยสบายใจหน่อย"

 

กำปั้นไทย "ซบเซา ไม่ขลัง ไร้ฮีโร่"

 


ต้องยอมรับว่า แม้ เขาทราย จะแขวนนวมมานาน 20 กว่าปีแล้ว แต่ชื่อของเขา ยังคงเป็นที่จดจำสำหรับแฟนมวยทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก ผิดกับแชมเปียนโลกหลายคน ที่ต้องล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็ว ในสารบบวงการมวยเมืองไทย

"อดีตมันขลังกว่าเยอะ แต่ปัจจุบันวงการมวยบ้านเรามันซบเซา เพราะแชมป์มันกะเรี่ยกะราดมาก สมัยก่อน คนตั้งหน้าตั้งตารอดูมวย แต่สมัยนี้ ผ่านไปไหน รถติดเต็มไปหมด ผิดกับสมัยผมชก รถไม่มีวิ่งเลย สมัยก่อนการเป็นแชมป์โลก มันต่างกันเยอะ มันขลังมาก ยิ่งใหญ่มาก สมัยนี้ ใครชกก็ธรรมดาหมด"

"ทั้งๆ ที่มวยดีอย่าง พงษ์ศักดิ์ เล็ก ก็ยังเป็นแชมป์โลก อยู่ แต่มันก็ยังธรรมดา สมัยก่อน การเป็นแชมป์โลก มันต้องเก่งจริงๆ สมัยนี้ ต่อยครั้งแรกก็เป็นแชมป์ พาบา, เอ, บี, ซี, ดี  มันเยอะไป (หัวเราะ) และมันดูแล้วไม่เก่ง ยังไม่ทันมีชื่อ ก็เป็นแชมป์กันแล้ว วิธีการชกมันไม่น่าลุ้น ชกไม่มันส์เหมือนรุ่นก่อนๆ เชียร์แล้วมันได้ใจ"

อย่างไรก็ตาม ตำนานนักชกไทย มองว่า ปัจจุบัน ถือเป็นยุคบูมของกีฬามวยไทย มากกว่า เนื่องจากมีการนำมวยไทย ไปเผยแพร่ยังต่างประเทศ ทำให้ต่างชาติได้เรียนรู้กีฬามวยไทย มากขึ้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ศิลปะมวยไทย มีอาวุธที่รุนแรง ทั้งยังมีเอกลักษณ์ และความคลาสสิกในตัวเอง แต่ว่ามวยสากล มันมันเหมือนทั่วโลก

 

นักมวยก็เหมือน "หมาล่าเนื้อ"



กับข่าวคราวอดีตแชมป์มวยโลก รัตนพล ส.วรพิน ตกอับต้องแร่ขายซีดีอัตชีวประวัติตัวเอง ในช่วงที่ผ่านมา เขาทราย ยอมรับว่า ตนเองทราบเรื่องนี้มานานแล้ว พร้อมเปิดเผยอีกว่า ยังมีนักมวยไทยอีกหลายคนที่กำลังตกระกำลำบากแบบนี้ เพียงแค่ไม่เป็นข่าวออกมาเท่านั้น

"ผมรู้เรื่อง รัตนพลมานานแล้ว เขาเคยไปโชว์ตัวกับผม ผมยังแบ่งค่าตัวให้เขาเลย คือ มันต้องช่วยกัน นักมวยมีแบบนี้มีเยอะ แต่ รัตนพล เขากล้าออกข่าว หลายคนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เหมือนน้ำท่วมปาก เงินไปอยู่หัวหน้าค่ายหมด นักมวยเองก็ชอบคิดว่า เขาปั้นเรามา เขาจะทำอะไรก็ได้ เหมือน หมาล่าเนื้อ เขาจะแบ่งเศษ ให้เท่าไรก็เอา"

"แต่สำหรับผม ไม่มีปัญหา เพราะเรามีการศึกษาดี เราต้องตกลงให้ชัดเจนเลยว่า จะแบ่งเงินรางวัลอย่างไร เป็นแบบนี้ ตั้งแต่ผมเริ่มชกแล้ว พวกที่มีปัญหาคือ พูดไม่ออก แต่ผมไม่ยอม พูดง่ายๆ ถ้าไม่ตกลงกันให้แน่นอน ผมไม่ซ้อม ผมไม่ป้องกันแชมป์ คุณก็จะไม่มีเงิน ไม่ได้จัดด้วย อะไรแบบนี้ เราต้องกล้าๆ แต่ที่ผ่านมา นักมวยยอมเขาหมด"

 

หมดประโยชน์ ไร้คนเหลียวแล



แม้จะสร้างชื่อเสียงมากมายให้กับประเทศชาติ แต่ เขาทราย ยืนยันว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีนโยบายที่ชัดเจนใดๆ จากหน่วยงานและองค์กรทั้งของภาครัฐและเอกชน ที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือหรือเจือจุนให้กับ นักมวยแชมป์โลก ที่ปลดระวางด้วยเองไปแล้ว

"กระทั่งตอนนี้ ส่วนมากนักมวย เวลาเลิกชก ต้องหาเลี้ยงด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่มีงานรองรับ แม้กระทั่งในค่ายมวย น้อยมาก ไม่มีใครช่วยเหลือ แต่ไหนแต่ไร รัฐบาลไม่เคยเหลียวแลอยู่แล้ว มันก็ตัวใครตัวมัน มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ขนาด โผน กิ่งเพชร ตาย ยังไม่มีค่าโลงเลย  แต่เวลาเราดังก็มาอาศัยชื่อเสียงเรา"

"ชื่อเสียง มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ มันน่าจะต้องมาดูแลเราบ้าง แชมป์โลกหลักๆ ของเรามันมีกี่คน ตายไปก็เยอะ (หัวเราะ) ที่ยังไม่เคยได้รับการเหลียวแล คุณต้องทำบ้างสิ ทำอะไรก็ได้ จริงๆ แล้ว แชมป์โลกที่เลิกชกไป มันมีประโยชน์เยอะแยะ แต่รัฐบาลไม่ว่ายุคไหน ไม่เคยสนใจเลย ตอนดังก็เชียร์ สนับสนุน ให้กำลังใจ พอเลิกไม่เคยพูดถึง"

 

"ปาเกียว" ว่าแน่ เจอผม "ไม่รอด"



เขาทราย มองอีกว่า วงการกีฬากำปั้นของไทย ตอนนี้ ขาดฮีโร่ ที่จะช่วยปลุกกระแสมวยสากลอาชีพในบ้านเรา ให้กลับมาคึกคัก และ ได้รับความนิยมเหมือนสมัยตนเอง สวนทางกับ ฟิลิปปินส์ ที่ปัจจุบัน นอกจาก แมนนี ปาเกียว ซุปเปอร์สตาร์นักชกของโลกแล้ว ยังมี นักมวยตัวเก่งๆ อีกหลายคน กำลังไต่เต้าขึ้นมาประดับวงการ

อย่างไรก็ดี แม้จะยอมรับว่า ปาเกียว คือ สุดยอดนักมวยแห่งยุคนี้ แต่ เขาทราย มั่นใจว่า หากย้อนกลับไปเมื่อวันวาน นักชกอย่าง ปาเกียว ไม่มีทางรอด "หมัดซ้ายทะลวงไส้" ของตัวเองไปได้ แน่นอน

"คนสนใจว่า ถ้าเรากับ ปาเกียว อยู่ยุคเดียวกัน ใครจะอยู่ใครจะไป ซึ่งถ้าเป็นในยุคนั้น มันเสร็จผมอยู่แล้ว แต่ถ้ายุคนี้ เราเนี้ยตาย (หัวเราะ) เขาบอกว่า แต่ก่อน ปาเกียว ไม่เก่งเลย อย่างไปแพ้ เม็ดเงิน สามเคแบตเตอรี ของเรา แล้วคิดดู สมัยนั้น เม็ดเงิน ยังเป็นปลาร้าอยู่เลย แถมแพ้น็อกอีกต่างหาก"

"แต่ก็ยอมรับว่า ปาเกียว เขาก็เก่งจริงๆ  หลังจากได้ผู้ฝึกสอนที่ดี ไปอยู่ที่อเมริกา เลยพัฒนาขึ้นมา คือ เขาเหมือนซื้อตัวไปเลย ไปอยู่กินซ้อมที่นั่น แต่ของเรามันไม่มี สมัยผมไม่เคยไปชกอเมริกา เพราะยุคนั้น รุ่น 115 ปอนด์ ไม่มีจัด จัดรุ่นใหญ่อย่างเดียว แต่ถ้ายุคนั้นมี ต้องมาดูเบอร์เล็กๆ อย่างผมอยู่แล้ว"

 

นักมวยต้องมีการพัฒนา-ถ่อมตน



ทิ้งท้าย ยอดแชมป์โลกของไทย ฝากถึงนักมวยรุ่นน้องที่อยากจะประสบความสำเร็จ และยืนหยัดอยู่ในวงการได้ยาวนานอย่างเขาว่า "นักมวย ต้องมีการพัฒนา ต่อยเหมือนเดิม ยังไงก็ไม่มีทางเก่ง ต้องหมั่นฝึกฝน ต้องถ่อมตนเป็น เก่ง อย่าคิดว่าตัวเองเก่ง ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าตัวเองเก่ง แต่เราต้องไม่ประมาท ให้เกียรติคู่ต่อสู้ แล้วประชาชนพี่น้องเขาจะมองเห็น ถ้าเราเก่งจริง"

นอกจากนี้ ยังเตือนสติให้นักมวย รู้จักการเก็บหอมรอมริบ เมื่อครั้งที่ยังมีแรงชกเอาไว้ให้มากๆ หากไม่อยากมีบั้นปลายชีวิตที่ลำบากเหมือนตัวอย่างที่มีให้เห็นกันมานักต่อนัก "อยากให้นักมวยรู้จักเก็บเงิน ต่อยแล้วเก็บ ส่วนมากยุคหลังๆ ไม่ค่อยเก็บกัน อยากให้รุ่นน้อง เก็บรายได้ทุกบาททุกสตางค์เอาไว้ อาจแบ่งใช้แค่ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ก็พอ".

 

"ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" ก็ได้แต่หวังว่า กับแชมเปียนโลกชาวไทยตัวจริงในปัจจุบันที่มีอยู่ 4 คน ไม่ว่าจะเป็น พงษ์ศักดิ์เล็ก ไก่ย่างห้าดาวยิม, เทพฤทธิ์ ก่อเกียรติยิม, สุริยัน ศ.รุ่งวิสัย และ คมพยัคฆ์ ซีพีเฟรชมาร์ท จะมีสักคนที่สามารถสานต่อความยิ่งใหญ่ของวงการกำปั้นเมืองไทยให้โลกได้ประจักษ์ พร้อมก้าวขึ้นมาเป็น "ตำนานนักชกคนใหม่" รายต่อไป ต่อจาก "เขาทราย แกแล็คซี่".

 

Twitter : Thairath_sport

 

 

ลับ(ไม่) เฉพาะ กับ "เขาทราย แกแล็คซี่"

 


- เขาทราย มีชื่อจริงว่า สุระ แสนคำ ชื่อเล่น "ระ" เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2502 ที่หมู่บ้าน เฉลียงลับ ต.นาป่า อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์

- เขาทราย เริ่มต้นเส้นทางนักมวยโดยการชกมวยไทย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนถูกปรามาสจากแฟนมวยว่า "เขาควาย" ก่อนเปลี่ยนแนวมาชกมวยสากล และสร้างตำนานแชมป์โลกจนถึงปัจจุบัน กระทั่งแขวนนวมเมื่อเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2534

- ความพ่ายแพ้ครั้งเดียวในการชกมวยสากลอาชีพของ เขาทราย เกิดขึ้นในไฟต์กับ ศักดา ศักดิ์สุรีย์ แชมป์ในขณะนั้น ในรุ่นแบนตัมเวท ที่เวทีมวยราชดำเนิน เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม พ.ศ.2524

- แฟนมวย ตั้งฉายา เขาทรายว่า "ซ้ายทะลวงไส้" ซึ่งมาจากหมัดซ้ายที่หนักหน่วง และการชกลำตัวที่ยอดเยี่ยม

- สถิติป้องกันแชมป์โลก 19 ครั้งติดต่อกัน (น็อก 16 ครั้ง, ชนะคะแนน 3 ครั้ง) นับว่าสูงที่สุดในโลก ในรุ่นจูเนียร์แบนตัมเวท (115 ปอนด์) ถึงปัจจุบัน และเป็นนักมวยไทยคนแรกที่เลิกชก ทั้งที่ยังเป็นแชมป์ และสละตำแหน่งโดยไม่เคยแพ้ใคร


- เขาทราย มีพี่ชายฝาแฝด ชื่อว่า เขาค้อ แกแล็คซี่ หรือชื่อจริง สุโรจน์ แสนคำ ซึ่งเป็นอดีตแชมป์โลกรุ่นแบนตัมเวท ของสมาคมมวยโลก โดยทั้งสองคนมีระยะเวลาที่เป็นแชมป์โลกคู่กัน ซึ่งทำให้ พวกเขาเป็นแชมป์โลกคู่แฝดรายแรกของโลก

- เป็นนักมวยคนแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของประเพณี การมอบทองและรางวัลก่อนชกบนเวที ซึ่งเกิดขึ้นในการป้องกันตำแหน่งแชมป์ครั้งที่ 9 ที่จ.สมุทรปราการ

- เขาทราย สร้างปรากฏการณ์ "ถนนกรุงเทพฯโล่ง" โดยยามใดที่เขาขึ้นชก จะทำให้แฟนมวยต่างตั้งตารอชม จนไม่คิดที่อยากจะเดินทางไปไหน นอกเสียจาก เฝ้าหน้าจออยู่กับ บ้าน และติดตามเชียร์ข้างสังเวียน

- เขาทรายได้รับการบรรจุชื่อในหอเกียรติยศ (Hall of Fame) ของ ดับเบิลยูบีเอ ในปีพ.ศ.2542, หอเกียรติยศในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กีฬาไทย ของการกีฬาแห่งประเทศไทย, ได้รับการยกย่องเป็นสุดยอดนักมวยแห่งรุ่นจูเนียร์แบนตัมเวท ตลอดกาล ของดับเบิลยูบีเอ ปี พ.ศ.2554, รางวัลแชมป์โลกตลอดกาลของ ดับเบิลยูบีเอ พ.ศ.2555


- เขาทราย เข้าสู่วงการการเมือง ด้วยการเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน และลงสมัครเลือกตั้งทั่วไป ที่จ.เพชรบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ.2550 แต่สอบตก จากนั้น ลงสมัครเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง ปี พ.ศ.2554 ภายใต้สังกัด พรรคชาติไทยพัฒนา ที่บ้านเกิด เช่นเดิม แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

- หลังจากแขวนนวมได้ไม่นาน เขาทราย ออกอัลบั้มเพลงมาชุดหนึ่ง เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุน ชื่อชุดว่า "ขอบคุณครับ" และอีกชุดทำร่วมกับเพื่อนนักมวยไทย สมรักษ์ คำสิงห์ และสามารถ พยัคฆ์อรุณ ชื่อชุด 3 หมัด สะบัดไมค์ ปีพ.ศ.2549

- พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซ กรุงเทพฯ มีรูปปั้นของ เขาทราย แกแล็คซี่ เคียงข้างกับดารา, นักแสดง, บุคคลชื่อดังของไทยและต่างประเทศ

- ปัจจุบัน เขาทราย วัย 52 ปี ใช้ชีวิตกับ นางสุรีรัตน์ แสนคำ ภรรยา และมีบุตรชาย 1 คน ชื่อเล่นว่า น้องเบส หลังจากเคยแต่งงานกับ หญิงสาวชาวญี่ปุ่น ยูมิโกะ โอตะ ภรรยาคนแรก เมื่อปีพ.ศ.2535 ก่อนจะเลิกลากันไป



ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

 

โหวตข่าวนี้